'ถูกทำร้าย' เพราะ 'เห็นต่าง' 'เอกชัย' ต้องโดนอีกกี่ครั้ง?


   

        ภาพของสาวใจเด็ดเพียงคนเดียว ที่ยืนชูป้ายแสดงจุดยืนตรงกันข้ามท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดง ในกิจกรรม “การเขียนจดหมายกระตุกมโนสำนึก 250 ส.ว.” ไม่ให้มีส่วนร่วมในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ของกลุ่ม “People Start up” ที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 12  พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นไฮไลต์ที่คนการเมืองอาจจะไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก กับพฤติกรรม “แหย่รังแตน” เช่นนี้ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีการทำร้ายร่างกายจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือ ความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น

                อย่างไรก็ตาม เสียงตะโกน โห่ไล่ พร้อมด่าทอไล่หลังของกลุ่มผู้ชุมนุม แสดงให้เห็นแล้วว่า ภายใต้ความเดือดดาลของมวลชน ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า อารมณ์ที่คุกรุ่นของผู้ชุมนุมจะ  “ไม่” นำไปสู่ความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของ “ผู้เห็นต่าง” โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาระงับเหตุ พร้อม “หิ้ว” สาวน้อยคนนั้นออกไปส่งที่รถตุ๊กๆ ให้ออกนอกบริเวณอย่างรวดเร็ว จนไม่มีเหตุบานปลายใดๆ เกิดขึ้น

                แต่สำหรับบางคนอาจ “โชคไม่ดี” อย่างผู้หญิงคนนั้น โดยเฉพาะชายที่ชื่อว่า “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมการเมือง  ที่เคยเป็นคนขายหวยมาก่อน และสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวออกมาเริ่มชุมนุมทางการเมืองครั้งแรกในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จากสาเหตุที่รัฐบาลสั่งยกเลิกหวยบนดิน นอกจากนี้เจ้าตัวยังเคยโดนถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 112 จนถูกศาลพิพากษาสั่งจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556  ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ก่อนจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็น “หมุดหน้าใส” “อยากเลือกตั้ง” “ไม่เลือกเลือกตั้ง” “นาฬิกาหรู” และอื่นๆ อีกมากมาย

                ซึ่งเขามักปรากฏบนหน้าข่าวอยู่เสมอ ใน 2 ประเด็นหลัก คือ หากไม่ “เคลื่อนไหวทางการเมืองต้าน คสช.” ก็ “โดนทำร้ายร่างกาย” แต่การถูกทำร้ายร่างกายของเอกชัยครั้งแล้วครั้งเล่านี้ บางฝ่ายอาจมองเป็นเรื่องชินตา เพราะเหตุเกิดขึ้นบ่อย แต่หากมองในด้านสิทธิมนุษยชน ในสังคมที่มีการบังคับใช้กฎหมาย เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป แต่จนถึงวันนี้ เอกชัยเองก็โดนทำร้ายร่างกายไปแล้วถึง 7 ครั้ง มีความพยายามเผารถยนต์ 2 ครั้ง และเผารถยนต์จนไม่สามารถใช้งานได้สำเร็จในครั้งที่ 2 

                โดย 1.วันที่ 19 ม.ค.2561 : เอกชัย และ นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ เคลื่อนไหวปม ”นาฬิกาหรู” โดยการนำนาฬิกาจำนวน 3 เรือน และโปสเตอร์คอลเลคชั่นนาฬิกาไปมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บริเวณทำเนียบรัฐบาล ประตู 4 จากนั้นมีชายอายุประมาณ 55-60 ปี ใส่เสื้อสีแดง สวมเสื้อแจ็กเกตแขนยาวสีดำ ได้เดินตรงเข้ามากระชากที่ไหล่ซ้ายเอกชัย โชว์นาฬิกาให้ผู้สื่อข่าวดู

                2.วันที่ 23 ม.ค.2561 : เจ้าตัวโดนดักชกหน้าที่บริเวณ ป้ายรถเมล์ ที่ปากซอยลาดพร้าว 105-107 เมื่อลงจากรถเมล์ ภายหลังกลับมาจากการทำกิจกรรมปม “นาฬิกาหรู” เช่นเคย 3.วันที่ 14 ส.ค.2561 : รอบนี้มาแปลก เมื่อเจ้าตัวโดนดักสาด น้ำปลาร้า บริเวณใกล้กับโรงพยาบาลมิชชั่น ขณะที่กำลังเดินทางไปทำกิจกรรมติดตามคดี “นาฬิกาหรู”

                4.วันที่ 22 ส.ค.2561 : โดนดักทำร้ายที่หน้าปากซอยลาดพร้าว 107 โดยการโดนหมวกกันน็อก และไม้ฟาด ครั้งนี้รุนแรงหน่อย เมื่อกระดูกนิ้วนางและนิ้วก้อยข้างซ้ายหัก 5.วันที่ 5 ม.ค.2562 : โดนชาย 4 คนรุมทำร้ายบริเวณใกล้กับสะพานปิ่นเกล้า แต่ยังโชคดีที่มีนักท่องเที่ยวช่วยเหลือไว้ได้ ขณะที่เพื่อนนักกิจกรรมอีกคนโดนทำร้ายเจ็บตัวไปตามระเบียบ

                6.วันที่ 5 มี.ค.2562 : ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเจ้าตัวเดินทางไปร้องเรียนพฤติกรรมของ “นพ.เหรียญทอง แน่นหนา” โดนชาย 2 คนถือไม้และแป๊บเหล็กดักทำร้าย แม้เหตุการณ์จะไม่ยืดเยื้อนัก โดยเจ้าตัวก็ได้แผลจากการโดนไม้ตีที่ศีรษะ และ 7.วันที่ 13 พ.ค.2562 : เจ้าตัวโพสต์ข้อความระบุว่าถูกชาย 4 คนทำร้ายที่หน้าศาลอาญารัชดา พร้อมใบหน้า บวม ช้ำ ดำ เขียว

                ขณะที่กรณีโดนเผารถยนต์ 1.วันที่ 26 มี.ค.2562 : ถูกไฟเผารถยนต์ที่หน้าบ้านของตัวเอง เมื่อดูจากภาพกล้องวงจรปิด พบว่ามีชายอีกคนถือขวดน้ำมันราดที่รถ ก่อนทั้งคู่จะเผ่นไปอย่างไร้ร่องรอย 2.วันที่ 1 เม.ย.2562 : ครั้งนี้แรงกว่าครั้งอื่นใด  เมื่อรถของนายเอกชัยถูกเผาจนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก ซึ่งในวันที่ 31 มี.ค. ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมล่ารายชื่อ ถอดถอนของ กกต. โดยภายในรถมีทั้งรายชื่อ และเครื่องขยายเสียงบางส่วนที่ได้รับความเสียหายไปด้วย

                แน่นอนว่า “มหากาพย์ของนายเอกชัย” จะยังไม่จบเพียงเท่านี้ แม้ตำรวจจะสามารถตามตัวผู้กระทำผิดมาเอาผิดได้ (บ้าง) แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมที่มีกฎหมายเป็นเกราะคุ้มกัน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า คนที่ตามจองล้างจองผลาญนักเคลื่อนไหวคนนี้มีหลายกลุ่ม และตอกย้ำคำยืนยันของเจ้าตัวว่า “ความขัดแย้งของเสื้อสี ไม่มีวันผสมกันได้”.

 

 


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์.... รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'
บ้านเมือง 'คนละเรื่องเดียวกัน'