พระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ คนไทยได้ความรู้...เชิดชูความภักดี


   

 ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงเดือนพฤษภาคม คนไทยทั้งประเทศได้รับชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่การเตรียมการจนถึงวันที่มีพระราชพิธี 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคมถึงวันที่ 6 พฤษภาคม ทำให้พวกเราพสกนิกรได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้เห็นอะไรมากมาย และที่สำคัญก็คือ พวกเราพสกนิกรชาวไทยได้แสดงความจงรักภักดีที่พวกเรามีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นสถาบันสูงสุดเคียงคู่มากับการพัฒนาของประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย

จะมีคนไทยสักกี่คนที่มีโอกาสที่จะได้เห็นพระราชพิธีของการผลัดแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงเข้าสู่พิธีบรมราชาภิเษกเพื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ แม้แต่คนที่อายุมากกว่า 70 ปี อาจจะเกิดแล้วในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็คงจะยังไม่รู้ความอะไรทั้งสิ้น คงจะไม่ได้เรียนรู้หรือจดจำอะไรได้ทั้งนั้น แม้แต่คนที่อายุ 80 ในเวลานี้ ในปี 2493 ที่มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในเวลานั้นก็คงจะมีอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น การถ่ายทอดโทรทัศน์ที่จะทำให้พสกนิกรทั้งประเทศได้รู้ได้เห็นขั้นตอนต่างๆ ในพระราชพิธีก็คงไม่มีให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือนอย่างที่พวกเราได้เห็นพระราชพิธีบรมราชภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทำให้เราสามารถสรุปได้ว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ทำให้พวกเราได้ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีที่เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้พสกนิกรได้แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และองค์พระมหากษัตริย์ของเราที่ทรงเป็นประมุขของประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ

ความรู้ที่เราได้รับรู้ เริ่มตั้งแต่แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดต่างๆ ทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทย เป็นเรื่องที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนว่าประเทศไทยนั้นมีแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ในทุกจังหวัด และเรายังได้รู้จักแม่น้ำที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมหานทีของประเทศ เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแต่ละที่ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการดูแลรักษาอย่างไร มีความเกี่ยวพันกับราษฎรในแต่ละพื้นที่อย่างไร เราได้เห็นพิธีกรรมในการตักน้ำที่จะมาใช้ในพระราชพิธีที่มีการดำเนินการกันด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่เราได้เห็นความขลังของพิธีกรรม เราได้เรียนรู้การดำเนินการในการจะนำน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมาใช้ในพระราชพิธี ทุกขั้นตอนทำให้เราได้เห็นความมุ่งมั่นในการดำรงพระเดชานุภาพและบุญญาบารมีของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นสมมุติเทพหรือเทวราชาตามความเชื่อของคนไทยที่มีมานานช้า

เมื่อครั้นถึงวันที่ 4 พฤษภาคม เราได้เห็นพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกที่ดูศักดิ์สิทธิ์และแสดงให้เห็นพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์ในแต่ละขั้นตอน เราได้รู้ว่าพระมหากษัตริย์ของเรานั้นเป็นทั้งพุทธราชาตามพิธีกรรมของศาสนาพุธ และเป็นเทวราชาตามพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ และเมื่อรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันแล้ว ทำให้เราได้รู้อย่างแจ่มชัดว่าพระมหากษัตริย์ของไทยเรานั้นทรงเป็นธรรมราชาที่บริสุทธิ์ผุดผ่องที่ผ่านพิธีการมูรธาภิเษกและพิธีสรงพระกระยาสนาน ตลอดเวลาของพิธีกรรมในขั้นตอนต่างๆ นั้น เราได้เห็นขัตติยะมานะของพระองค์ท่านที่จะต้องทรงปฏิบัติพระองค์ในขั้นตอนต่างๆ ที่ใช้เวลาและมีความหนักหน่วงไม่น้อย ทั้งฉลองพระองค์ที่มีน้ำหนักมาก และสิ่งที่ต้องทรงปฏิบัติพระองค์ในแต่ละขั้นตอน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม ที่เป็นการสถาปนาพระราชวงศ์ให้ได้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์นั้น เราได้เห็นความรักของครอบครัวที่อบอุ่น เราได้เห็นพระจริยวัตรของสมาชิกของพระราชวงศ์ที่งดงาม แต่ละพระองค์มีความอ่อนน้อมถ่อมพระองค์ตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่งดงามกว่าวัฒนธรรมใดๆ ในโลก เราได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระเมตตา ทรงใส่พระราชหฤทัยสมาชิกของพระราชวงศ์ทุกพระองค์อย่างอบอุ่น เราได้เห็นพระจริยวัตรของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงอ่อนน้อมต่อสมาชิกของราชวงศ์ที่ทรงมีอาวุโสมากกว่า เป็นพระจริยวัตรที่ดูงดงามและน่ายกย่องยิ่งนัก

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบพระนครทางสถลมารค เราได้เห็นทั้งขัดติยะมานะแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินี และพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ทรงอยู่ในขบวนเสด็จเป็นเวลายาวนานกว่า 7 ชั่วโมง สิ่งที่พสกนิกรได้เห็นก็คือทั้งสามพระองค์ทรงมีความอดทนในการปฏิบัติภารกิจตามกำหนดการด้วยพระวิริยะ ทำให้พสกนิกรชื่นชมยิ่งนัก และทุกคนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่ได้เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์

นอกเหนือจากที่พวกเราพสกนิกรจะได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการติดตามชมพระราชพิธีในครั้งนี้ ด้วยการไปเข้าเฝ้าในบริเวณพระราชพิธีหรือติดตามชมอยู่หน้าจอโทรทัศน์ พวกเราต่างก็ภูมิใจที่มีส่วนในการแสดงความภักดี และแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าคนไทยจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แต่ครั้งบรรพกาลมาจนถึงปัจจุบัน ประชาชนเรือนแสนที่เข้าเฝ้าในบริเวณพระราชพิธีที่ใส่เสื้อเหลืองมาจับจองพื้นที่เพื่อชมพระบารมีในช่วงเวลาที่เสด็จเลียบพระนครนั้น ทำให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่คู่ประเทศไทยไปอีกนานแสนนาน ไม่มีใครจะมาทำลายความภักดีของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศได้

สำหรับบางคนที่มองเห็นสีเหลืองเต็มพื้นที่ในบริเวณของพระราชพิธี จะต้องตระหนักรู้ว่าอย่าได้มีความคิดหรือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยให้เป็นอย่างอื่นเลย และอย่าได้ทำอะไรที่จะทำให้คนไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่พอใจเลย อย่าทำให้คนไทยไม่พอใจกับการกระทำของท่านเลย เพราะหากท่านทั้งหลายทำเช่นนั้น ท่านคงจะอยู่ในประเทศไทยอย่างไม่มีความสุขนัก จงรู้ไว้เถิดว่าคนไทยเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีและกตัญญูต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาลชั่วนิรันดร์. 


เรื่อง "นักเรียน" กับ "พานไหว้ครู"กลายเป็น......เรื่อง "เผด็จการทหารหาญ" กับ "ประชาธิปไตยกางเกงในเก่า" ได้เนียนและพิลึกกึกกือ!

โลกจะสวยด้วย "จิตให้"
'แม่มด' หรือคน 'คดแผ่นดิน'
'ด้วยยินดีและสิ่งที่ห่วงใย'
'๑ หญิง ๒ ชาย' ที่ไปด้วยกัน
'แก้รัฐธรรมนูญ' แก้เพื่ออะไร?
Where are you...ทักษิณ?