พระราชนิพนธ์ ร.6 'เมืองไทยจงตื่นเถิด-การที่เราอาศัยพวกจีน'


   

"เมืองไทยจงตื่นเถิด" และ "ลัทธิเอาอย่าง" เป็นบทพระราชนิพนธ์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น โดยใช้นามแฝงว่า "อัศวพาหุ" เพื่อปลุกใจคนไทยให้สำนึกในภัยของชนต่างชาติในประเทศไทย และให้
คนไทยพยายามปรับตัวเพื่อให้ประเทศพึ่งตัวเองและเลี้ยงตัวเองได้ 

บทหนึ่งเกี่ยวกับคนจีนในประเทศไทยซึ่งขณะนั้นเริ่มอพยพเข้ามาจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ ตอนหนึ่งว่า การที่เราอาศัยพวกจีน

ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไทยทุกคนจะลงเนื้อเห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า จีนมีส่วนใหญ่ในความเป็นอยู่โดยปกติแห่งคนไทยเรา ความข้อนี้ทำให้เกิดความรู้สึกในพวกคนไทยต่างๆ กัน ข้าพเจ้าเกรงว่าเราโดยมากไม่รู้สึกอย่างอื่น นอกจากเห็นเสียว่าเป็นความสะดวก (ไทยเรามีนิสัยไม่ใคร่จะชอบการงานหนัก) เพราะฉะนั้นเมื่อจีนมาแย่งเอากิจการที่เราได้เคยทำมาด้วยมือของเราเอง แต่ก่อนเราก็ไม่พยายามที่จะแข่งขันหรือประกอบการงานของเรานั้นให้เจริญอยู่ เรากลับไปคิดเสียว่าเป็นการสะดวกแก่เราแล้ว ที่จะได้ไม่ต้องทำงานอย่างนั้นอีกต่อไป ส่วนในพวกเราที่เป็นนายก็เอนไปข้างจะชอบใช้จีนเป็นลูกจ้าง เพราะจีนยอมทำงานหนักกว่าไทย และทั้งเต็มใจรับสินจ้างน้อยกว่าด้วย

เพราะฉะนั้นไทยเราโดยมาก ด้วยเหตุเพื่อความเกียจคร้านก็ดี หรือเพื่อความสะดวกส่วนตัวก็ดี เลยต้องหันไปอาศัยพวกจีน จนถึงกับบางคนยึดถือเป็นความเห็นอันจริงจังเสียว่า จีนเป็นส่วนอันจำเป็นแท้แก่ความเป็นอยู่แห่งชาติไทยเรา และด้วยเหตุนี้ไทยจะก่อเหตุให้บาดหมางกับจีนไม่ได้

ถ้าท่านจะหยุดไตร่ตรองถึงข้อความตอนที่สุดนี้สักครู่หนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าท่านคงจะรู้สึกอย่างเดียวกับข้าพเจ้าว่า การที่ยอมรับเช่นนั้น เป็นที่น่าสังเวชอย่างใจหาย ขอให้คิดดูเถิดท่านผู้เป็นสหายทั้งหลาย ไม่มีจีน เราจะอยู่ไม่ได้ฉะนั้นเจียวหรือ? ถ้าเช่นนั้นเราเป็นชาติอยู่ทำอะไร ชาติใดๆ ก็ดี ถ้าเป็นอยู่ไม่ได้โดยตนเองแล้ว ก็ไม่สมควรจะมีชื่อว่าเป็นชาติ หัวหน้าจีนเขาจะอวดอ้างว่าเราอยู่ได้เพราะพวกเขาช่วยเราให้เป็นอยู่ก็ตามทีเถิด แต่ไฉนพวกไทยบางคนจึงต้องกล่าวตามเขาไปเช่นนั้นด้วยเล่า ทำไมเราจึงจะนิ่งปล่อยให้เขาว่าเล่นตามชอบใจ ไม่โต้เถียงเขาบ้าง เหตุใดคนไทยท่านจึงไม่กระตือรือร้นและแสดงให้เขาเห็นปรากฏว่าท่านอยู่ได้ด้วยไม่ต้องอาศัยจีน เหตุไรท่านจึงยอมให้รักพูดฝ่ายเขาพูดแต่ข้างเดียว และไม่โต้ตอบเขาบ้าง หรืออย่างไรก็เพียงแต่ให้เขาเข้าใจโดยชัดเสียว่า ท่านไม่มีความเชื่อถือในถ้อยคำของเขา พูดสั้นๆ ทำไมท่านจึงพอใจใฝ่ฝันอยู่แต่ในสมบัติบ้า? ผู้ร่วมชาติของข้าพเจ้าทั้งหลายจงตื่นเถิด

