"สมคิด"จวกศธ.ไม่มีระบบข้อมูลนั่งฝันออกนโยบาย เตือนมหา'ลัยปรับตัวหาที่ยืน ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ป้อน"อีอีซี "


   

“สมคิด” มอบนโยบายการผลิตกำลังคนป้อนอีอีซี   ชู มรภ. เน้นเรื่องการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการ ช่วยยกระดับชาวบ้านให้เป็นนักธุรกิจ  จวก ศธ. ไม่เคยทำระบบข้อมูล ทำให้นั่งจินตนาการออกนโยบาย เตือนมหาวิทยาลัย ต้องผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ อย่าหวังพึ่งงบฯประมาณจากรัฐอย่างเดียว มีเพียงมหาวิทยาลัยยากจนเท่านั้นที่หวังเงินจากรัฐ  แต่ต้องร่วมมือกับภาคเอกชน ผลิตกำลังคนสนองความต้องการประเทศ  

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายการผลิตกำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้กับอธิการบดีจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนผลิตบุคลากรรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต ว่าจะต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องหลักสูตร งบประมาณและแนวทางการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัยและเอกชน เพราะหากเราต้องการที่จะให้ประเทศสามารถผลิตบุคลากรที่มีพร้อมรองรับอนาคตแล้ว หลายหลักสูตรต้องเกิดขึ้นใหม่  วิธีการผลิตบุคลากรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน หลักสูตรเดิมเราก็จะรักษาไว้ในสิ่งที่ดี เพียงแต่กระบวนการให้งบประมาณ ทางสำนักงบประมาณก็จะสนับสนุนหนักไปในสาขาที่ต้องการสร้างอนาคต แต่ตนก็ได้ย้ำชัดเจนว่าจะต้องมีทั้งวิทย์และสายศิลป์ เพียงขณะนี้เราจะต้องเน้นเรื่องการเตรียมบุคลากรในระยะ 5 หรือ 10 ปี ข้างหน้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งยังได้เน้นเรื่องสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศให้มหาวิทยาลัยทำความร่วมมือเพื่อผลิตบุคลากร สร้างวิจัยและผู้ประกอบการใหม่ๆ

นายสมคิด กล่าวต่อว่า เรื่องการผลิตคนสำคัญที่สุด และ 4.0 เกิดขึ้นมาเพราะเราเห็นปัญหาของประเทศ ทำไมผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือ GDP จึงโตได้เพียง ร้อยละ 3-4 ทำไมประเทศยิ่งพัฒนาแต่คนจนยิ่งเยอะ เพราะสินค้าเราราคาถูก ความสามารถในการแข่งขันลดลง และคนในชนบทเข้าไม่ถึงระบบสาธาณูปโภค ดังนั้น 4.0 จะช่วยให้ประชาชน  มีข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาตัวเอง สามารถสอนหมู่บ้านให้สร้างเว็บไซต์เพื่อใช้สำหรับค้าขายได้ได้ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยใช้ 4.0 แก้ปัญหารากเหง้าของไทย ยกระดับตัวเองให้ขึ้นมาได้ โดยกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ).จะต้องทำเรื่องการเกษตร และการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ยกระดับคุณภาพ ทำให้มีมูลค่า เพื่อให้สามารถนำสินค้าทางการเกษตรมาขายได้ ซึ่งมาคู่กับการท่องเที่ยว 

รักษาการ รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการ  ถือเป็นกระทรวงใหญ่แต่กลับไม่มีการเก็บข้อมูลเฉพาะตัวของนักเรียน ครู และโรงเรียน และเคยมีการเก็บข้อมูลหรือไม่ว่าการออกนโยบายด้านการศึกษาแบบไหนจะมีผลอย่างไร เพราะในประเทศที่เจริญได้เขามีการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้ ไม่มีการนั่งจินตนาการและออกนโยบาย แต่ของประเทศไทยเป็นการจินตนาการทั้งสิ้น เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลหรือมีข้อมูลแต่ไม่เคยนำมาทำให้สามารถใช้เป็นประโยชน์เชิงนโยบายได้ และสมัยนี้ที่เป็นยุคของเทคโนโลยีทุกวงการมีผลกระทบหมด ไม่ว่าจะเป็นวงการธุรกิจ วงการโลจิสติกส์ หรือวงการศึกษา เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่เหมือนเด็กรุ่นเก่า เฉพาะอนาคตจะสอนเด็กอย่างไร ครู อาจารย์จะต้องตามให้ทัน ตนคิดว่าคนที่จะเข้ามาเป็นครู หรืออาจารย์ในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย และโลกในอนาคตไม่ได้ต้องการปริญญา แต่ต้องการผู้ที่ทำงานได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

