ประชาธิปัตย์ในยุคพระเจ้าแปร


   

 ก่อนอื่น...ก็คงต้องขอแสดงความยินดี ต่ออดีต “การ์ตูนนิสต์” หนังสือพิมพ์ เมื่อหลายต่อหลายสิบปีที่แล้ว นั่นคือ “อู๊ดด้า” หรือคุณพี่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ที่ค่อยๆ ไต่ระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากสื่อมวลชนกลายมาเป็นนักการเมืองระดับสามัญธรรมดา จนกระทั่ง ณ บัดนี้ สามารถขึ้นชั้นกลายมาเป็น “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” พรรคการเมืองเก่าแก่ระดับตำนานการเมืองไทย ได้อย่างเป็นขั้น เป็นตอน โดยไม่ต้องหักศอก แหกโค้ง อะไรมากมายนัก...

         --------------------------------------------------------

                ด้วยการขยับเขยื้อน เลื่อนชั้น อย่างเป็นไปตามจังหวะ เป็นขั้น เป็นตอน ของคุณพี่ อู๊ดด้า-จุรินทร์ อาจถือเป็นภาพสะท้อนบุคลิกลักษณะ และความเป็นตัวตน ของนักการเมืองรายนี้ได้อย่างแทบไม่ต้องเสียเวลาสรรหาคำอธิบายอะไรกันมากมาย คือไม่ได้ออกไปทางประเภทหวือๆ หวาๆ สวิงไป-สวิงมา สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมในแต่ละจังหวะ โดยที่ไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองแต่อย่างใด หรืออาจเรียกว่า...เป็นนักการเมืองที่ออกมาใน  แนวกลางๆ ก็ว่าได้ แม้ไม่ถึงกับโดดเด่น แบบบรรดานักการเมืองประเภทตัว จี๊ดจ๊าด ทั้งหลาย แต่ในแง่ของความอดทน อดกลั้น ความสุขุม รอบคอบ ก็ออกจะเป็นอะไรที่น่าทึ่ง น่าประทับใจ มิใช่น้อย...

                 ------------------------------------------------

แต่ก็อย่างว่า...สำหรับการผงาดขึ้นมาเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงจังหวะนี้ ก็น่าจะหนีไม่พ้นที่ต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า พอสมควร หรืออาจต้องอดทน อดกลั้น กว่าเท่าที่เคยเป็นมา ประมาณ 4 เท่า หรือ 5 เท่าเป็นอย่างน้อย เพราะมันเป็นช่วงจังหวะที่ ความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ นั้น ต้องไปเกี่ยวข้องกับทิศทางความเป็นไปของชาติบ้านเมือง อย่างชนิดมิอาจแยกออกจากกันได้เลย คือต้องมีสถานะไม่ต่างอะไรไปจาก พระเจ้าแปร ที่ต้องชั่งน้ำหนักว่าระหว่าง เจ้ากรุงอังวะ กับ เจ้าเมืองตองอู นั้น ประชาธิปัตย์จะหันไปแปรให้กับฝ่ายไหนกันแน่!!!

         ------------------------------------------------------

และถ้าหากไม่อาศัยความสุขุม รอบคอบ มากพอ ในการชั่งน้ำหนักที่ว่า...โอกาสที่จะต้องเจอกับ มังฉงาย  เจอ ผู้ชนะสิบทิศ โผล่ขึ้นมาภายในพรรค ในลักษณะ “เจ็บใจ...คนรักโดนรังแก ข้าจะเผาเมืองแปร ให้มันวอดวาย” ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย เพราะโดยคุณลักษณะของ ความเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่ผ่านมานั้น ก็เกิดการ เผา ชนิดแทบวอดวายมาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้ง ต่อกี่ครั้ง ซึ่งสำหรับครั้งนี้นั้น...ก็คงไม่ถึงกับแตกต่าง ต่างไปจากครั้งเก่าๆ มากมายซักเท่าไหร่ อันถือเป็นเรื่องที่ใครก็ตามที่ผงาดขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคในจังหวะเช่นนี้ หนีไม่พ้นต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ต้องเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้...

         ------------------------------------------------------

แต่ด้วยความอดทน อดกลั้น และโดยลักษณะที่ออกไปในแนว กลางๆ ของคุณพี่ จุรินทร์ ท่าน...ก็ต้องเรียกว่าเหมาะแล้ว สำหรับการขึ้นชั้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในคราวนี้ จังหวะนี้ คืออย่างน้อย...ก็น่าจะช่วยให้การ แปร ไปในทางไหน ต่อทางไหนก็แล้วแต่ น่าจะเป็นไปได้ด้วยดี หรือด้วยการอาศัยความสุขุม รอบคอบ เป็นที่ตั้ง เนื่องจากไม่ว่าจะแปรไปทางไหนต่อทางไหน มันย่อมส่งผลให้เกิดอาการเสียๆ-ได้ๆ ไปด้วยกันทั้งสิ้น และสำหรับผู้ที่ เสีย ย่อมต้องไม่ชอบใจเป็นธรรมดา ส่วนผู้ที่ ได้ ก็ใช่ว่าจะสามารถยินดี ปรีดา ไปโดยตลอด เพราะภายใต้การได้ในแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ย่อมต้องแลกมากับการเสียอะไรบางอย่าง ไม่มากก็น้อย...

          -----------------------------------------------------

การชั่งน้ำหนักระหว่างผลเสีย-ผลได้...ว่าอะไรจะคุ้มกว่า-ไม่คุ้มกว่า มันจึงต้องอาศัยความอดทน อดกลั้น และความเป็นไปในแนว กลางๆ ที่ว่านั่นแหละ มันถึงจะพอช่วยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เพราะการเสีย-การได้ที่ว่านี้...มันคงไม่ได้ส่งผลเพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนภายในพรรค ไม่ว่าจะออกไปทางประเภทจะเด็ด บุเรงนอง มังฉงาย มังตรา เนงบา สีอ่อง ไขลู จาเลงกะโบ ไปจนถึงตะละแม่กุสุมา ฯลฯ เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อชาวพม่า-รามัญ หรือต่อบรรดาชาวไทยทั้งมวล ว่าเป็นการตัดสินใจที่อาศัยผลประโยชน์ของส่วนรวม ของชาติ-ประชาชน เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แค่อาศัยผลประโยชน์ส่วนตัว หรือผลประโยชน์ของพรรคเป็นสำคัญ...

            --------------------------------------------------

อันนี้นี่แหละ...ที่คงทำให้ อู๊ดด้า ต้องเหนื่อยหน่อย แต่ก็ด้วยความอดทน อดกลั้น และความเป็นนักการเมืองที่มีแนว กลางๆ อย่างที่ว่านั่นเอง ที่น่าจะพอคาดหวังได้ว่า พระเจ้าแปร ท่านคงไม่คิดจะแปรไปในทางที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว แต่อย่างใด หรือคงไม่ได้คิดสวิงไปในด้านหนึ่ง-ด้านใด แบบเอาสนุก-เอามันซ์ซ์ซ์เข้าว่า แต่น่าจะช่วยให้เกิด “ดุลถ่วง” อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ของชาติ-บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ในแบบค่อยเป็น ค่อยไป และอย่างเป็นขั้น เป็นตอน โดยไม่ถึงกับต้องแหกโค้ง หักศอก อะไรมากมายนัก...

           --------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก “Henry Boye” (อีกครั้ง)... The most important trip you may take in life is meeting people halfway.- การเดินทางครั้งสำคัญที่สุด ที่คุณน่าจะนำมาใช้กับชีวิต ก็คือ...การพบกันครึ่งทาง...”

              --------------------------------------------------

 


อย่าว่าโง้น-งี้เลยนะ วันนี้..... ขอฉลองศรัทธา "คุณไพศาล พืชมงคล" เจ้าสำนักบางโพที่ไม่ต้องขยายความสักสอง-สามคำเถอะ

วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน
'คนไทยหัวใจกระวีกระวาด'
เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'