หึ่ง!‘บิ๊กป้อม’วางมือ นายกฯควบเองกลาโหม/ปชป.ยังแย่งเค้กไม่จบ


   

 "ลุงตู่" อารมณ์ดี! รับเริ่มคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล ยันเข้ามาด้วยกระบวนการประชาธิปไตยเต็มร้อย อยู่ได้หรือไม่อยู่ที่ความศรัทธาและความเชื่อมั่น "3 ป." ปิดห้องสโมสร ทบ.เคลียร์ สรุป "บิ๊กตู่" ควบ รมว.กห. หึ่ง! "ป้อม" จ่อขอพักไม่รับเก้าอี้อ้างปัญหาสุขภาพ "ป๊อก" ยังคุม มท. "สมคิด" ไปต่อตำแหน่งเดิมรองนายกฯ เศรษฐกิจ "ผู้กองมนัส" เบียด "กอบศักดิ์" คุมดีอี แบไต๋ส่งคนนามสกุลเดียวกันมานั่งแทน ภท.แบ่งเค้กลงตัวส่ง "เสียแป้งมัน" นั่ง รมช.พาณิชย์ เจ้าของปั๊มพีทีคุมท่องเที่ยว ปชป.นิ่งแล้ว 4 เก้าอี้ อีก 4 ยังแย่งกันฝุ่นตลบ 

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 มิถุนายน ที่ห้องมัฆวานรังสรรค์ ชั้น 3 สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูฝนปี 2562" ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งเป็นการออกงานครั้งแรกหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย
    โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งแบบติดตลกว่า ปัญหาต่างๆ วันนี้ก็ต้องยกไปให้นายกฯ คนใหม่รับไปทำงานต่อ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คงพูดพอแล้ว เพราะถ้าพูดมากเดี๋ยวเขาจะหาว่าเป็นอย่างเดิมอีก ยอมรับว่าใจมันร้อน 5 ปีที่ผ่านมาใจร้อนมาก เราอยากทำงานให้เสร็จโดยเร็ว อยากแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ให้ได้ แต่ก็รู้ดีว่ายังไงก็ทำไม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องทำ และต้องกำชับกัน จะเกลียดกันบ้าง พอใจกันบ้าง ก็ขอขอบคุณ และเชื่อว่าทุกคนให้เกียรติตน ที่ทำงานร่วมกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ ทำให้เกิดวันนี้ขึ้นมาได้ วันนี้ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าตนได้สร้างกลไกในการทำงานของรัฐบาล การบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารงานของกระทรวงทั้งหมดไว้แล้ว ขอบคุณพี่น้องข้าราชการทั้งหมด ทั้งตำรวจ พลเรือน ทหาร ที่ร่วมมือกันทำงานมาตลอด 4-5 ปี 
    “ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะผมไม่ทราบว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ทุกศาสนาสอนไว้ว่า จงไม่ยินดียินร้ายกับคำชมและคำตำหนิ ซึ่งเป็นของศาสนาพุทธ ไม่ใช่พุทธแล้วยกมือไหว้อย่างเดียว เช่น ไหว้พระทำบุญขอพร แต่จะต้องนำไปสู่การปฏิบัติด้วย วันนี้มีใครจะถามอะไรผมหรือไม่ แต่ถ้าถามก็คงไม่มีเวลาตอบ ถ้าถามก็จะตอบว่ายังไม่ได้รับรายงาน รอก่อน เพราะจะพูดให้น้อยลง แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันคือใจผม วันนี้จะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่ใจ ความศรัทธาและความเชื่อมั่น ผมจะมาจะไปอย่างไรก็ช่างผมเถอะ แต่ผมจะทำเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมด" 
    นายกฯ กล่าวอีกว่า "ยอมรับว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าใครมานั่งดูตรงนี้แล้วจะรู้ เพราะมีปัญหาเต็มไปหมด ทั้งเรื่องความขัดแย้ง กฎหมาย ฯลฯ ถ้าคิดหรือเขียนอย่างเดียวก็ได้แค่นั้น แต่ถ้าผมไม่อ่านก็โง่ เชื่อทุกอย่างก็บ้า โดยเฉพาะโซเชียลฯ ในวันนี้ ขอให้เลือกดูด้วย ดูแล้วอย่าเชื่อมาก เพราะโลกปัจจุบันผมห้ามใครไม่ได้ แต่ทุกคนต้องรู้ว่าที่เขียนมานั้นใช่หรือบิดเบือน ขออย่าสร้างความขัดแย้งกันอีกเลย ผมไม่ต้องการใช้กฎหมายมากขึ้น วันนี้ดูรูปตัวเองก็แก่ไปเยอะ แต่ก่อนหน้าผมไม่เป็นแบบนี้ สงสัยกล้องไม่ดี"
    หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ยังไม่ทราบ ข่าวมาจากไหน กระแสข่าวก็คือกระแส เมื่อถามว่าวันนี้จะมีการนัดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องคุยกันอยู่แล้ว วันนี้คุยได้แล้ว เริ่มคุยได้แล้ว ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด 
    เมื่อถามว่า ภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เกิดความเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร สื่อก็เขียนกันไปกันมาจนเละเทะไปหมด อย่าทำให้ทุกอย่างเกิดความไม่เชื่อมั่นกันตั้งแต่วันนี้ คือไม่มีอะไร ที่ตั้งออกมาแล้วพอใจทุกคนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ทุกอย่างมันเข้ามาด้วยกระบวนการประชาธิปไตยเต็มร้อย มีการเลือกตั้ง ก็ไปดูกันมาว่ามีที่มากันอย่างไร รวมถึงวิธีการปฏิบัติทางการเมืองเป็นอย่างไร ตนก็ต้องปรับตัวเองไปตรงนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ใช้วิธีที่ตนตัดสินใจเพียงคนเดียว มันไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว แต่ตนจะมีอำนาจในการตัดสินใจอีกครั้ง เมื่อตนเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ต้องกังวล 
    ถามว่า ได้มีการทาบทามให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร่วมงานในรัฐบาลใหม่แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามกลับทันทีว่า ทำไม รังเกียจอะไรท่านหรือ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ 
มาด้วยกลไก ปชต.
    เมื่อถามว่า ครม.ชุดใหม่จะมีรายชื่อคนนอกจำนวนกี่คน นายกฯ ถึงกับร้องโอ้โห ก่อนกล่าวว่า นักการเมืองเขามาด้วย ตนจะเอาคนนอกคนในได้อย่างไร มันก็มาจากพรรคการเมืองหมด รัฐมนตรีก็ต้องมาจากนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่มั้ง 
    ถามอีกว่า รัฐบาลจะมีการปรับโฉมใหม่เพื่อให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ไม่ใช่รัฐบาลปรับโฉมใหม่ เพราะมันมาด้วยกลไกของประชาธิปไตย มาจากคนทุกคน มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่ฟังเขาเลย ไม่ร่วมมือกันเลยจะไปได้หรือไม่ 
    "ผมดูเอง แต่ผมไม่ได้พูดว่าจะดูกลาโหม แต่ผมจะดูในภาพรวมเอง" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าห้องรับรองที่สโมสรทหารบก โดยมี พล.อ.ประวิตรและ พล.อ.อนุพงษ์รออยู่ข้างในห้องก่อนแล้ว จากนั้นได้ปิดห้องพูดคุยเป็นการส่วนตัวประมาณ 20 นาที ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายเดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถาม พล.อ.ประวิตรถึงกระแสข่าวจะเหลือนั่งรองนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียว และ พล.อ.ประยุทธ์จะนั่งนายกฯ ควบรมว.กลาโหมด้วยตัวเอง ซึ่ง พล.อ.ประวิตรยิ้มกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่รู้ๆ" จากนั้นเดินขึ้นรถกลับทันที
    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ได้นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายกองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ตรวจดูความพร้อมห้องทำงานของรองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่ตึกบัญชาการ 2 รวมถึงการสอบถามรองนายกฯ ที่มีอยู่ขณะนี้ว่ามีความประสงค์จะปรับเปลี่ยนห้องทำงานใหม่หรือไม่ โดยได้เดินตรวจดูห้องเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ 
    ขณะเดียวกัน ที่พรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค เดินทางเข้าพรรคเพื่อหารือถึงความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาล  จากนั้นช่วงบ่ายมีการประชุมคณะทำงานจัดทำนโยบายรัฐบาลในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ในฐานะหัวหน้าคณะประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในการจัดทำนโยบายเป็นประธานในที่ประชุม 
