ผู้เฒ่าเตือนสติเรียนรู้วิถีพุทธ สะเดาะเคราะห์ได้บุญไม่ถูกหลอก


   

 

            กวาดจับปรับกันอยู่บ่อยๆ แต่ทว่าปัญหาพ่อค้าแม่ขายฉวยโอกาสขึ้นราคาปลาปล่อยสะเดาะเคราะห์ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ แม้ปัจจุบันไม่ได้วางกันอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ก็ยังมีใบสั่งจองมาให้ลูกค้าได้เรียกใช้บริการอย่างลับๆ อันเนื่องมาจากความเชื่อของชาวพุทธ ที่ต้องการไถ่ชีวิตสัตว์พร้อมกับการปล่อยสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิตให้ไหลไปกับสายน้ำ ซึ่งมีทั้งปลาไหล หอยขม เต่า กบ ที่มีความหมายในเรื่องดีๆ ที่แตกต่างกันไป

       แม้การให้ชีวิตกับสัตว์ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้โอกาสนี้ขายสัตว์น้ำในราคาที่แพงเกินจริง หรือบอกราคาไม่หมดกระทั่งคิดเงิน จนทำให้สายบุญหลายรายมีเงิบ!! เพราะต้องจ่ายในราคาสูงลิบ...ไม่รอช้ารีบไปสอบถามคนรุ่นใหญ่ กับวิธีปล่อยเคราะห์ที่มีมาแต่โบราณ ที่ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในทางที่เอาเปรียบผู้บริโภค

       เริ่มกันที่ คุณป้าตุ๊ก - กัลป์ยานี วัย 66 ปี บอกว่า “จริงๆ แล้วเรื่องนี้แก้ยากนะ เพราะเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมแม่ค้าที่ขายได้ ส่วนหนึ่งถ้าเด็ดขาดไปเขาก็จะหมดช่องทางทำมาหากิน มันก็เท่ากับเราทำบาปกับพ่อค้าแม่ขายอีก ป้ามองกลางๆ และคิดในทางที่ดีว่า ถ้าเราปล่อยสัตว์น้ำไปแล้ว ก็เท่ากับเราได้ทำบุญแล้ว เรื่องอื่นนั้นก็ไม่เป็นไร ไม่ได้กังวล เพราะถือว่าเราทำความดีไปแล้ว ขนาดป้าเห็นคนแก่มาเดินขายเมี่ยงคำถุงละ 60 บาท แม้จะกินยาก แต่ป้าก็ช่วยอุดหนุนค่ะ เพราะถ้าคิดในแง่ดี คนแก่ก็ยังทำมาหากิน ไม่งอมืองอเท้า  ช่วยได้ก็ช่วยค่ะ

       ทว่าการซื้อสัตว์น้ำไปเอง เป็นอีกมุมมองของ คุณป้ากลอย (นามสมมุติ) ซึ่งกำลังนั่งพักขณะรำไทเก๊กที่สวนลุมพินี บอกให้ฟังจากประสบการณ์ตรงว่า “ส่วนตัวก็เคยมีประสบการณ์ซื้อปลาแพง ป้าคิดว่าทางออกของการขายปลาปล่อยแพงนั้น การซื้อไปเองจะดีที่สุดค่ะ จากที่ขายตัวละ 10 บาท ถ้าไปซื้อในแหล่งจริงๆ จะเหลือตัวละประมาณ 5 บาทเท่านั้น ใช้วิธีทำบุญแบบนี้ค่ะ สบายใจดี ไม่ต้องไปทะเลาะกับแม่ค้าอีก ก็ถือเป็นการตัดปัญหาไป และ ทำให้เราได้สะเดาะเคราะห์อย่างสบายใจอีกด้วย

