จากภูเขาถึงภูเขา


   

 

เนินเขาวากากุสะ เมืองนารา จังหวัดนารา

 เขาวากากุสะ (Wakakusayama) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของสวนสาธารณะนารา ห่างจากวัดโทได (Todaiji) ประมาณ 4 กิโลเมตร หากเดินเท้าก็จะใช้เวลาอย่างต่ำ 1ชั่วโมง ตอนนี้ไม่มีใครประสงค์จะเดินขึ้นไปเพราะเย็นมากแล้ว เราออกจากวัดโทไดแล้วเดินไปตามถนนเล็กๆ ระยะทางราว 1 กิโลเมตร ถึงที่จอดรถ ฮิโรกิขับรถพาเราขึ้นเขา ผ่านโค้งไม่กี่โค้ง จ่ายค่าเข้าพื้นที่ให้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่เป็นอาสาสมัครหลังเกษียณ ไม่กี่นาทีก็ถึงจุดจอด เดินอีก 250 เมตร ถึงเนินเขา ความสูงจากระดับน้ำทะเล342 เมตร

มีนักท่องเที่ยวอยู่ไม่มากกระจายอยู่ตามเนินที่โดดเด่น 3 ลูก จับจองพื้นที่มองวิวเมืองนาราเบื้องล่าง กวางชิกะปะปนอยู่ด้วยจำนวนหนึ่งเพราะพวกมันมั่นใจว่าจะมีคนยื่นอาหารให้ คู่บ่าว-สาว ชาวจีน 3 คู่ แยกกันถ่ายภาพกับวิวงาม สงสัยจะเป็นภาพพรีเวดดิ้งที่จะนำไปโชว์แขกเหรื่อในงานแต่ง ส่วนช่างภาพและผู้เป็นธุระจัดการน่าจะมาจากบริษัทเดียวกัน

เขาวากากุสะ มองจากประตูซูซากุ พระราชวังเฮียวโจะ เห็นส่วนที่ถูกเผาชัดเจน

แม้ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆเป็นส่วนมากแต่ยังใจดีเว้นช่องไว้ให้ดวงอาทิตย์ได้ส่องแสงเต็มดวงก่อนลาไปเยี่ยมเยือนชาวตะวันตก ช่วงนี้คือนาทีทอง ใครๆ ก็เอากล้องหรือโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพกันระรัว ลืมเหล่ากวางน้อยไปชั่วขณะ

เห็นได้ชัดว่าเมืองนารามีอาคารบ้านเรือนไม่หนาแน่นนัก ปราศจากตึกสูงระฟ้า นอกจากอุตสาหกรรมในเขตรอบนอกแล้ว นาราก็พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก มีนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละราว 15 ล้านคน และในจำนวนนี้มีประมาณ 1 ล้านคนที่เป็นชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งเดินทางแบบไป-กลับในวันเดียว โดยอาจจะตั้งหลักอยู่ที่โอซาก้าหรือเกียวโต เพราะนั่งรถไฟไม่เกิน 1 ชั่วโมง

ป้ายบอกทางในวัดโทได มีภาษาไทยด้วย แต่ไม่ค่อยสมบูรณ์

 

วากากุสะ แปลว่า “หญ้าอ่อน” เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงขึ้นมาเนื่องจากวันเสาร์ที่สี่ในเดือนมกราคมของทุกปีจะมีเทศกาลที่เรียกว่า “ยามายากิ” แปลตามตัวได้ว่า “เผาภูเขา”

งานนี้จัดขึ้นโดยวัดใหญ่ในพื้นที่สวนนารา 2 วัด คือวัดโทไดและวัดโคฟุกุ ร่วมกับศาลเจ้าคาสุกะที่อยู่ในสวนนาราเช่นกัน ผู้คนมารวมตัวบริเวณตีนเขาวากากุสะตั้งแต่เที่ยง มีกิจกรรมและการแข่งขันต่างๆ โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ

ก่อน 5 โมงเย็นขบวนพาเหรดของคณะผู้ทำพิธีก็อัญเชิญดวงไฟศักดิ์สิทธิ์ออกจากศาลเจ้าคาสุกะ ค่อยๆ เดินขึ้นไปยังเนินเขา ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร บริเวณตีนเขาเต็มไปด้วยผู้คน มีรั้วกั้นไม่ให้ก้าวล้ำขึ้นไปยังเนินเขาที่จะถูกเผา ราวๆ 5 โมงครึ่งขบวนก็มาถึงสถานที่ กองไฟกองหนึ่งถูกจุดขึ้นโดยดวงไฟศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นมีการแสดงพลุและดอกไม้ไฟประมาณ 15 นาที ตามด้วยอาสาสมัครจำนวน 300 คนพร้อมคบเพลิงจุดไฟจากกองไฟแล้วข้ามรั้วกั้นไปเผาหญ้าแห้งบนเนินเขาประกอบจังหวะกลองไทโกะจนทั่วพื้นที่ เช้าวันต่อมาหากท่านตื่นขึ้นในเมืองนาราแล้วมองขึ้นมาก็จะเห็นเหมือนว่ามีใครเอาสีดำมาทาเนินเขา

อาคารบ้านเรือนในเมืองนารา

ที่มาของประเพณีเผาภูเขานี้มีเรื่องเล่าว่าวัดโทไดและวัดโคฟุกุมีปัญหากันเรื่องเขตแดน ในปี พ.ศ. 2303 ฝ่ายศาลเจ้าคาสุกะเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแต่ไม่เป็นผล มีผู้ระงับโทสะไม่อยู่ จึงจุดไฟแก้ปัญหามันเสียเลย อีกคำอธิบายมีว่า บรรดาหมูป่าลงจากภูเขาไปรบกวนความสงบของวัดและศาลเจ้า จึงเกิดการเผาที่อยู่ของพวกมันเพื่อให้พวกมันหนีเข้าป่าลึกไป

ฟ้ามืดลงแล้ว มีกวางสาม-สี่ตัวเดินตามมาขออาหาร เสียดายที่ขนมเซมเบ้ของเราได้หมดไปตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน

เย็นวันต่อมา หลังฮิโรกิกลับจากทำงาน เขาขับรถพาพวกเราออกไปยังห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านในเมืองโคริยามะ จังหวัดนารา ตามคำขอของเพื่อนร่วมทางของผมที่ใส่ถุงเท้าคู่เดิมมาหลายวัน เขาเดินมุ่งไปยังร้านยูนิโคล่ หยิบได้ถุงเท้ามาแพ็คหนึ่ง ส่วนผมหยิบเสื้อยืดและเสื้อกันหนาวแขนยาวมาอย่างละตัว ราคาเสื้อผ้าของยูนิโคล่ที่นี่ถูกกว่าเมืองไทยอยู่พอสมควร

ฮิโรกิถามว่าหากจะกินซูชิเป็นมื้อเย็นจะเห็นด้วยไหม มีร้านท้องถิ่นร้านหนึ่งที่หลายคนแนะนำซึ่งเขายังไม่เคยลอง วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะมีที่นั่งโดยไม่ต้องรอคิวเพราะเป็นวันจันทร์ ตามปกติแล้วลูกค้าจะน้อยกว่าวันอื่น ผมตอบตกลง เพื่อนร่วมทางของผมก็เห็นดีเห็นงาม

มองอาทิตย์ลาลับฟ้าที่เขาวากากุสะ ภาพจากกล้องของฮิโรกิ

 

อากาศยังหนาวอยู่มากแม้จะเข้าสู่เดือนเมษายนแล้ว เมื่อเราออกจากรถก็รีบวิ่งเข้าร้าน เกินกว่าที่คาดหมายเอาไว้ ร้านไม่มีลูกค้าเลย เรานั่งตรงเคาน์เตอร์หันหน้าให้กับครัว ร้านนี้มีพ่อครัว 2 คน ผู้ช่วยสตรีอีก 1 คน ทั้งสามล้วนเป็นผู้สูงอายุ คงเป็นธุรกิจภายในครอบครัว

ฮิโรกิขอให้ปั้นซูชิมาตามที่พ่อครัวต้องการนำเสนอ 3 ชุดใหญ่ เนื้อปลาและอาหารทะเลชนิดต่างๆ โปะข้าวทยอยมาวางคราวละชิ้น ผมสั่งสาเกมา 1 ขวดเล็ก รินลงถ้วยดื่มแกล้มซูชิเข้ากันได้ดีมาก เพื่อนร่วมทางของผมก็ช่วยจิบไป 2 ถ้วย ส่วนฮิโรกิดื่มชาเขียวร้อน

ซูชิร้านนี้สดมากเพราะพ่อครัวไปเลือกซื้อด้วยตัวเองที่ตลาดทุกวัน อะไรที่ผมคิดว่าไม่น่าจะกินสดๆ ได้ก็กินได้หมด แต่เพื่อนร่วมทางของผมไม่เป็นอย่างนั้น บางชิ้นเขาคีบใส่จานของผม หนักๆ เข้าก็ขอหยุด บอกว่าอร่อยมากแต่อิ่มแล้ว ส่วนผมกินต่อไปจนครบชุด มีอยู่อย่างเดียวที่ทำให้ผงะคือซูชิกุ้งสด พ่อครัวแนะวิธีกิน ให้ดึงหัวออกแล้วดูดของเหลวในหัวกุ้งกลืนลงคอ ด้วยความสด ผมก็ผ่านหัวกุ้งมาได้ ไม่คาวอย่างที่คิด

