สงครามไซเบอร์ที่ไม่อาจมองข้าม


   

 การสื่อสารในยุคปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารออนไลน์ที่เรียกว่าเป็น Digital Communication การแย่งชิงพื้นที่ข่าวหรือการใช้การสื่อสารบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Cyber War คือการทำสงครามทางความคิดบนพื้นที่ออนไลน์ โดยผู้ที่จะทำสงครามดังกล่าวนี้จะต้องเป็นผู้ที่รู้ว่าจะต้องให้ข้อมูลอะไร และจะต้องสื่อสารข้อมูลดังกล่าวนั้นอย่างไรจึงจะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย สามารถจูงใจให้เกิดทัศนคติและพฤติกรรมที่ต้องการได้ นอกจากนั้นแล้ว จะต้องมีความสามารถในการวางยุทธศาสตร์การสื่อสารว่าจะสื่อเรื่องราวที่ต้องการจะสื่อนั้นผ่านช่องทางใด เวลาใด จะสื่ออย่างไรให้ข้อความนั้นเขาถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางและด้วยความถี่ที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะว่าสื่อสังคมออนไลน์นั้นมีอยู่หลายช่องทางที่ผู้สื่อจะต้องเลือกใส่ข้อความและมีลีลาการนำเสนอให้สอดคล้องกับลักษณะของแต่ละช่องทาง รวมทั้งจะต้องมีผู้ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยี เข้าใจกระบวนการของการกระจายข่าวสารของช่องทางแต่ละช่องทาง ที่จะทำให้ข้อความที่สื่อออกไปนั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นจำนวนมาก และให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้เห็นแล้วเกิดอาการหวาดผวาตกใจ เหมือนคนที่มีทหารในกองทัพเพียงไม่กี่คน แล้วได้เห็นข้าศึกมีทหารเป็นจำนวนมากก็เกิดอาการตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก

ในเวลานี้มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพยายามที่จะเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของวัยรุ่นที่เราเรียกว่า Gen Y และ Gen Z ด้วยการวางยุทธศาสตร์สงครามไซเบอร์ด้วยความเชี่ยวชาญ ทันสมัย สามารถเข้าถึงจิตใจของกลุ่มเป้าหมายในแทบทุกมิติของยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม เชื่อแน่ว่าพวกเขาจะต้องมี Digital Team ที่มีครบทั้งแม่ทัพ นายกอง เสนาธิการทั้งฝ่ายบู๊ และฝ่ายบุ๋น ฝ่ายเสบียง และพลรบที่ครบถ้วน เขาจะต้องมีแม่ทัพที่เป็นคนวางยุทธศาสตร์ เขาจะต้องมีเสนาธิการที่คุมการรบ และต้องมีครูฝึกที่จะฝึกพลรบของเขาให้มีความเชี่ยวชาญในการทำการรบบนพื้นที่ดิจิทัลทุกรูปแบบ โดยที่พลรบเหล่านี้บางคนก็เข้าร่วมกองทัพด้วยความเชื่อและศรัทธากองทัพ มีอุดมการณ์เดียวกัน ในขณะเดียวกันก็คงจะมีทหารรับจ้างที่เข้าร่วมสงครามเพื่อรายได้อยู่ด้วย พวกเขาจึงเป็นกองทัพที่ใหญ่โตที่ทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามตกอกตกใจจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก

ในกองทัพของเขาจะต้องมีคนวางแผนการสื่อสารที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อมีแผนแล้ว เขาต้องมีคนที่คิดเนื้อหา (Contents) ที่จะนำเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมาย ถ้าใครติดตามดูก็จะเห็นได้ว่าแก่นของเนื้อหาที่เขานำเสนอคือ “ใหม่และดีกว่า (new and improved)” ซึ่งเป็นเรื่องที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนที่ชอบของใหม่ และมักจะสรุปเอาง่ายๆ ว่า “ใหม่” ต้องแปลว่า “ดีกว่า” นอกจากนั้นแล้ว เมื่อลงรายละเอียดว่าเขามีอะไรใหม่และมีการปรับปรุงอะไรให้ดีกว่าบ้าง เขาก็เลือกเรื่องที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี เช่น การไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ไม่ต้องไหว้ครู ไม่ต้องหมอบกราบใคร ไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำทางความคิดของผู้อาวุโส กำจัดเผด็จการ ยับยั้งการสืบทอดอำนาจ และอีกหลายเรื่องที่เป็นการยกเลิกสิ่งเก่าๆ เดิมๆ ที่เยาวชนรู้สึกเบื่อหน่าย

นอกจากจะมีเนื้อหาที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายแล้ว พวกเขายังมีคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำเสนอเนื้อหาที่เขาต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ด้วยการรู้จักเลือกสรรถ้อยคำ กำหนดลีลา กำหนดวิธีการว่าเมื่อใดจะใช้ข้อความ เมื่อใดจะใช้ภาพนิ่ง เมื่อใดจะใช้คลิป ที่สำคัญก็คือเนื้อหาที่เขานำเสนอนั้นจะมีความรุนแรง ยั่วยุให้คนตอบโต้ และเมื่อมีใครเข้ามาตอบโต้ พวกเขาก็จะโต้กลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง หยาบคาย เพื่อที่จะทำให้คนที่ตอบโต้นั้นเกิดความท้อถอยที่จะต่อกรด้วย ในที่สุดก็ยอมจำนน ปล่อยให้มีแต่ข้อความของพวกเขาเต็มพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ จนฝ่ายตรงกันข้ามที่ได้พบเห็นตกใจไปตามๆ กัน แต่ก็มีคนเข้าทำสงครามกับพวกเขาจำนวนน้อยมาก และเป็นการต่อสู้แบบส่วนตัวที่ไม่ใช่กองทัพ ย่อมพ่ายแพ้กับการจัดทัพอย่างเป็นระบบของพรรคการเมืองดังกล่าวเป็นแน่แท้ แล้วก็เกิดกระแสความตกใจหวั่นไหวว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ถ้าหากกองทัพนี้ยังคงมุ่งหน้าที่จะทำสงครามไซเบอร์เพื่อใส่ชุดความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่หลายคนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ

นอกจากความสามารถด้านการจัดทำข้อมูล การเผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นระบบแล้ว พวกเขายังมีความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับสูง ที่จะทำให้ข่าวสารที่เขาเผยแพร่นั้นกระจายอยู่ในช่องทางต่างๆ เป็นจำนวนมาก มีกองทัพที่จะเป็นคน Post เป็นคน Share เป็นคนเขียน Comments เป็นคนใส่ #ข้อความต่างๆ ให้ไปรวมตัวอยู่ในเพจต่างๆ โดยใช้กองทัพที่มีอยู่ในการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ โดยกองทัพเหล่านี้จะต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งในด้านของการ Post เนื้อหา การ Share เนื้อหา การเขียน Comments ตอบโต้ และการใช้ #Marketing ให้เป็นประโยชน์ ทั้งหมดนี้ทำให้พรรคนี้เป็นพรรคที่ทำให้หลายคนไม่สบายใจว่าพวกเขาจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ เพราะเขามีท่าทีที่เป็นอันตรายต่อสถาบันต่างๆ ของประเทศ เป็นเรื่องที่คนไทยจำนวนมากยอมรับไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ต้องถามว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศชาติ ไม่คิดที่จะทำสงครามไซเบอร์เพื่อยับยั้งการรุกคืบของพวกเขาบ้างเลยหรือ อย่ามองว่าการทำสงครามไซเบอร์กับคนพวกนี้เป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถ้ามองแบบนั้นก็จบกัน ต้องมองว่าการทำสงครามไซเบอร์ในครั้งนี้ไม่ใช่การยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นการปกป้องความมั่นคงของประเทศชาติ กองทัพก็ควรจะทำ สภาความมั่นคงก็ควรจะทำ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติก็ควรจะทำ และกลุ่มประชาชนที่มีชื่อเรียกต่างๆ นานามากมายก็ควรจะทำ ไม่ใช่พวกเราทำสงครามไซเบอร์กันไม่เป็น คนที่ทำเป็นนั้นมี แต่พวกเขาไม่มีเจ้าภาพที่จะจัดทัพ พวกเขาไม่มีทรัพยากรในการจะดำเนินการ หากมีเจ้าภาพที่ชัดเจนบ้าง (ชัดเจนไม่ได้แปลว่าต้องเปิดเผย แต่คนที่จะเข้าร่วมกองทัพต้องรู้ว่าเขาทำงานกับผู้นำกลุ่มไหน) และมีทรัพยากรเพียงพอ การจะหาเสนาธิการและเหล่าบรรดาทหารกล้าเข้ามาร่วมกองทัพเพื่อทำสงครามไซเบอร์มีแน่นอน อยู่ที่ว่าเราคิดจะเริ่มต้นกันหรือยัง อย่ารอช้าจนกลายเป็นว่าสายเกินไปแล้ว เยาวชนของเรามีทัศนคติและพฤติกรรมที่กลายเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติไปแล้ว ต้องรีบแล้วนะคะ “มาช้าดีกว่าไม่มาเลย” ค่ะ. 


เห็น "ธนาธร-พรรณิการ์" เดินเร่ขายชาติไปทั่วยุโรป, สหรัฐแล้ว บอกตรงๆ.......... ทำให้นึกถึงคำว่า "ผัวหาบ-เมียคอน" ขึ้นมาติดหมัด!

'ช่วยกันมองประเทศสักครั้ง'
เรื่อง 'แค้นกับค้าน' ในสภา
ล้างมรดก คสช.=ดับอนาคตใหม่
จับ 'อุตตม' เป็นตัวประกัน?
ทำไม 'ธนาธร' เดินสายต่างประเทศ?
"ครม.ปู" ดีกว่า "ครม.ลุง" จริงหรือ?