นายสมคิด กล่าวตอ่ว่า นอกจากนี้สิ่งที่เราจะต้องมาช่วยกัน คือ 1.สำนักงบประมาณได้รับนโยบายในการสนับสนุนมหาวิทยาลัย ว่า จะต้องดูสาขาความต้องการในผลิตกำลังคนของประเทศ แต่ไม่ใช่จะตัดในสาขาด้านสังคมศาสตร์ออกไป ดังนั้น  มหาวิทยาลัยควรปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการประเทศและจะต้องมีพื้นฐานของสายศิลป์ควบคู่ด้วย และงานวิจัยจะต้องเป็นในไปแนวทางการพัฒนาประเทศ 2.สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้องหามาตรการที่ช่วยจูงใจให้มหาวิทยาลัยสร้างคนที่ตรงความต้องการ 3.ความร่วมมือกับต่างประเทศ ให้เข้ามาช่วยในการผลิตและพัฒนามหาวิทยาลัยให้มากขึ้น เพราะอนาคตข้างหน้า มหาวิทยาลัยต้องสร้างรายได้ให้กับตนเอง อย่าหวังเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณแผ่นดินควรจะมีไว้สำหรับการช่วยเหลือ และควรใช้กับมหาวิทยาลัยที่ยากจนถึงจะถูกต้อง ดังนั้น โมเดลใหม่ตอนนี้คือ เรื่องของทักษะ ภาคเอกชนสำคัญมาก เรามอบนโยบายให้เอกชนตั้งสถาบันขึ้นมาสอนและฝึกหัดได้ เพราะไม่มีใครที่จะรู้ว่าเรื่องความต้องการด้านทักษะมากกว่าบริษัท และรัฐจะคอยช่วยเหลือ  ซึ่งหากเกิดขึ้นการผลิตบัณฑิตจะเปลี่ยนไป จะไม่ใช่การผลิตในระบบเดิมๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยควรร่วมมือกับเอกชน และรัฐบาลให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่แค่ให้มหาวิทยาลัยทำ และสิ่งที่ตนจะขอ คือสถาบันวิจัยต่างๆ ต้องเอาเข้ามาร่วม และโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) จะเป็นส่วนสำคัญให้เราไปสู่อนาคตข้างหน้า มหาวิทยาลัยใดยังไม่มีที่ยื่น พยายามไปสร้างสาขาย่อยที่นั้น ไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบคนอื่นๆ จะสู้มหาวิทยาลัยต่างประเทศไม่ได้

“ผมมาในฐานะของรักษาการ รมว.ศธ.) และยังดำรงตำแหน่งรักษาการ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)ด้วย ก็ยินดีและจะใช้เวลาเท่าที่มี ทำให้สิ่งที่ผมต้องการที่จะทำโดยเฉพาะเรื่องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่เพื่อพัฒนากำลังคน ในอีอีซี ซึ่งป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และผมเองก็เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  กรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงรู้ปัญหาของมหาวิทยาลัย ปัญหาของการวิจัย  แต่เราจะมองว่าจะทำสิ่งไหนให้งานสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างลุล่วง ไม่เช่นนั้นงานก็จะเดินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นในส่วนของงานทั่วไปที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขอให้เป็นงานของปลัด อว.  เพราะผมเวลามีน้อย จึงขอให้เสนอเรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันที่ไม่สามารถตกลงใจได้ ก็ให้เสนอมาที่ผมเพื่อให้งานเดินหน้าไปได้”รองนายกฯ กล่าว
 


เริ่มหนาวแล้วและอาจได้หนาวถึงขั้วหัวใจกันทั่วหน้า หากยังมีความคิดจะโค่นรัฐธรรมนูญวันนี้เสียงเรียกร้องบอกว่า อยากจะแก้รัฐธรรมนูญ มาในแบบลับลวงพรางเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน
'ชมกันเองบ้างจะเป็นไรไป'