ถึงเวลาคิดเงิน ฮิโรกิไม่ยอมให้เราจ่ายตามเคย ให้เหตุผลว่าต้องการมาลองร้านนี้อยู่แล้ว และเป็นการดีที่มีเรามาเป็นเพื่อน เขากระซิบว่าเจ้าของร้านลดให้เป็นพิเศษด้วย

ออกจากร้านซูชิเราแวะร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ผมซื้อเบียร์คราฟต์ IPA แบบกระป๋องยี่ห้อ Aooni และไวน์ขวดหนึ่ง ยี่ห้อ Montefrio Tempranillo เป็นไวน์สเปน จากภูเขาโตเลโด แคว้นลามันชา ราคาถูกมาก คิดเป็นเงินไทยแค่ 2 ร้อยกว่าบาท

เรากำลังจะไปภูเขาอิโกมะสำหรับดูวิวกลางคืน 360 องศา เห็นทั้งเมืองนาราและโอซาก้าอีกฝั่ง หากโชคดีฟ้าโปร่ง ก็จะเห็นถึงโกเบเลยทีเดียว

ความตั้งใจของผมคือดื่มเบียร์ในรถ และค่อยเปิดไวน์ (แบบฝาเกลียว) เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว เพื่อนร่วมทางของผมก็ซื้อเบียร์ไปด้วย ส่วนฮิโรกิไม่ดื่ม

ภูเขาอิโกมะนั้นเป็นภูเขาตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนารา ตรงจุดแบ่งเขตแดนกับจังหวัดโอซาก้า ถือเป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมแห่งหนึ่งของภูมิภาคคันไซเพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “เขตอุทยานแห่งชาติคองโกะ-อิโกมะ-คิเซง” พื้นที่เขตติดต่อของจังหวัดโอซาก้า-นารา-วากายามะ บริเวณยอดเขาเป็นที่ตั้งของสวนสนุกอิโกมะซันโจ และสถานีออกอากาศของทีวีหลายช่อง

คู่รักจากจีนกำลังจะแต่งงานกัน

 

เดิมทีภูเขาอิโกมะเป็นสถานที่สำหรับเคารพดวงวิญญาณของบรรพชนย้อนไปได้กว่า 1,500 ปี โดยมีศาลเจ้าอิโกมะตั้งอยู่บนทางขึ้นเขาฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ยังเป็นที่ฝึกปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์ในศาสนาพุทธอีกด้วย แม้แต่ท่านคูไก หรือ “โคโบไดชิ” ก็เคยมาฝึกอยู่บนเขาอิโกมะ และในปี พ.ศ. 2221 วัดโฮซังก็ถูกสร้างขึ้นไม่ห่างจากยอดเขาเพื่อเป็นสถานที่สำหรับฝึกปฏิบัติของพระสงฆ์อีกครั้ง ในยุคเอโดะถือว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญและได้รับความนิยมมากสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณทางขึ้นเขาฝั่งตะวันตกได้ถูกใช้เป็นศูนย์กลางองค์กรทางศาสนาและการส่งเสริมช่วยเหลือทางด้านสภาพจิตใจแก่ผู้อพยพชาวเกาหลีและผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากเกาหลี โดยเฉพาะสตรี

ปัจจุบันในส่วนของตัวเมืองอิโกมะได้ถูกพัฒนาขึ้นไปมาก โดยเฉพาะการตัดถนนขึ้นเขาและสร้างอุโมงค์ทางรถไฟของบริษัทคินเท็ตสึ มีผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่พักและร้านอาหารก็เพิ่มขึ้นตาม เส้นทางเดินจากวัดโฮซังลงมายังตัวเมืองมีต้นซากุระปลูกไว้โดยตลอด หากเป็นเวลากลางวันในยามที่ดอกซากุระกำลังบานอยู่นี้ ก็จะเหมาะแก่การเดินเที่ยวเล่นเป็นอย่างมาก

ฮิโรกิให้ข้อมูลผมเพิ่มเติมว่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาอิโกมะยังถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับรักษาพยาบาลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ และข้อมูลที่หาไม่ได้จากอินเตอร์เน็ตก็คือเรื่องราวอาถรรพ์สำหรับคู่รักที่ขึ้นมายังภูเขาอิโกมะ ตัวเขาเองพิสูจน์มาแล้ว 2 ครั้งในสมัยที่ยังเป็นหนุ่มกระทง และเป็นจริงตามนั้น กลับลงเขาไปไม่นานก็ต้องเลิกรากันทั้ง 2 ครั้ง เมื่อคบกับผู้หญิงคนปัจจุบันเขาจึงไม่ชวนขึ้นมาอีก และเธอก็ได้กลายมาเป็นภรรยาจนมีบุตรด้วยกันในที่สุด

ภูเขาอิโกมะอยู่ห่างจากตัวเมืองนาราประมาณ 20 กิโลเมตร เช่นเดียวกับที่พักของฮิโรกิในเมืองโคริยามะ ใช้เวลาในการโดยสารรถยนต์ประมาณครึ่งชั่วโมง โดยมีค่าผ่านทางด้วย

เราขึ้นมาถึงลานจอดรถของยอดเขา ลงจากรถแล้วเดินขึ้นไปยังจุดสูงสุดที่ความสูง 640 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เขียนกำกับไว้ว่า +12 เมตร นั่นก็เพราะหอชมวิวที่สร้างขึ้นเป็นบันไดเหล็กต่อกันขึ้นไปมีความสูง 12 เมตร

ลมพัดแรง เร่งให้ให้อากาศที่หนาวอยู่แล้วยะเยือกขึ้นไปอีก เราค่อยๆ เดินขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด ฝั่งตะวันตกคือเมืองโอซาก้าที่สว่างไสวด้วยไฟจากอาคารบ้านเรือน เห็นไกลไปถึงเมืองโกเบ อ่าวโกเบ และแม้แต่สะพานอากาชิไคเกียว สะพานแขวนยาวเกือบ 4 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่างโกเบและเกาะอาวาจิ ส่วนฝั่งตะวันออกนั้นเป็นพื้นที่ของจังหวัดนารา แสงไฟไม่แน่นหนา น้อยกว่าโอซาก้ามากกว่าครึ่ง ดูค่อนข้างสงบ

วิวเมืองโอซาก้าและอ่าวโกเบจากจุดชมวิวจุดที่สองบนเขาอิโกมะ ภาพจากกล้องของฮิโรกิ

 

ฮิโรกิไม่สามารถบันทึกภาพได้เพราะนิ้วมือแข็งและแทบจะพยุงตัวไม่อยู่ เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทางของผมที่บ่นว่าหูจะหลุดบ้าง ตะคริวจะกินบ้าง

ผมลืมเอากล้องถ่ายรูปมาก็ใช้โทรศัพท์ฝืนถ่าย ภาพที่ได้ไม่มีภาพไหนที่ไม่เบลอ เมื่อถ่ายเป็นวิดีโอชนิดหันรอบ 360 องศาก็เกือบจะไม่รอด ลมแทบจะหอบโทรศัพท์ลอยหาย ขาต้องเกี่ยวรั้งไว้กับรั้วเหล็กที่เย็นราวน้ำแข็ง เมื่อเห็นว่าทนไม่ไหวก็ถอย ตามทั้งสองคนที่ลงไปรออยู่ล่วงหน้าแล้ว

เรารีบเข้ารถ ผมจิบสาเกที่เหลือมาจากร้านซูชิทันที ฮิโรกิขับลงมายังจุดชมวิวอีกจุด มองเห็นเฉพาะโอซาก้า จุดนี้ลมไม่แรงนัก เราออกไปถ่ายรูปกันอีกครั้ง ผมเปิดไวน์จากแคว้นลามันชา (La Mancha) อาณาจักรของ “ดอน กิโฮเต้” อัศวินผู้ไม่หยุดยั้ง วรรณกรรมยิ่งใหญ่ของโลกโดย “มิเกล เดอ เซร์บันเตส” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2148

ผมไม่ได้บอกท่านก่อนหน้านี้ว่าเราได้พยายามขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืนวานแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ การพิชิตยอดเขาในคืนหนาวสะท้านเช่นนี้จึงควรได้รับการฉลองชัย และไวน์ขวดนี้ก็มาจากภูเขาโตเลโด ในประเทศสเปน เป็นการส่งสารที่ไม่มีความหมายอะไรมากนัก

จากญี่ปุ่นถึงสเปน.

 

แกลลอรี่


อย่าว่าโง้น-งี้เลยนะ วันนี้..... ขอฉลองศรัทธา "คุณไพศาล พืชมงคล" เจ้าสำนักบางโพที่ไม่ต้องขยายความสักสอง-สามคำเถอะ

วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน
'คนไทยหัวใจกระวีกระวาด'
เรื่องพานกับ 'คนนอกคอก'
ประชาธิปไตย 'พานไหว้ครู'
โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'