    นายสนธิรัตน์กล่าวว่า หลังจากที่พรรคพลังประชารัฐได้พูดคุยในด้านนโยบายภายในพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป สำหรับการจัดทำร่างนโยบายของพรรคพลังประชารัฐนั้น เราต้องการให้สามารถจับต้องได้  จึงได้เพิ่มรายละเอียดเข้าไปจำนวนมาก โดยเริ่มจาก 12 ประเด็นที่ทางพรรค พปชร.ต้องการจะทำ คาดว่าการประชุมในวันนี้จะมีความคืบหน้าพอสมควร เพื่อที่นโยบายของเราจะสอดรับกับนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนความคืบหน้าการจัดสรรตำแหน่ง ครม.ในรัฐบาลชุดใหม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้พิจารณา  คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ 
'มนัส'ส่งญาติเป็น รมต.
    ด้านนายกอบศักดิ์กล่าวเสริมว่า การประชุมวันนี้ถือเป็นก้าวแรกของคณะทำงานชุดนี้ ที่เน้นนโยบายภายในพรรคเป็นสำคัญ ก่อนที่จะมีการพูดคุยกับพรรคร่วมเพื่อเดินหน้านโยบายตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนโยบายของพรรคพปชร. สรุปมาจากนโยบาย 7-7-7 พันธกิจ 3 ด้าน ได้แก่ 1.สวัสดิการประชารัฐ ขจัดความเหลื่อมล้ำ เช่น  บัตรประชารัฐ ขยายโครงการบ้านล้านหลัง 2.สังคมประชารัฐ สงบสุข เข้มแข็ง แบ่งปัน เช่น โครงการ Bangkok 5.0 สังคมประชารัฐสีขาว และ 3.เศรษฐกิจประชารัฐ สร้างความสามารถและโอกาสที่เท่าเทียม  เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การส่งเสริมการท่องเที่ยว เมืองรองและชุมชน เสริมความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคเอกชน เร่งรัดขับเคลื่อนการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นต้น  
     ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  ส.ส.พะเยา พรรค พปชร. กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการจัดทัพโควตารัฐมนตรีว่า ในส่วนของพรรค พปชร.จบแล้ว เป็นไปตามข้อตกลงเดิม เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้จัดการ
           เมื่อถามว่า พรรค พปชร.เสียเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่อยากให้เรียกว่าเสียเก้าอี้ แต่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ภายในพรรคตกลงกันแล้ว
    เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าได้รับโควตารัฐมนตรี จำนวน 2 ที่นั่ง คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ รมช.การคลัง ร.อ.ธรรมนัสไม่ได้ปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว และระบุว่าการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต้องพิจารณาคนที่มีความสามารถที่เหมาะสม และตรงกับตำแหน่ง ต้องคำนึงถึงการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ให้กับประชาชน ทั้งนี้ จะไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากต้องการทำงานเป็น ส.ส.ดูแลประชาชนพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ในส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นโควตาที่ตนรับผิดชอบนั้น จะเลือกบุคคลที่มีนามสกุลเหมือนตนเข้าดำรงตำแหน่ง
     ร.อ.ธรรมนัสกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 13 มิถุนายน ช่วงบ่าย จะนัดหารือกับหัวหน้า 12 พรรคการเมืองขนาดเล็ก โดยมีหลายประเด็นที่จะพิจารณา ซึ่งรวมถึงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ที่คาดว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันได้ และมีข้อยุติในวันดังกล่าว
    มีรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าการแบ่งโควตารัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาล หลัง พล.อ.ประยุทธ์กระโดดลงมาเคลียร์ปัญหาการจัดสรรโควตารัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพลังประชารัฐด้วยตัวเอง จนได้ข้อยุติในระดับหนึ่ง รวมถึงแกนนำรัฐบาลสำคัญทั้ง 4 คน ยังอยู่ช่วยงานต่อในตำแหน่งเดิมทั้งหมดนั้น ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า จากเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์จะดำรงตำแหน่งนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียว ได้มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เมื่อมีรายงานข่าวว่า ค่ำวันที่ 11 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยเห็นชอบตรงกันถึงข้อตกลงใหม่ ที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ควบ รมว.กลาโหมด้วย
