ครม.ประยุทธ์2/1 ผชิญศึกใน-ศึกนอก เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล


   

 หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. โดยมี 18 พรรคการเมืองได้เข้าร่วมพิธี

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยืนยันว่า จะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงวัย ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็ง

ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเงินการคลัง และเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี

สร้างสรรค์สังคมให้มีความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความกินดีอยู่ดี และความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน พร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งสถาบันชาติ ศาสนา ตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการ ฉายหนังม้วนเก่า หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.57 โดย พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศเบ็ดเสร็จกว่า 5 ปี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เสียของ ไม่ได้ทำตามสัญญา ไม่ได้ปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ไม่สร้างความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ

"เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน" เพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย ของ นายกฯ ประยุทธ์ คงจะไม่เป็นมนต์ขลังอีกต่อไปแล้ว เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาถือว่ารัฐบาล คสช.มีอายุนานเกินความคาดหมายแล้ว 

สำหรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 4 ปีต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์รัฐบาลประยุทธ์ 2/1 จะทำตามสัญญาได้อีกหรือไม โดยมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวแปรสำคัญ

โดยเฉพาะการจัดตั้ง รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ พรรคร่วมรัฐบาลถึง 19 พรรค จำนวน 254 เสียง ที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และความเชื่อมั่นในทุกด้าน               

จากความเคลื่อนไหวการจัดโผ ครม.มีการเจรจาต่อรองแย่งชิงเก้าอี้กันอุตลุด แม้แต่พรรคเดียวกันก็ยังมีปัญหาที่ไม่ลงตัว โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีหลายกลุ่มก๊วน แย่งชิงโควตา รมต.กันเอง ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีปัญหากรณี นายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ ที่งดออกเสียงโหวตนายกฯ ขณะที่ 10 พรรคเล็กก็งอแงพยายามสร้างอำนาจต่อรองขอเก้าอี้ รมต.

ล่าสุด นาย​ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ไม่พอใจที่พรรคพลังประชารัฐไม่ทำตามสัญญาที่จะให้เข้ามามีบทบาทดูแลด้านทรัพยากรธรรมชาติ และประกาศพร้อมจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ

และที่น่าจับตาคือ ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลซึ่งมีกลุ่มก๊วนมากที่สุด การจัดโผ ครม.ที่ไม่ลงตัวจนเกิดรอยร้าว พร้อมกับมีกระแสข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ จะเรียกประชุมใหญ่สามัญเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

โดยเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าพรรค แทน นายอุตตม สาวนายน และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรค แทน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

การกระโดดไปนั่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ครั้งนี้ เท่ากับลงลุยสนามการเมืองเต็มตัว สามารถเดินสายหาเสียงกับประชาชนในนามพรรคพลังประชารัฐได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น

ถือเป็นจังหวะก้าวของ พล.อ.ประยุทธ์-หัวหน้าคณะรัฐประหารยุค 4.0 ที่น่าจับตา  ซึ่งหลายฝ่ายปรามาสว่าทหารมาเล่นการเมืองจะซ้ำรอยอดีตที่มักจะล้มเหลว แต่คราวนี้เป็นการกระชับอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ คุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งใน ครม.-รัฐสถา และในพรรคแกนนำ เพื่อครองอำนาจในระยาวที่น่าจับตายิ่ง

สำหรับภาพลักษณ์ ครม.ก็มีส่วนสำคัญ เพราะรายชื่อ รมต.บางคน ก็เป็น รมต.ในยุค รัฐบาลทักษิณ ที่ถูกตรวจสอบเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ประกอบกับการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการใช้ทุนจำนวนมากก็ย่อมจะจ้องถอนทุนคืน

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จึงแถลงเรียกร้องรัฐบาลใหม่เน้นการปราบโกงต้องลงมืออย่างจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติเพื่อเรียกศรัทธาประชาชน ให้กำกับดูแลคนในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ไม่ให้มีพฤติกรรมฉ้อฉล คดโกง และมีมาตรการลงโทษถอดถอนอย่างชัดเจน

ทางด้านพรรคฝ่ายค้านก็ผนึกกำลังเตรียมทำงานในสภาฯ อย่างเข้มแข็ง พร้อมเข้าร่วมประชุมทุกนัดไม่ขาด โดย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่า เตรียมตั้งกระทู้ถามในสภาฯ และเสนอแก้ไขกฎหมายทันที เรื่องแรกที่เราจะทำคือ การปรับแก้ รธน. มาตรา 272 และ 279 ในเรื่องอำนาจของ ส.ว.และคำสั่ง คสช.มีอำนาจชั่วกาลปาวสาน ต่อไปจะรณรงค์การปฏิรูปกองทัพ ยุติการเกณฑ์ทหาร ยุติระบบราชการรวมศูนย์ และการกระจายอำนาจ และอำนาจที่ใช้กดทับเรามาตลอด 5 ปี จะใช้ไม่ได้

สำหรับปัจจัยนอกสภาฯ ที่กำลังเป็นเรื่องร้อนระอุคือ กรณี ช่อ-น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่เคยโพสต์ภาพกระทำมิบังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะเป็นเรื่องในอดีต แต่เป็นการเผยตัวตนและจุดยืนของโฆษกพรรคอนาคตใหม่อย่างชัดแจ้ง และยังสอดรับกับแนวคิดของ นายธนาธร รวมทั้ง นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการอนาคตใหม่ 

ทำให้สังคมมีความกังวลต่อบทบาทของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ในการเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรง ฝั่งอนาคตใหม่แย้งว่า เป็นการล่าแม่มด ดึงสถาบันมาเล่นการเมือง อีกฝั่งมองว่าเป็นการกระทำของตัวเองทั้งนั้น

ขณะที่กลุ่มหนึ่งตัวแทนทำดีเพื่อพ่อและกลุ่มคนไทยผู้รักชาติ จึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ดำเนินคดี น.ส.พรรณิการ์ กรณีโพสต์ภาพที่หมิ่นเหม่ว่าจะเข้าข่าวความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

แกนนำพรรคอนาคตใหม่พยายามอ้างว่าการตรวจสอบฝ่ายตัวเองว่าเป็นงาน IO ของทหาร หรือ Information Operation หรือ ปฏิบัติการข่าวสาร ซึ่งคือการเผยแพร่ความคิดและความเชื่อของฝ่ายตัวเอง ขณะเดียวกันก็ขัดขวางหรือทำลายศักยภาพของฝ่ายตรงข้ามเพื่อไม่ให้สามารถเผยแพร่ความคิดความเชื่อได้

                แต่จู่ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์นักเรียนมัธยมในภาคอีสาน ทำ พานไหว้ครูล้อการเมือง พร้อมกับมีการปล่อยข่าวว่า มีทหารและตำรวจยกกำลังเข้าไปในโรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ใน อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เพื่อข่มขู่ ให้ลบภาพพานไหว้ครูที่เสียดสีการเมือง ด้าน นายพิพัฒน์ ศรีสุขพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และนักเรียน ก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีทหารมาข่มขู่ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

                ขณะที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รับลูกทันที โดยกล่าวว่า ขอชื่นชมนักเรียนที่มีความสนใจการเมือง เรื่องการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวของพวกเรา ดีใจที่เห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มีความสนใจการเมือง และยืนยันว่าตนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรืออยู่เบื้องหลัง หมดเวลาแล้วที่จะใช้อำนาจข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก่อนหน้านี้มีประชาชนที่รักความยุติธรรมถูกคุกคามมากี่ครั้งแล้ว ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ

                ทั้งที่ นายธนาธร เคยให้สัมภาษณ์แทบลอยด์ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 พ.ค.61 ระบุว่า พิธีไหว้ครูเป็นพิธีกรรมที่ล้าหลังมาก เอาพิธีกรรมที่เจ้ายศเจ้าอย่างออกไปทั้งหมดจากระบบการศึกษา

                ที่น่าสนใจ การจัดทำพานดังกล่าวเกิดหลายพื้นที่ในภาคอีสาน โดย นายยุทธเดช ศรีพรหมทัต อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 จ.สกลนคร พรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความเชียร์นักเรียนสกลราชวิทยานุกูล โรงเรียนประจำ จ.สกลนคร ที่จัดทำพานไหว้ครูล้อการเมืองว่า เป็นการพลิกรูปแบบการไหว้ครู เข้ายุคสมัยโดยแท้ คิดนอกกรอบ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ข้าขอนับถือ

                สำหรับ นายยุทธเดช เป็นศิษยเก่าโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล มีเพื่อนเป็นอาจารย์ประจำโรงเรียนสกลราชฯ ด้วย และในวันที่นายธนาธรมาปราศรัยหาเสียงก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งครูและนักเรียนก็มารับและมาฟังการปราศรัยด้วย

                ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะงาน IO ไม่ใช่ทหารทำได้ฝ่ายเดียว ฝ่ายการเมืองก็ทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการชี้นำผู้คน ก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าทหารด้วยซ้ำ การเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ชนะการเลือกตั้งเหนือความคาดหมายในหลายพื้นที่ เพราะอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย

                บทบาทของพรรคอนาคตใหม่ ที่ชูงธงจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ยุคใหม่ กำลังท้าทายต่อสังคมไทย พฤติกรรมหลายอย่างไม่เคารพกฎเกณฑ์ประเพณีอันดีงามของชาติและกาลเทศะ การไหว้ครูเป็นประเพณีที่แสดงความเคารพและสักการะต่อครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ แต่อนาคตใหม่ยังออกหน้าสนับสนุนการทำพานไหว้ครูล้อการเมืองอย่างเปิดเผย

                พฤติการณ์ชี้นำเยาวชนของอนาคตใหม่ ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ยุวชนเรดการ์ด ในยุค แก๊งออฟโฟร์ ที่มีบทบาทสำคัญในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ทำลายสิ่งที่เป็นจีนและรากเหง้าของชาติ

                ขณะที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ถูกร้องเรียนให้หน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบหลายเรื่อง  โดนดำเนินคดีหลายข้อหา แต่แกนนำอนาคตใหม่พยายามอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความยุติธรรม จึงน่าจับตาว่าหากนำเรื่องคดีส่วนตัวมาอธิบายให้เรื่องส่วนรวมปลุกระดมมวลสมาชิกคนรุ่นใหม่ให้คล้อยตาม จะเกิดแรงกระเพื่อมต่อสังคมไทยและกระทบเสถียรภาพรัฐบาลอย่างแน่นอน

                ที่สำคัญ รัฐบาลประยุทธ์ 2/1 จะมีมาตรการป้องกันและรับมือกับปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปสู่ความรุนแรงซ้ำรอยประวัติศาสตร์อย่างที่หลายฝ่ายมีความกังวล!.

 

 


ยิ่งกว่าวันนั้นของเดือน........... "เอ๋-ปารีณา" เธอพูดถึง คุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส น่ะ ก็นะ.... ไม่เคยเห็นมาก่อนว่า กรรมาธิการสภาผู้แทนฯ จะแบ่งข้างแยกขั้วซัดกันเละขนาดนี้ เน้นสนองตัณหาตัวเอง ไม่สนใจว่าประชาชนจะได้อะไร

"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?