การที่ข้าพเจ้าได้พยายามแสดงให้ท่านเห็นว่า จีนเป็นชาวต่างภาษา ข้าพเจ้าต้องถูกหาว่าสั่งสอนไทยให้เกลียดชังจีนโดยไม่มีเหตุผลอย่างอื่น นอกจากที่จีนเป็นคนต่างภาษา ถ้าข้าพเจ้าได้ทำเช่นนั้นจริง ข้าพเจ้าต้องเป็นคนที่บัดซบไปยิ่งกว่าคนทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่ได้ขอให้ท่านเกลียดชังจีนเลย ที่ข้าพเจ้าขอนั้นก็เพียงขอให้ท่านคิดถึงตัวของท่านเองให้มากขึ้นอีกสักหน่อยเท่านั้น ท่านผู้เป็นชาวชาติไทยย่อมมีกิจที่จะต้องกระทำให้แก่ชาติของท่านมากกว่าให้แก่ชาติจีน และเมื่อถึงเวลาที่ท่านจะต้องเลือกว่า จะเห็นแก่ผลประโยชน์แห่งชาติจีนหรือชาติไทยแล้วต้องไม่มีปัญหาทีเดียวว่า ท่านจะเห็นแก่ฝ่ายใด ข้าพเจ้ามีความปรารถนาเท่านี้เอง และแม้จะมีผู้แสดงความเห็นคัดค้านเท่าใด ข้าพเจ้าก็จะพยายามเตือนให้ท่านนึกถึงข้อนี้อยู่เป็นนิจ ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านรู้สึกอย่างซึมทราบว่าจีนเป็นชาวต่างชาติ และข้าพเจ้าขอโอกาสนี้อธิบายว่า การที่จีนเป็นชาวต่างชาตินั้นแปลว่าอะไร

ในเวลาสงคราม หรือในเวลาใดๆ ทั้งสิ้น ชาวต่างประเทศไม่มีความจำเป็นจะต้องอยู่ในเมือง ทั้งไม่มีอะไรจะบังคับให้เขาอยู่ได้ด้วย เขามีความชอบธรรมที่จะไปเสียจากบ้านเมืองเราเมื่อใดก็ได้ตามความประสงค์ แต่ถ้าเขาจะอยู่ต่อไปเขาก็อยู่ได้ตามความพอใจ เว้นเสียแต่เป็นชาวต่างประเทศที่ทำสงครามกับเมืองเราจึงจะต้องไล่ ก็ถ้าหากว่าเมืองเรามีสงครามขึ้น จีนจะอยู่กับเราหรือ? ถ้าจะตัดสินตามเหตุการณ์ที่ได้เคยเห็นมาแต่ก่อนๆ แล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าการที่จีนจะอยู่นั้น เป็นสิ่งซึ่งเหลือคิดและไม่สามารถจะหวังได้ ท่านไม่เคยได้สังเกตบ้างหรือว่าจีนนั้นเมื่อมีเหตุทุกข์ร้อน แม้แต่เล็กน้อยสักเท่าใด ก็เตรียมพร้อมที่จะออกไปจากประเทศของเราอยู่เป็นนิจ เช่นถึงแม้จะมีข่าวลือซึ่งเหลือจะเชื่อและไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ไม่อาจเป็นไปได้ก็ดี ก็พอเพียงที่จะกระทำให้พวกจีนตื่นเต้น พากันวิ่งไปทางอู่เรือต่างๆ และยัดเยียดกันลงเรือเมล์ที่จะออกไปนอกน่านน้ำสยาม

ก็ถ้าเมื่อการสงครามจะเกิดขึ้นแก่เมืองไทยแล้ว ความรีบร้อนของพวกจีนที่จะไปนั้นจะน้อยลงหรือ ? ถ้าใครเชื่อจริงว่าจีนจะอยู่กับเราในเวลาที่จะเกิดสงครามแล้ว จะเป็นที่น่าหัวเราะยิ่งนัก