หึ่ง!"บิ๊กป้อม"วางมือ
     โดย พล.อ.ประวิตรจะเป็นรองนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียว ดูภาพรวมด้านความมั่นคง เนื่องจากตัว พล.อ.ประวิตรมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และต้องการให้ภาพลักษณ์ผู้นำกองทัพมีความเข้มแข็ง ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังเป็นรองนายกฯ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวอาจตัดสินใจไม่ไปต่อ เนื่องจากปัญหาสุขภาพ ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ยังอยู่ต่อเช่นเดียวกัน รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย
    ต่อมามีกระแสข่าวว่า ในส่วนของกระทรวงกลาโหมนั้น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล จะเป็น รมช.กลาโหม อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในช่วงเย็นได้รับการเปิดเผยจากคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ว่า พล.อ.ประวิตรอาจจะตัดสินใจขอพักและไม่รับตำแหน่งใดๆ เลยในรัฐบาลหน้า
    ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ หลังนายกฯ ลงมาเคลียร์ ส่วนของ 4 อดีตรัฐมนตรีที่จะนิ่งสุดคือ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค เป็น รมว.การคลัง,  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค จะได้นั่ง รมว.อุตสาหกรรม, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ส่วนของนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค หลังมีข่าวจะไปนั่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าอาจไม่มีชื่อเป็นรัฐมนตรีแล้ว หลังมีรายงานข่าวว่าช่วงดึกวันที่ 11 มิ.ย. ได้มีการวิ่งต่อรองอีกรอบจากกลุ่มภายในพลังประชารัฐด้วยกันเอง โดยตกเป็นไปโควตาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา แกนนำพรรค ที่ต่อมา ร.อ.ธรรมนัสให้สัมภาษณ์ว่า ได้โควตาดังกล่าว โดยจะให้คนในครอบครัวมาเป็นรัฐมนตรี 
    ส่วนที่ก่อนหน้านี้ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัสได้นั่ง รมว.แรงงานนั้น เมื่อมีการปรับเปลี่ยน ปรากฏชื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล แกนนำกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ พลังประชารัฐ ซึ่งเป็นเพื่อน พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมทหารรุ่น 12 นอกจากนี้ มีชื่อนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา บุตรชายนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล อยู่ในตำแหน่ง รมช.คมนาคม
    ขณะที่โควตาของกลุ่มสามมิตร ยังคงเป็นไปตามโผเดิม หลังเก้าอี้ รมว.คมนาคมและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หลุดให้กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่ม จะได้เก้าอี้ รมว.พลังงาน, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นั่ง รมว.ยุติธรรม และนายอนุชา นาคาศัย รมช.การคลัง ส่วนกลุ่ม กทม.เหมือนเดิมเช่นกัน โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายอิทธิพล คุณปลื้ม รองหัวหน้าพรรค จะได้นั่งเป็น รมว.วัฒนธรรม
ภท.แบ่งเค้กลงตัว
    ทางด้านแกนนำพรรคภูมิใจไทย มีการหารือเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีตามโควตาของพรรค 8 ตำแหน่ง  ซึ่งจะส่งรายชื่อดังกล่าวให้ พล.อ.ประยุทธ์ภายในสัปดาห์หน้านี้ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ สามีนางนาที รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ที่นำ ส.ส.เขตป้ายพรรคภูมิใจไทย 8 เก้าอี้ ตำแหน่ง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 
     ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 กระทรวง  ประกอบด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย, นายชาดา ไทยเศรษฐ์  ส.ส.อุทัยธานี ที่คว้า ส.ส.มาได้ 3 ที่นั่ง คือ จังหวัดอุทัยธานี 2 ที่นั่ง และนครสวรรค์ 1 นั่ง ดำรงตำแหน่งตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์, น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ บุตรสาวนายสุนทร วิลาวัลย์ ที่นำทัพได้ ส.ส.ยกจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 3 ที่นั่ง ตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ และนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทุนภาคอีสาน ในฐานะประธานบริหารบริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮง จำกัด ที่การเลือกตั้งครั้งนี้นำกวาด ส.ส.เมืองนครราชสีมาได้ถึง 3 ที่นั่ง ได้นั่ง รมช.พาณิชย์
    ส่วนความคืบหน้าในการพิจารณาตัวบุคคลไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ซึ่งประกอบด้วย รองหัวหน้าพรรค ทั้งรองภาคและรองภารกิจ โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าต้องเป็นข้อบังคับพรรค อาทิ เป็นอดีต ส.ส.ปี 2554 หรือ ส.ส.ปัจจุบัน ซึ่งจะมีการพิจารณาเกลี่ยเป็นรายภาคจากสัดส่วน ส.ส.เขตที่ได้รับการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา รวมถึงการใช้หลักอาวุโส ความรู้ ความสามารถมาพิจารณาประกอบด้วย แต่ในส่วนของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค จะอยู่นอกเหนือหลักเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นโควตาพิเศษ ซึ่งมีรายงานว่านายจุรินทร์จะดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์
    ส่วนนายเฉลิมชัยจะนั่งเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ และอีกตำแหน่งหนึ่งที่นิ่งแล้วคือ รมช.มหาดไทย โดยนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค จะนั่งในตำแหน่งนี้ ส่วนอีก 4 ตำแหน่งที่ยังไม่นิ่งคือ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, รมช.สาธารณสุข, รมช.คมนาคม และ รมช.ศึกษาธิการ
     สำหรับตำแหน่งที่ยังไม่นิ่ง ได้มีการมอบหมายให้รองหัวหน้าภาคเป็นผู้พิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งสัดส่วนของแต่ละภาคที่เดิมภาคใต้จะได้ 3 ตำแหน่งนั้น ลดลงเหลือ 2 ตำแหน่ง เนื่องจากต้องเกลี่ยเก้าอี้ รมต. 1 ที่นั่งให้ภาคเหนือ โดย 2 ตำแหน่งที่เหลือมีหลายคนที่มีอาวุโส อาทิ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าภาคใต้, นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช, นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา, นายวิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง และ ส.ส.ภาคใต้ 5 สมัย 6 คน อาทิ นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง และนายประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ส่วนภาคเหนือ 1 ตำแหน่ง มีการเสนอรายชื่อ 3 คน ประกอบด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก, นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ,  นายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าภาคเหนือ
ปชป.รอหัวหน้าเคาะ
    สำหรับสัดส่วนของอีสานแม้จะได้ ส.ส.เพียงแค่ 2 คน จะได้ รมต. 1 ตำแหน่งด้วย ซึ่งมีการเสนอชื่อคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรค, นายอิสสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายไชยยศ จิระเมธากร รองหัวหน้าภาคอีสาน ขณะที่ภาคกลางมี ส.ส. 8 คน ได้โควตา รมต. 1 ตำแหน่ง ซึ่งมีการเสนอชื่อนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค และนายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ โดยคาดว่านายสาธิตน่าจะได้รับตำแหน่ง รมช.กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม พรรคยังไม่ได้มีการนัดประชุมร่วมระหว่าง กก.บห.และ ส.ส.เพื่อพิจารณารายชื่อรัฐมนตรี เนื่องจากต้องรอให้พรรคแกนนำคือพลังประชารัฐแจ้งมาก่อน โดยพรรคพร้อมเรียกประชุมได้ทันที ซึ่งอำนาจสุดท้ายอยู่ที่หัวหน้าพรรคจะพิจารณาว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดบุคคลเป็นรัฐมนตรีของพรรค    
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคปชป. กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้ภาวะผู้นำเร่งด่วนใน 2 เรื่อง คือ 1.ให้พรรคการเมืองต่างๆ คัดสรรคนดีมีความสามารถเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีตามโควตาที่ตกลงกันไว้โดยเร็ว 2.ต้องเร่งระดมจัดทำนโยบายของรัฐบาล เพราะมีส่วนสำคัญในการบริหารประเทศให้สำเร็จได้ และต้องนำเอานโยบายที่โดดเด่นของพรรคร่วมรัฐบาลที่ใช้รณรงค์หาเสียงมาผสมผสานเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะทำให้รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่ดี ต้องสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินให้แล้วเสร็จเมื่อไหร่ เพื่อลดความความกดดันทางสังคมและกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย   
    "ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าการเกษตรต้องใช้นโยบายประกันรายได้ของเกษตรกรที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอจะทำสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นทุกอย่าง สำหรับนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ถือว่าเป็นมะเร็งร้ายของสังคมไทย ต้องถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลชุดนี้ อย่าให้รัฐบาลนี้ต้องถูกวิจารณ์เหมือนรัฐบาลของท่านในสมัยแรกว่าท่านปล่อยปละละเลย ไม่เข้มงวดต่อคนรอบข้าง บริวาร และเพื่อนฝูงของท่านเท่าที่ควร" นายเทพไท กล่าว   
    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่สื่อใหญ่ต่างประเทศหลายสำนักได้ให้ความเห็นในทางลบอย่างมาก เช่น นิกเกอิรีวิวของญี่ปุ่น วิจารณ์ว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ทำประเทศไทยถอยหลังกลับไป 30 ปี ดิอีโคโนมิสต์ของอังกฤษวิจารณ์ว่า พล.อ.ประยุทธ์บิดเบือนกฎหมายเพื่อสืบทอดอำนาจ วอชิงตันโพสต์ สื่อทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ ถึงกับแนะให้รัฐบาลสหรัฐอย่าได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบกับรัฐบาลไทยโดยระบุชัดเจนว่าเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม 
     "การที่สื่อใหญ่ระดับโลกให้ความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศอย่างแน่นอน จะไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ เศรษฐกิจไทยก็จะยังคงย่ำแย่ลงต่อไป ประชาชนจะยิ่งลำบากมากขึ้น การคัดเลือกบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในขั้นตอนต่อไป อยากให้เลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง มีประวัติการทำงานที่โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือต้องไม่ยี้  หลายชื่อที่ปรากฏในหน้าสื่อได้เริ่มสร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก เพราะ 5 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจเต็มยังไม่สามารถทำเศรษฐกิจให้ดีได้ แล้วจะไปทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นจึงอยากให้คัดบุคคลให้เหมาะสมและดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็จะไม่ทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักมากลงไปอีก" นายพิชัยกล่าว. 


เมื่อ ส.ส. "ไม่ รพช." ก็ดีไปอย่าง จะได้ตรวจสอบซึ่งกันและกัน สภาฯ สถานที่ออกกฎหมาย จะได้น่าเชื่อถือ

ไทยที่ "ดังและดี" ในตัวเอง
เส้นทางบรรจบ 'ประยุทธ์-ชวน'
จุดตายของ 'ธนาธร'
กเฬวรากลี้ภัยใจคด
ผิดพลาดของการตรากฎหมาย?
วันนี้ "ตามใจแฟน" ซักวัน