       อีกหนึ่งมุมที่เรามักมองข้ามสำหรับการให้ความรู้ที่ถูกต้องในการปล่อยสัตว์เพื่อคลายความไม่สบายใจ โดยเฉพาะหากทำผิดที่ อาจทำให้ปลา นก กบ ฯลฯ  ตายไปโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เพราะสัตว์ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้การบังคับใช้กฎหมายอนุรักษ์สัตว์เข้ามาดูแลเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่สำคัญมาก มุมมองจาก ลุงยุต (นามสมมุติ) “ผมคิดว่าถ้าจะแก้ปัญหา การเอาเปรียบเรื่องขายสัตว์ปล่อยแพง ก่อนอื่นต้องบังคับใช้กฎหมายการอนุรักษ์สัตว์เข้ามาช่วย โดยการให้ความรู้กับพ่อค้าแม่ขายว่าจริงๆ แล้วการนำสัตว์มากักขังไว้เพื่อรอจะจำหน่ายนั้นเป็นความผิด และผู้กระทำอาจต้องได้รับโทษ กระทั่งการให้ความรู้กับคนที่จะทำบุญว่า บางครั้งการสร้างกุศลด้วยวิธีนี้ อาจจะเป็นการทำบาปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นไปได้ เพราะบางครั้งเวลาที่ปล่อยสัตว์ลงน้ำเขาอาจจะตายได้ เช่น กระแสน้ำแรงไป หรือสัตว์ปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องยอมรับวิธีการทำบุญแบบศาสนาพุทธ เน้นการประพฤติดีประพฤติชอบ และงดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ก็ต้องทำอย่างถูกต้องและรอบคอบที่สุดครับ”

       คล้ายกับ คุณป้ามยุรี แซ่เตียว วัย 72 ปี ที่บอกว่าก่อนทำบุญนั้นต้องคิดอย่างรอบคอบ “ปกติแล้วป้าชอบไปปล่อยปลาแถวสะพานปิ่นเกล้า ก่อนซื้อก็จะสอบถามราคาก่อนว่าแพงเกินไปหรือไม่ ถ้าถามแล้วราคาสูงเกินไป ก็จะไม่ซื้อ แต่จะเปลี่ยนไปเลือกซื้ออีกที่หนึ่ง คือแถวศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่มักจะขายปลาปล่อยราคาถูก พูดง่ายๆ ว่าก่อนซื้อต้องถามราคาอย่างละเอียด ถ้ามาบอกราคาแพงทีหลังก็ไม่เอาค่ะ หรือถ้าใครไม่สบายใจก็สามารถซื้อสัตว์น้ำที่เราต้องการปล่อยไปเอง ก็จะสบายใจและสบายกระเป๋าค่ะ

     ขณะที่ ป้าหนู สมรักษ์ วัย 71 ปี แม่ค้าขายอาหารปลาละแวกสวนลุมพินี บอกว่า ส่วนตัวเคยได้ยินเรื่องดังกล่าว แต่ในฐานะของผู้ที่เป็นแม่ค้าเช่นเดียวกัน ก็คิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ตั้งใจจะทำความดี ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบาปอย่างมาก “ป้าเคยได้ยินเรื่องนี้ค่ะ ก็คิดว่าทั้งเสียความรู้สึก อีกทั้งมันจะเป็นบาป เพราะคนที่เขาต้องการมาปล่อยปลาก็เพื่อที่จะต่อชีวิตสัตว์และไล่สิ่งไม่ดีออกจากชีวิตเนื่องจากกำลังมีเคราะห์ ดังนั้นถ้าต้องเสียเงินแพงอีกก็เป็นอะไรที่แย่ค่ะ ส่วนตัวป้าคิดว่าการซื้อปลาในแหล่งที่ถูก เช่น ตลาดคลองเตย ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะทุกครั้งป้าก็จะไปซื้อที่นั่น และนำไปปล่อยแถวปากน้ำค่ะ จะได้ไม่เสียความตั้งใจในการทำความดีค่ะ

     ปิดท้ายกันที่ คุณลุงวิรุณ คุ้มสวน วัย 69 ปี บอกวิธีการแก้ปัญหาขายสัตว์น้ำแพงเวอร์ ที่นอกจากการจับและปรับจริงแล้ว ก็ยังมีทำบุญสะเดาะเคราะห์ อีกหลายรูปแบบให้เลือกทำ อธิบายว่า “ผมคิดว่าถ้าเราไม่ปล่อยสัตว์น้ำ ก็ยังมีอีกหลายวิธี เช่น การทำสังฆทาน, การบริจาคเลือด หรือแม้แต่การหยอดตู้บริจาคตาม รพ. แน่นอนว่าการทำบุญแบบนี้ดีกว่าครับ ส่วนตัวผมคิดว่าสัตว์ทุกชนิด มันควรจะได้อยู่ตามธรรมชาติของมันครับ ไม่ควรจะนำมาทำในลักษณะดังกล่าว”.


"ตัวอะไรเอ่ย........... หางอยู่ไทย หัวไปส่ายอยู่นอกประเทศ?" ไม่ใช่หัวเดียวนะ แต่ "ทีเดียว ๒ หัว" เลย

ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร