ปรับยุทธศาสตร์ ‘บริหารประเทศ’ พปชร.ไม่แตะกระทรวง ‘พรรคร่วม’


   

        เล่นสงครามข่าวปล่อยกันมาสักระยะ จนกลายมาเป็นภาพ แบ่งเค้ก ไม่ลงตัว ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับ 2 พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย

                รวมทั้งการจัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรคพลังประชารัฐเอง หลังต้องสูญเสียเก้าอี้ในกระทรวงสำคัญไปให้พรรคร่วมรัฐบาล ในการเจรจารอบแรก ที่มี ผู้มีอำนาจนอกพรรค เป็นหัวโต๊ะ

                ประเด็นพรรคร่วมรัฐบาลขอมากไปคือ ความรู้สึกส่วนหนึ่งของคนในพรรคพลังประชารัฐ ที่มองในมิติของความเป็นพรรคแกนนำ

                กับอีกประเด็นคือ หลายโปรเจ็กต์สำคัญในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกระทรวงเศรษฐกิจ อันมี “เฮียกวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นผู้ประคบประหงมมา จะไม่ได้ถูกสานต่อโดยคนในพรรค แต่ต้องตกไปอยู่กับบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล

                ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่า แกนนำบางคนหลังรู้ว่า ดีลแรกเสียเปรียบให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ ถึงกับเอ่ยปากว่า ท่านไปยกกระทรวงที่คุมงบประมาณหลายแสนล้านบาทไปให้ได้อย่างไร!

                เมื่อรู้ตัวว่าเพลี่ยงพล้ำจึงพยายามทำให้ “ดีลแรก” เป็นโมฆะ โดยการเปลี่ยนเกมว่า การเจรจาหรือตกลงใดๆ ก่อนหน้านี้หากไม่ผ่านกรรมการบริหารพรรคไม่ได้ถือว่าใช่!

                ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลเองก็รู้ว่า มีคนในพรรคพลังประชารัฐต้องการ “ล้มดีล” จึงต่างออกมายืนยันว่าทุกอย่างจบแล้ว โดยเฉพาะท่าที “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่หลุดปากตอบคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พรรคได้รับการจัดสรรกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งที่ปกติไม่ค่อยมีใครพูดกัน

                รวมถึง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่า ทุกอย่างได้มีการตกลงกันไว้หมดแล้ว หวังว่าพรรคพลังประชารัฐจะรักษา “สัญญา”

                ขณะที่ท่าทีแกนนำพรรคพลังประชารัฐส่วนใหญ่ต่างออกมาในแนวสวนทางกับพรรคร่วมรัฐบาลคือ มันยังไม่จบแต่อย่างใด เพราะหวังจะเปลี่ยนแปลงกระดานใหม่

                จึงเป็น 2 ปัจจัย ที่ทำให้การ “แบ่งเค้ก” ลากยาวกว่าปกติ

                ทั้งที่ความจริงทุกคนในพรรคพลังประชารัฐต่างรู้ว่า ไม่มีใครเปลี่ยนแปลง “ดีลแรก” ที่มีผู้มีอำนาจนอกพรรคนั่งจัดสรรเอง ยกเว้นผู้ชายที่ชื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

                จึงมีปฏิบัติการยื้อยุดฉุดกระชากเพื่อรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “บิ๊กตู่” ลงมาก่อน โดยบางกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงข้อตกลงแรกได้

                จะเห็นว่า ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  ให้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ผู้นำรัฐบาลไม่รีรอลงแก้ปัญหาที่คาราคาซังทันที

                ขยักแรกคือ สงบแรงกระเพื่อมภายในพรรคพลังประชารัฐก่อน หากแต่ว่าเป็นการสยบที่ยืนอยู่บนฐาน “ดีลแรก” คือ ให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แก่พรรคภูมิใจไทย

                เป็นการจัดสรรภายในข้อจำกัดที่เหลืออยู่จาก “ดีลแรก” ผนวกกับความพึงพอใจของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของตัวเองอย่าง “สมคิด” ที่ต้องทำงานได้

                พรรคพลังประชารัฐจัดสรรโดยมียุทธศาสตร์ที่เหนือความคาดหมายนิดๆ นั่นคือ สำหรับกระทรวงเศรษฐกิจที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน จะถูกดูแลโดยคนของพรรคพลังประชารัฐทั้งหมด โดยไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการจากกระทรวงใดเข้ามาเลย

                ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจที่เสียไปให้พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะไม่ส่งคนของพรรคพลังประชารัฐไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการเช่นเดียวกัน

                ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นกระทรวงปากท้องของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นราคาพืชผลทางการเกษตร ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค จะรุ่งหรือร่วง มันมีผลต่อภาพรวมรัฐบาล

                หาก “รุ่ง” จะเป็นบวกต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่หวังจะทำผลงานเรื่องปากท้องในการฟื้นฟูพรรคกลับมา

                แต่หาก “ร่วง” หรือ “เละ” มันจะไม่ใช่ภาพรวมรัฐบาลทันที จะมีการโยนก้อนอิฐนี้ไปให้พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นคนดูแลแบบเบ็ดเสร็จ โดยไม่ใช่คนของพรรคพลังประชารัฐ

                ถือเป็นการ “แก้เกม” จากทรัพยากรที่เหลือ เพราะรู้อยู่แล้วว่า ต่อให้ส่งคนของพรรคพลังประชารัฐไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะสุดท้ายคนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในกระทรวงคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

                แม้ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่ค่อยพอใจกับการจัดสรรในกระทรวงที่รองลงมา แต่ทุกคนก็ยอมรับได้ว่า มันเป็นข้อจำกัดที่พลาดพลั้งเสียทีไปแล้วแบบทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้

                ส่วนหนึ่งต้องรักษา “สัญญา” กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อประคองเสถียรภาพกันก่อน ซึ่งในวันข้างหน้าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจัดสรรกันใหม่ได้ หากสถานการณ์มันเปลี่ยน

                ตอนนี้ทุกก๊วนสำคัญในพรรคพลังประชารัฐ ได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง แม้ผิดเป้าหมายที่วางเอาไว้แต่แรกไปเยอะก็ตาม

                สิ่งสำคัญคือ แม้ทุกอย่างจะลงตัวจัดตั้งรัฐบาลได้แบบราบรื่น จนเหมือนแฮปปี้เอนดิ้ง แต่ทุกคนต่างรู้ว่า มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

                การทำงานไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด พรรคร่วมรัฐบาลเองไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่แรก ทุกคนจะปกป้องเฉพาะประโยชน์ของพรรคและกลุ่มก๊วนตัวเองเท่านั้น

                และบางทีจะเลื่อย จะแซะ จะแทงกันเองเมื่อมีโอกาส เพราะมันมี “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลไว้แล้ว. 


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์.... รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'
บ้านเมือง 'คนละเรื่องเดียวกัน'