รบ.อ้อนเอกชน ลุยขับเคลื่อนศก. ส่งออกวูบหนัก


   

 "ประยุทธ์" ประชุม "กรอ." หารือดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ "สมคิด" ย้ำต้องเร่งตั้งรัฐบาลกระตุ้นความเชื่อมั่นนักลงทุน "ส.อ.ท." ตั้งกองทุนนวัตกรรม วงเงิน 1 พันล้านเพิ่มศักยภาพแข่งขัน พร้อมฟื้นนโยบายเมดอินไทยแลนด์ "สนค." ระบุยอดส่งออกเม.ย.วูบต่ำสุดในรอบ 2 ปี  

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 22 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์   จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดพิเศษ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมเพื่อให้ภาคเอกชนร่วมมือกับรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป
    นายสมคิดกล่าวว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนร่วมมือกับรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าพัฒนาหลายโครงการ ร่วมกันสร้างบุคลากรคุณภาพรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงมอบหมายให้ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อดูแลการสร้างบุคลากร รวมทั้งหามาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม 
    รองนายกฯ กล่าวว่า การเติมโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการล่วงหน้าไปไกลมากแล้ว หากทุกโครงการเดินหน้าจะหาบุคลากรรองรับไม่ทันและอาจเกิดปัญหาได้ ซึ่งรัฐบาลชุดไหนมาบริหารต้องร่วมมือกับภาคเอกชนทุกรัฐบาล เพราะเมื่อการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจจะดีขึ้นตามไปด้วย หลังจากช่วงนี้ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าจีน-สหรัฐ จนกระทบต่อการส่งออกของไทย และยังมาเจอการเลือกตั้งในประเทศ ยอมรับว่า 5 เดือนแรกของปีนักลงทุนอาจยังชะลอการลงทุน จึงอยากให้ภาคการเมืองหันมาปรองดองร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อร่วมกันดูแลบ้านเมือง  
    "หากพรรคการเมืองจับมือกันตั้งรัฐบาลได้ ประชาชนจะได้ไม่เบื่อการเมือง เพราะในช่วง 4-5 ปี ได้วางแผนพัฒนาด้านต่างๆ ไปไกลมากแล้ว ใครจะมาเป็นทีมเศรษฐกิจ เป็นรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองไหนบ้าง ต้องรอให้มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอน ยอมรับว่าบางคนได้รับความน่าเชื่อถือจากต่างชาติ แต่การดำเนินนโยบายและความต่อเนื่องมีความสำคัญมาก ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายสานต่อ ได้บอกกับนักลงทุนต่างชาติไปแล้วว่าการเมืองไทยเป็นแบบนี้ และอีกไม่นานน่าจะตั้งรัฐบาลได้ ทุกโครงการลงทุนกว่า 700,000 ล้านบาท ที่รออยู่จะเริ่มเดินหน้าต่อไปได้”รองนายกฯ กล่าว
    ต่อมานายสมคิดกล่าวหลังการประชุมว่า เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว ถ้าการเมืองดี เศรษฐกิจก็ดีขึ้น และตอนนี้เราก็กำลังเผชิญกับสงครามการค้า ซึ่งรู้กันอยู่แล้วว่าการส่งออกของเราได้รับผลกระทบ และบังเอิญเรามีเรื่องการเลือกตั้งเข้ามา และหลังจากการเลือกตั้งผ่านมาหลายเดือน ความไม่แน่นอนก็ยังมีอยู่ เพราะก่อนจะมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา การตัดสินใจลงทุนอะไรเขาก็ชะลอดู ซึ่งหวังว่าจะชัดเจนได้ในเวลาไม่นานนัก อยากให้ปรองดองกัน และมองถึงอนาคตของบ้านเมืองเป็นหลัก
    ถามว่า จำเป็นต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็วหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ทุกคนต้องการตั้งรัฐบาลให้เร็วอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความร่วมมือกัน พูดจากันให้เข้าใจ 
    ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้เสนอที่ประชุมจัดตั้งกองทุนนวัตกรรม วงเงิน 1,000 ล้านบาท ด้วยการให้ภาคเอกชนลงขันตั้งกองทุนขึ้นมาดึงกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง เพื่อใช้เงินผ่านกองทุนได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เอกชนรายย่อยทำวิจัยและนวัตกรรมมากขึ้น เนื่องจากกองทุนที่รัฐบาลตั้งมีเงื่อนไขกฎระเบียบซับซ้อน ใช้ยาก จึงไม่เกิดผลหลายกองทุน และยังเสนอฟื้นนโยบายเมดอินไทยแลนด์ ส่งเสริมให้คนไทยซื้อสินค้าไทยทดแทนพึ่งพาการส่งออกที่ประสบปัญหาจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวผ่านมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ 
    วันเดียวกัน น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงการส่งออกเดือนเม.ย.2562 ว่า มีมูลค่า 18,555.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.57% โดยมูลค่าต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับจากเม.ย.2560 ที่ส่งออกได้มูลค่า 16,861.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน นับจากเดือน มี.ค.2562 ที่ติดลบ 4.88% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 20,012.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.72% ขาดดุลการค้ามูลค่า 1,457.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการส่งออกรวม 4 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า 80,543.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.86% การนำเข้ามีมูลค่า 79,993.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เกินดุลการค้า 579.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
    "สาเหตุที่ทำให้การส่งออกไทยลดลงต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากความยืดเยื้อและรุนแรงของสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่เป็นตัวกดดันการค้าโลก รวมถึงมีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ทำให้กำลังซื้อทั่วโลกลดลงอย่างชัดเจน และยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายการค้าของประเทศต่างๆ ที่มีการออกกฎระเบียบเพิ่มมากขึ้น และการบังคับใช้ของข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของประเทศที่เป็นคู่แข่งในการส่งออกของไทย รวมทั้งพบสินค้าบางประเภท ไทยเริ่มสูญเสียตลาดให้คู่แข่งจากการไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี เช่น ยานยนต์" น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
    ผอ.สนค.กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกทั้งของไทยและอีกหลายๆ ประเทศยังคงไม่สดใสจากปัญหาสงครามการค้า และหากไทยต้องการผลักดันให้การส่งออกปีนี้ เสมอตัวหรือขยายตัวในระดับ 0% นับตั้งแต่เดือน พ.ค.-ธ.ค.2562 จะต้องส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 21,493 ล้านเหรียญสหรัฐ หากต่ำกว่านี้จะติดลบ แต่ถ้าสูงกว่าก็จะขยายตัวเป็นบวก
    "ในการรับมือกับสงครามการค้า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ไปหารือกับภาคเอกชน เพื่อประเมินสถานการณ์ผลกระทบและแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ ซึ่งได้กำหนดประชุมในวันที่ 29 พ.ค.2562 จากนั้นในวันที่ 31 พ.ค.2562 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ เพื่อประเมินเป้าหมายและทิศทางการส่งออกอีกครั้ง" ผอ.สนค.กล่าว.
    


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต