บริหารสมอง...เคล็ดไม่ลับ "สูงวัยอย่างมีคุณภาพ"


   

      ด้วยลุคส์ที่กระชับกระเฉง และอัธยาศัยที่เป็นกันเองขณะออกงานสังคม นั่นจึงทำให้วัย 67 ปีของ พี่อ้อย-นภาลัย อารีสรณ์ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร “THAILAND TATLER” ดูดีสมวัย อีกทั้งเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพของเจ้าตัวที่เลือกออกกำลังสม่ำเสมอ อย่างการเอกเซอร์ไซส์แบบ “บอดี้เวต” เนื่องจากมีพื้นฐานที่เคยทำงานเกี่ยวกับที่พักและมีบริการสปา ตลอดจนการดูแลสุขภาพอย่าง “ชีวาศรม” ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายดังกล่าว จึงทำเองได้ที่บ้าน และนอกจากบุคลิกภาพและการแต่งกายที่ดูดีทันสมัยสมวัย จึงทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า บ.ก.บริหารแมกกาซีนชื่อดังมีเคล็ดลับในการใช้ชีวิตในวัยหลัก 6 อย่างไร มีคำตอบมาบอกกัน

(นภาลัย อารีสรณ์)

        พี่อ้อย-นภาลัย แอบกระซิบว่า ก่อนที่อายุเข้าวัยเกษียณ เจ้าตัวไม่มีปัญหาสุขภาพใดๆ แต่เมื่อผ่านช่วงวัยดังกล่าวมาแล้ว หรือเมื่อพออายุ 60 ปีขึ้นไป เริ่มมีปัญหาสุขภาพบ้าง เช่น คอเลสเตอรอลสูง ความดันสูง ปวดข้อบ้าง แต่เจ้าตัวก็เลือกออกกำลังกายมาโดยตลอด แต่หลัง 60 ปีนั้นจะออกเหมือนเดินไม่ได้ เช่น แต่ก่อนจะเดินลู่วิ่งวันละ 40 นาที และยกเวต 40 นาที วันเว้นวัน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้เหมือนเก่า แต่ก็ยังออกกำลังกายอยู่เพียงแต่ว่าลดลงมา

      “ทุกวันพี่ก็ยังออกกำลังกายเหมือนเดิม แต่เพียงวันละ 30 นาที ตอนนี้ทำ “บอดี้เวต” ส่วนการเลือกอาหาร ตอนนี้พอมีปัญหาเรื่องไขมันสูง และความดันโลหิตสูง แต่เนื่องจากพี่ไม่รับประทานยา ก็ต้องปรับเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ พยายามกินแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง ที่สำคัญก็จะกินอาหารครบ 3 มื้อค่ะ หรือทุกๆ 4 ชม.ก็ต้องรับประทานแล้ว แต่จะกินให้น้อยลง พออายุมากขึ้นมันจะแน่น ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกอึดอัดก็จะหยุดกินค่ะ

      ในฐานะคนทำงานในแวดวงสิ่งพิมพ์และระบบออนไลน์ควบคู่กันนั้น พี่อ้อย บอกว่า การออกงานสังคม สิ่งที่ได้คือ เนื่องจากคนเราจะต้องเจอหาของใหม่ๆ ที่จะให้รสชาติกับชีวิต ไม่งั้นวันหนึ่งเราต้องเกษียณและนั่งอยู่บ้าน ทุกอย่างก็จะจบเลย นั่นจะทำให้เราไม่ต้องดูแลตัวเอง ไม่ต้องออกไปข้างนอก ไม่ต้องแต่งตัว ไม่ต้องเจอคน และไม่รู้ว่าชีวิตข้างนอกเป็นอย่างไร แต่เวลาที่เราออกงาน ได้เจอคน ได้เรียนรู้ของใหม่ ได้คุยกับคน ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย มันทำให้ชีวิตมีความหมายค่ะ”

      นอกจากเรื่องงานแล้วส่วนเรื่องครอบครัว พี่อ้อย บอกว่ามีลูกชาย 2 คน คนโตอายุ 37 ปี อยู่ที่ประเทศไทย ส่วนคนเล็กอายุ 35 ปี อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ประกอบกับเจ้าตัวเลี้ยงลูกให้เป็นตัวของตัวเอง แต่สิ่งที่ลูกๆ ทั้งสองไม่เคยลืม คือการติดต่อสื่อสารและให้เวลากับครอบครัว โดยการรับประทานอาหารด้วยกันอาทิตย์ละครั้งสำหรับลูกชายที่อยู่เมืองไทย

      ส่วน “การดูแลจิตใจ” เมื่ออายุเข้าสู่วัยหลัก 6 เจ้าตัวบอกว่า อยากนั่งสมาธิมานาน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ เนื่องจากเราเป็นคนที่อยู่ไม่นิ่ง ทำไม่ค่อยได้ มีความหวังว่าวันหนึ่งจะทำได้ เรื่องเข้าวัดจะไม่ค่อยได้ไป เนื่องจากเราโตมาจากต่างประเทศ แต่ทุกคืนก่อนนอนก็จะสวดมนต์ โดยบทสวดที่คุณแม่เคยสอนให้ท่องก่อนนอน ส่วนเรื่องชอบทำบุญนั้นก็ทำอยู่เสมอค่ะ ทำกับองค์กร “ยูนิเซฟ” โดยการบริจาคเงินช่วยเหลือทุกเดือน นอกจากนี้พี่กับเพื่อนก็จะรวมกลุ่มกัน จัดงานขายของช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นประจำทุกปี เพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปช่วยเกี่ยวกับการวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เนื่องจากไม่ค่อยมีการสนับสนุนจากภาครัฐมากนัก แต่งานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งเป็นเรื่องสำคัญมาก

      “พี่กับกลุ่มเพื่อนได้ทำกิจกรรมนี้มาประมาณ 13 ปีแล้ว ยอดเงินที่บริจาคนั้นเกือบ 10 ล้านบาท โดยเราเป็นคนจัดให้คนมาออกบูธ มีรายได้จากการขายบูธ รวมถึงมีการระดมบริจาคสิ่งของ และเราจะนำของที่ได้มาขายเพื่อช่วยระดมรายได้อีกทางหนึ่ง ส่วนคนที่มาจองบูธก็จะมีทั้งการจำหน่ายเสื้อผ้า กระเป๋าดีไซเนอร์ ทุกอย่าง เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง มันเหนื่อยนะ เพราะต้องประสาน ติดต่อ จัดงาน 1 วันเต็มเลย ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น พวกเราหมดแรงกันเลย แต่สิ่งที่ทำมันก็เป็นเรื่องที่ดี มันได้ช่วยคนได้ ที่สำคัญมีความสุขที่ได้ทำความดีค่ะ”.


เรื่อง "นักเรียน" กับ "พานไหว้ครู"กลายเป็น......เรื่อง "เผด็จการทหารหาญ" กับ "ประชาธิปไตยกางเกงในเก่า" ได้เนียนและพิลึกกึกกือ!

โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน
'แก้รัฐธรรมนูญ' แก้เพื่ออะไร?
Where are you...ทักษิณ?