ถอดรหัสหลังยุค5ปีคสช. “ประยุทธ์”ในบริบทการเมืองนำ


   

           ครบ 5 ปี สำหรับการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เข้ามาเป็นรัฐบาล แน่นอนว่าเราเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบสังคม ที่ไม่สามารถใช้รัฐบาลจากฐานเสียงคะแนนนิยมเข้าไปจัดการ

                ผลงานชิ้นโบแดงที่วัดจากกระแสการตอบรับจากต่างชาติ และโพลต่างๆ คือการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย  หรือไอยูยู การแก้ไขปัญหามาตรการด้านการบิน การสร้างความสงบเรียบร้อย ไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของฝ่ายบริหาร 

                แต่จุดอ่อนของรัฐบาลที่ “จี้ใจดำ” ประชาชนมากที่สุดคือ ปัญหาเศรษฐกิจ จะด้วยพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนเปลี่ยนไป ปัญหาเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยจากผลผลิตด้านการเกษตรที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลจากผลกระทบของสภาพอากาศ แต่การสร้างให้เกิดแรงกระตุ้นภายในประเทศเป็นเรื่องของความสามารถของ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่าจะสร้างความพึงพอใจให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้แค่ไหน

                แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ โครงสร้างของระบบการเมืองในช่วง 5 ปีถูกสั่นคลอนด้วยคำว่า “ช่วงเวลาพิเศษ” ยังส่งผลให้ระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุล การมีส่วนร่วมของประชาชน ถูกลดทอนไปอย่างมาก การออกกฎหมาย 400-500 ฉบับ สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคตทั้งในเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม ภาพรวมคือ  “ยุคหลัง คสช.” สุ่มเสี่ยงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง

                “กฎหมายที่ออกมา 400-500 ฉบับ ที่ออกมส่อเค้าที่จะเกิดความขัดแย้งกันเองในอนาคต ประชาชนไม่รู้ว่ามีกฎหมายอะไรออกมาบ้าง อาจจะมีการละเมิดกฎหมายได้โดยไม่รู้ตัว“ แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุ

                หากนับจากนี้ไปมีรัฐบาลใหม่ และมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้องค์ประกอบของรัฐบาลผสม ที่มีนักการเมืองในระบบเก่าเข้ามาเป็น ครม. เริ่มต้นในการต่อรองเรื่องการคุมกระทรวง ไม่ต่างจากภาพการเมืองในอดีต ปัญหาในการบริหารทั้งเรื่องนโยบาย และการ “ถอนทุน” ของพรรคการเมืองที่เข้ามา ไม่มีหลักประกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะ “คุมสภาพ” ได้ 100 เปอร์เซ็นต์  การทำงานในส่วนของ “นิติบัญญัติ” แม้จะมีสมาชิกวุฒิสภาเป็น “แต้มต่อ” แต่สภาผู้แทนราษฎร “เสียงปริ่มน้ำ”  ที่สำคัญยังมีนักการเมืองหน้าใหม่เป็นองค์ประกอบของความสด ท่องจำเรื่องเสรีภาพ ที่พร้อมจะตรวจสอบรัฐบาลอยู่ทุกเมื่อ ภาพของรัฐสภาคงดูวุ่นวายไม่ใช่น้อย

                แต่เหนืออื่นใด คือ เสียงของประชาชนในประเทศที่จะตอบรับ หรือปฏิเสธรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่เข้ามาบริหาร รวมถึงการเดินเกมของผู้เสียประโยชน์ว่าจะเคลื่อนไหวตอบโต้อย่างไร เพราะเมื่อ คสช.หมดสภาพไปหลังมีรัฐบาลใหม่ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ จาก ม.44 การบริหารประเทศจะอยู่ในกรอบของกฎหมายปกติ และต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เหมือนเป็นนักการเมืองทุกประการ  

                อย่างไรก็ตาม งานที่ คสช.ได้ดำเนินการไว้ หลังมีรัฐบาลใหม่ จะส่งต่อให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รับไม้ต่อ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กลไกปกติก็เชื่อว่าการทำงานต่างๆ จะไม่ได้เต็มร้อยเหมือนตอนที่ คสช. บูรณาการงานทั้งหมด โดยคาดว่าความเข้มข้นในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ของ กอ.รมน. จะอยู่ที่ประมาณ 70-80%          ในขณะที่สถานการณ์การเมืองมีการประเมินว่า เมื่อไม่มีแม่น้ำ 5 สาย รวมถึง คสช.อยู่ด้วย จึงไม่มีเงื่อนไขในการต่อต้านเผด็จการ แรงกดดันจะพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลโดยตรง  ปมปัญหาจึงเป็นเรื่องการเมืองภายในที่ต้องบริหารจัดการกันให้เกิดสมดุล  

                สำหรับท่าทีของกองทัพ หากชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เชื่อว่าสถานการณ์ในรั้วทหารจะไม่เกิดแรงกระเพื่อม ยิ่งปัจจุบันกองทัพมีการปรับโฉม เปลี่ยนรูปไปมาก การขยับตัวทางเรื่องการเมืองจะลดลงไปตามสถานการณ์

                สิ่งที่น่าสนใจ คือ การวางท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เข้ามาบริหารประเทศ ในฐานะของนักการเมืองเต็มตัวว่าจะมีการเปลี่ยนรูปไปอย่างไร เพราะต่อไปไม่มีมาตรา 44 ที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา หรือบริหารราชการเหมือนในอดีต การจะเดินหน้าทำอะไรอย่างรวดเร็วก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ

                คุณลักษณะความเป็นทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยึดถือเรื่องเกียรติ-ศักดิ์ศรี พูดจากโผงผาง จุดเดือดต่ำ ต้องเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รวมไปถึงเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง  จึงเป็นเรื่องท้าทายในการเป็นผู้นำหลังการเลือกตั้ง ที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆ

                ครั้นจะใช้บริการของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อเป็น “กันชน” ลดแรงกระแทกเหมือนเมื่อก่อน ก็ไม่รู้ว่าจะใช้ไปได้อีกเมื่อไหร่

                ด้วยองค์ประกอบ และเหตุปัจจัยทั้งหมด จึงน่าติดตามดูเส้นทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะไหลลื่นเหมือน 5 ปีที่เคยมีอำนาจอยู่เต็มมือหรือไม่!!.

 


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต