จับตา 'การเมือง' บนถนน ปม 'ธนาธร' จุดขึ้นหรือไม่


เพิ่มเพื่อน    

   “ส่งกำลังใจให้เอก ธนาธร ขอส่งเป็นบทกลอนผ่านมาตามเสียงเพลง อดทนไว้ อนาคตใหม่ คนเก่ง ใจนักเลงคือ เอก ธนาธร คนใส่ร้าย ใส่ความ มันสาดโคลน ยืนให้ตรงด้วยอุดมการณ์ เป็นกองหน้าประชาธิปไตย เดินตรงไปด้วยหัวใจนักต่อสู้ มันแต่งเติม ใส่ร้าย ใครก็รู้ ศัตรูประชาธิปไตย” บทเพลงที่ขับร้องโดย “แซม สนธยา” ศิลปินเพื่อชีวิต เพื่อให้กำลังใจในช่วงเวลาที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และลูกพรรค กำลังโดนมรสุมอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง

                จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องวินิจฉัยคุณสมบัติของสมาชิสภาผู้แทนราษฎร ปมถือหุ้นสื่อ "วี-ลัค มีเดีย” ที่เป็นประเด็นร้อนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สู่ ศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าไม่แปลกใจบรรดาคอการเมืองมากสักเท่าไร แม้อาจจะขัดใจบรรดา “สาวกพ่อของฟ้า” อยู่บ้าง แต่กรณีคำสั่ง “ยุติการปฏิบัติหน้าที่” ส.ส.ต่างหาก ที่ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถาม ทั้งจากคนที่เป็นกองเชียร์และคนที่เริ่มเห็นว่ามีกลิ่นตุๆ โชยมา

                โดยเฉพาะการที่นาย “ธนาธร” ในฐานะ "หัวหอก” ของฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ได้เข้าร่วมในงานรัฐพิธีที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 พ.ค. แต่จากคำสั่ง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ที่ยังไม่มีกำหนดคลายล็อก จึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่า หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะไม่ได้โหวตนายกรัฐมนตรีและประธานสภาแน่ๆ ท่ามกลางความคลุมเครือว่า สุดท้าย “ธนาธร” จะได้โอกาสกลับมาเหยียบรัฐสภาในฐานะ ส.ส.เต็มตัว ตามที่บรรดาคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย และคนรุ่นเก่าบางจำพวกเรียกร้องเมื่อใด

                ผนวกกับข่าวที่ “นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่” ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “ความฝันจางๆ” หลังจากการประกาศตัวว่าพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของนายธนาธรถูกดับลงอย่างสมบูรณ์แบบ หลังก่อนหน้านี้ไม่นาน “พรรคพี่ใหญ่” อย่างเพื่อไทยประกาศยกธงขาวขอชิงเพียงตำแหน่งประธานสภา

                ขณะที่เพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง “เสรีรวมไทย” ก็ประกาศชัดว่า พร้อมยก “10 เสียง” ทั้งหมดที่มีหนุนให้ แก๊งขั้วที่ 3 (รึเปล่า?) อย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ พรรคอนาคตใหม่จึงกลายเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (ลม) ไปโดยปริยาย

                อย่าลืมว่าวันที่พวกเขาแถลงข่าวที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ และบอกว่าสามารถรวมเสียงได้มากกว่า 250 เสียง นั้น เป็นเพียง “ภาพมายา” ที่ยังไม่เจอฤทธิ์การเล่นแร่แปรธาตุของ กกต. จากการตีความกรณีคะแนนเสียง ต่อ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ จนทำให้บรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยที่มีได้คะแนนไม่ถึง 71,000 คะแนน ชูหน้าสลอนแต่งชุดขาวหล่อเข้าสภาได้พรรคละ 1 คน จำนวน 12 พรรค และทั้งหมดพร้อมชูมือให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จนทำให้เสียงฝ่ายประชาธิปไตยหายไปถึง 9 เสียง

                โลกแห่งความจริงอันโหดร้ายยิ่งตอกย้ำบรรดานักฝันทั้งหลาย เมื่อมีกระแสข่าวออกมาอีกว่า ส.ส. 5 จาก 6 คน ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ เตรียมเข้าซุ้ม “พลังประชารัฐ" โดยเหลือหัวหน้าพรรคยึดคำสัตย์ตามที่ให้ไว้ก่อนเลือกตั้ง โด่เด่แต่เพียงผู้เดียว

                ที่น่าเจ็บใจกว่าคือ หนึ่งใน 6 พรรคที่เข้าร่วม “สัตยาบันแลงคาสเตอร์” อย่าง “พรรคเพื่อชาติ” ที่มีตราปั๊มยี่ห้อ “จตุพร พรหมพันธุ์” ตีตราอยู่กลางหน้าผาก แต่ก็ยังไม่วายว่าจะมีประมาณ 3 หน่อ ไปจอยกับ “ลุงตู่” และที่เจ็บช้ำที่สุดและต้องจับตาดูกันให้ชัดคือ บรรดา “งูเห่าสีส้ม” ที่ยิ่งใกล้วันเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ยิ่งมีข่าวเรื่องนี้หลุดมาอย่างต่อเนื่อง และดูจะเข้าเค้าขึ้นเรื่อยๆ

                หลายๆ เหตุการณ์ยิ่งสุมให้ความคับข้องใจของบรรดากองเชียร์ “พ่อฟ้า” พุ่งสูงขึ้นไปอีก หลายคนก่นด่า สาปแช่งกระบวนการยุติธรรมที่ดูเหมือนมี "ใบสั่ง” เพื่อจงใจ “เตะตัดขา” นายธนาธรให้เข้ารัฐสภา “ช้ากว่าเพื่อน” หรือที่แย่หน่อยอาจลามไปถึงตัดสิทธิทางการเมืองกันเลยทีเดียว

                ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยทั้งฟากนักการเมืองที่เป็นของพรรคอนาคตใหม่เอง และนักกิจกรรมที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เริ่มมีการเคลื่อนไหว อย่างข้อความในโซเชียลมีเดียที่นัดประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับหลายเหตุการณ์หลังการเลือกตั้ง ไปร่วมกันแต่งชุดดำ รวมตัวกันที่หน้าหอศิลป์ กทม. ในวันที่ 24 พ.ค.

                ด้าน พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า uprising และม็อบ ว่าต่างกันอย่างไร แบบไหนคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม “จะไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น ก็ต้องชักไฟออกจากเตา อย่าสุมความร้อน มันจะลามไหม้บ้านได้ เรื่องแบบนี้คนเข้าใจก็เข้าใจ คนไม่รู้เรื่องบอกไปก็เปล่าประโยชน์ ได้แต่คอยชมครับ”

                ที่ผ่านมานับแต่ คสช.อยู่ในอำนาจมานานกว่า 5 ปี ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองใดๆ เกิดขึ้น จะมีก็เพียงแค่เกิดเป็นหย่อมๆ และไม่มีมรรคผลใดๆ เว้น แต่จะมีความปั่นป่วนเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้ “ความสงบ” ยังคงเป็นสิ่งที่ “ขายได้” ภายใต้ยี่ห้อ “คสช.” แต่จากนี้เกมการเมืองจะเปลี่ยนไป ในฐานะที่นายธนาธรเป็นตัวละครใหม่ ไม่ได้เป็น “นอมินี” ของใคร ไม่ว่าจะเป็นขั้วแดง เหลือง หรือเขียว และที่สำคัญ ประเทศมีการเลือกตั้งใหญ่มาแล้ว หลังเปิดสภาอย่างเป็นทางการ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ได้อยู่ในสถานะที่ “แตะต้องไม่ได้” อีกต่อไป

                ที่สำคัญกว่านั้น กว่า 6,000,000 คะแนน ที่ประชาชนมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้แก่ธนาธรและผองเพื่อน จนเป็นพรรคที่ได้คะแนนอันดับที่ 3 ในการเลือกตั้งคร้งนี้ แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ให้การสนับสนุน และยิ่งพวกเขาเห็นหลายสิ่งที่เกิดขึ้นกับขวัญใจของพวกเขานั้นที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสไม่น้อยที่  “การเมืองจะกลับสู่ท้องถนน”

                และในครั้งนี้จะไม่ได้มีเพียงแต่นักกิจกรรมหน้าเดิมๆ เท่านั้นที่เข้าร่วม แต่จะเป็นจุดกำเนิดของ “นักกิจกรรมหน้าใหม่” ที่ไม่ได้มีความยึดโยงใดๆ กับทักษิณหรือยิ่งลักษณ์ แต่ทุกคนมาเพราะความไม่เป็นธรรมที่ “พ่อของฟ้า” ถูกเลือกปฏิบัติ

                แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ก่อนที่จะออกมาแสดงพลัง ความเกรี้ยวกราดบนท้องถนนนั้น “อะไร” คือสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับความคิด ความเชื่อ ของพวกเขาจริงๆ กันแน่.    

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"