ไม่ต้องสงสัยเลย แม้ในเวลาเกิดศึกสงครามขึ้นแล้ว ก็คงจะมีจีนตกค้างอยู่กับเราบ้าง แต่ที่อยู่นั้นก็คงเป็นพวกที่เคราะห์ร้าย คือยากจน จนไม่มีเงินพอจะเสียค่าโดยสารเรือได้ และพวกเหล่านี้แม้จะคงอยู่ในเมืองเราก็ไม่มีผลดีแก่เราเลย กลับจะมีผลตรงกันข้ามเสียอีก เพราะคนเหล่านี้คงจะหางานทำไม่ได้แล้ว ก็จะทำความรำคาญต่างๆ ให้แก่เราด้วย การที่รัฐบาลเราต้องจัดไปในเรื่องกุลีมณฑลภูเก็ตและปัตตานีอยู่ในเวลานี้ ควรจะเป็นเครื่องเตือนสติพออยู่แล้ว ขอให้นึกเถิดว่า ถ้าต่างว่ารัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตาม ไม่สามารถที่จะอนุเคราะห์แก่บรรดานายเหมืองได้ ทั้งจัดการส่งเสบียงอาหารไปไม่สำเร็จ จะมีผลอย่างไรบ้าง? บรรดาเหมืองก็จะต้องปิด กุลีนับด้วยหลายพันคนก็จะต้องว่างงานลงและพวกกุลีเหล่านี้ เมื่อไม่มีอะไรจะกิน หิวเข้าก็คงจะเริ่มกระทำโจรกรรม และทารุณกรรมอันร้ายกาจต่างๆ ซึ่งเหลือที่จะคาดคะเนและกล่าวโดยพิศดารได้ รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องใช้อำนาจและกำลังอาวุธ ซึ่งจะต้องถึงแก่เสียชีวิตมนุษย์เป็นแน่แท้

ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในเวลาสงบศึกได้แล้ว เหตุใดอื่นอีกเล่าจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาสงคราม? เหตุการณ์ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวมาโดยสังเขปข้างบนนี้ คงจะเกิดขึ้นเป็นแน่ แต่จะร้ายแรงกว่าที่มีในเวลาสงบศึกตั้งร้อยเท่าพันทวี

ถ้าจีนอยู่ในเมืองเราในเวลาสงครามแล้ว เหตุการณ์เหล่านี้ต้องอยู่ในความคาดหมายของเราว่าจะเกิดขึ้นทั้งสิ้น ท่านจะไม่เห็นด้วยกับข้าพเจ้าหรือว่าถ้าเกิดสงครามขึ้นแล้ว จีนไปเสียให้พ้นจะดีกว่าคงอยู่  ถ้าท่านมีความเห็นพ้องด้วยในข้อนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอเสนอข้อความอีกข้อหนึ่ง เพื่อความดำริของท่านต่อไป

ท่านได้รู้สึกหรือไม่ว่า เวลานี้เราต้องอาศัยจีนอยู่มากน้อยเพียงใด ถ้าท่านยังมิได้ดำริในเรื่องนี้จริงจังแต่ก่อนแล้ว ข้าพเจ้าขอเชิญให้ท่านคิดดูในบัดนี้ และเมื่อท่านได้ตริตรองแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านคงจะรู้สึกหลากใจอย่างข้าพเจ้าเหมือนกัน ในการที่เราได้ยอมให้ตัวเรามัวหลงอยู่ได้ช้านานถึงปานนี้ โดยมิได้รู้สึกตัวว่าเป็นอย่างไร

ด้วยเหตุที่เราเกียจคร้าน และปล่อยตัวให้สนุกสนานไปตามเพลงของเรานั่นแหละ เราจึงค่อยๆ  เลื่อนลอยไปอยู่ในที่ซึ่งต้องอาศัยผู้อื่น โดยทางนี้เราได้ยอมให้ตัวเราพึ่งพาจีน ทั้งนี้จะเป็นเพราะว่าเราเห็นจีนดีกว่าเราก็หาไม่ แต่เราเห็นว่าเขาเป็นคนที่ทำความสะดวกให้แก่เรา เป็นคนเต็มใจและชอบการทำงานหนัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่ช่วยไม่ให้เราจำเป็นต้องออกแรงมาก ซึ่งเขาขอแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างอันเล็กน้อยเท่านั้น ความเกียจคร้านของเรานี้มีผลเป็นอย่างไรบ้าง ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างมาให้ท่านเห็นเพียงสองสามข้อ

การหาบเร่ขายของ ในเวลานี้อยู่ในมือจีนแทบทั้งสิ้น เขาหาบของซึ่งแต่ก่อนคนไทยเราเคยหาบขาย  มีข้าวแกง ขนม และน้ำอบ เป็นต้น

การจำหน่ายของกินต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เวลานี้อยู่ในมือจีนโดยมาก ในทางเสบียงอาหาร บางครัวเรือนที่ซื้อจากจีนทั้งสิ้นและเป็นที่น่าสมเพชยิ่งนัก ที่ได้เห็นความเดือดร้อนของเจ้าของบ้านเหล่านี้ ในเวลาที่เจ๊กหยุดงานในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้าเคยได้ยินแก่หูเอง ที่บางคนกล่าวโดยจริงจังว่า ถ้าเจ๊กหยุดงานต่อไปอีกนานแล้วเราจะต้องอดตาย คำกล่าวเช่นนี้เป็นของเหลวไหลก็จริง แต่ก็เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าบางคนต้องพึ่งพาอาศัยจีนมากเพียงใด แม้แต่ในทางอาหารมากินอยู่ทุกวันก็ต้องเอาจีนเป็นที่พึ่ง

หัตถกรรมต่างๆ ซึ่งแต่ก่อนคนไทยเราเคยทำ เดี๋ยวนี้กลายเป็นจีนทำแทบทั้งสิ้นแล้ว เช่นการก่อสร้าง การช่างไม้ เป็นต้น สิ่งที่เรายังคงอวดอยู่ได้ว่าทำอยู่บ้างก็มี ทาสีเรือน และปูศิลาเท่านั้น

แม้แต่บ่าวในบ้านของเราก็เป็นจีน พวกเรามีกี่คนแล้วที่ใช้บ่าวและพ่อครัวจีน

สมมุติว่าจะเกิดมีสงครามขึ้นแก่เมืองเรา และจีนพากันทิ้งเราไปหมด ตามที่เขามีความชอบธรรมและเหตุผลควรที่จะไปเราจะทำอย่างไร เราจะได้เสบียงอาหารมาจากไหน ใครจะทำงานซึ่งเราลืมวิธีทำเสียแล้วให้เราได้ และถ้าเราไม่มีบ่าวและพ่อครัวจีนแล้ว เราจะเป็นอย่างไรบ้าง เราจะคิดอ่านอย่างไร ลงนอนยอมตายหรือ? ข้าพเจ้าคนหนึ่งไม่มีความตั้งใจที่จะประพฤติเช่นนั้นและข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านทั้งหลาย ก็คงจะไม่ยอมทำเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ถึงแม้ท่านจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เมื่อไม่มีเกลอจีนของเราแล้ว ท่านก็จะลืมวิธีที่ทำการให้ตัวท่านเองเสียแล้ว นี้แหละจะเป็นผลแห่งการที่ท่านต้องพึ่งพาอาศัยจีน

นี้เป็นความจริงแห่งการท่านเป็นอยู่บัดนี้ เราย่อมรู้ว่าตัวเราต้องอาศัยชาวต่างภาษามากเกินกว่าที่ควร แต่เราเกียจคร้านเกินไปที่จะแก้ไข และมีบางคนที่ยังแลไม่เห็นผลแห่งการที่เราต้องพึ่งพาอาศัยเขาเช่นนี้ พวกเราโดยมากยังคงนอนฝันอยู่อย่างสบายนี้ก็เลวพออยู่แล้ว แต่ที่ซ้ำร้ายไปกว่านี้ยังมีอีก.
--------------------
อ้างอิง: จดหมายเหตุ ร.6: เมืองไทยจงตื่นเถิด และ ลัทธิเอาอย่าง ของอัศวพาหุ