รัฐบาลกับความเป็นไปของโลก


   

 อืมม์ม์ม์...เห็นว่าเริ่มเบาๆ ลงไปมั่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มด้ามขวาน หัวขวาน ไปยันถึงสันขวาน อะไรก็แล้วแต่ สำหรับกรณีการแย่งชาม ทวงชาม หรือทวงตำแหน่งรัฐมนตรี อะไรประมาณนั้น ซึ่งก็ต้องถือเป็นแนวโน้มที่ดี คืออย่างน้อย...ก็พอช่วยลดอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว เปรี้ยวมือ เปรี้ยวเท้า ของบรรดาชาวบ้าน ชาวช่อง เค้าลงไปได้บ้าง...

                                                                -----------------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...การเชื่อมประสาน การจัดสรร-ปันส่วน-ผสม บรรดา นักการเมือง จากพรรคการเมืองร่วมๆ 20 พรรค ยังไงๆ มันคงไม่อาจลื่นไหล คล่องแคล่ว คล่องคอ ไปได้โดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อแต่ละพรรค ยังประกอบไปด้วย มุ้ง แยกออกไปเป็นมุ้งๆ ไม่รู้จะกี่มุ้งต่อกี่มุ้ง และแต่ละมุ้ง ยังอาจมี ม่าน กั้นหน้า กั้นหลัง กั้นระหว่างกลางเอาไว้ซะอีกต่างหาก โอกาสที่มือประสานอย่าง ผู้กองมนัส จะต้องเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ต่อการแหวกมุ้ง ตลบมุ้ง รูดม่าน และม่านรูด ไปโดยตลอด ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

                                                               -----------------------------------------------------

                ยิ่งเมื่อต้องเจอกับภาวะ เสียงปริ่มน้ำ ตั้งแต่เริ่มแรก...คงหนีไม่พ้นต้องแหวกแล้ว แหวกอีก ชนิดกระดูกไหปลาร้า กระดูกข้อมือ ข้อแขน อาจถึงขั้นอักเสบเอาง่ายๆ  ดังนั้น...ไม่ว่าโดยสถานภาพ หรือโดยภาพลักษณ์ของรัฐบาล แม้ว่ายังไม่ได้เห็นหน้า เห็นตา กันแบบถนัดชัดเจน แต่ก็ส่งผลให้ใครต่อใคร อดห่วง อดกังวล ขึ้นมามิได้ ว่าจะมีโอกาสไปรอดได้อีกซักกี่น้ำ จะออกไปทางนกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำ หรือจะออกไปทางนกกระปูดตาแดงน้ำแห้งก็ตาย ก็ยังมิอาจสรุปได้...

                                                                -----------------------------------------------------

                แต่สำหรับผู้ที่พยายามมองโลกแง่ดี พยายามมองโลกให้สวยๆ เข้าไว้...ก็ดูจะยังหวังๆ หรือยังพยายามตั้งจิตอธิษฐานเอาไว้ประมาณว่า แม้ขณะที่รัฐบาลจะออกอาการ เป็ดง่อย ตั้งแต่แรก แต่ผู้ที่ถือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล หรือบรรดาฝ่ายค้านทั้งหลาย ก็น่าจะออกอาการไม่ต่างไปจากกันมากมายซักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น อนาคตไหม้ ที่มีโอกาสจะกลายเป็น ไก่ง่อย ในอีกไม่ช้า-ไม่นาน หรือแม้แต่ เผาไทย ที่ดูจะออกอาการ ไก่หงอย ยิ่งเข้าไปทุกที ด้วยเหตุเพราะ หัวหาย ขี้ก็เลยขาว ปีกหลุบ ปีกลู่ ไม่ได้ออกอาการแบบ ไก่เหลืองหางขาว หรือ ไก่เทาทองสายตี อันเป็นพันธุ์ไก่ชนที่น่ากลัว น่าเกรงขาม แต่อย่างใด...

                                                                  -------------------------------------------------------

                ดังนั้น...เมื่อ เป็ดง่อย ต้องเจอกับ ไก่ง่อย หรือ ไก่หงอย โอกาสที่พอจะอยู่ๆ กันไปได้ อย่างน้อยก็ซัก 1 ปี 2 ปี ไม่ต้องคว่ำข้าวเม่า คว่ำชามข้าว ตั้งแต่นกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำ ก็น่าจะพอเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย และภายใต้ช่วงระยะเวลาที่ยืดออกไปเป็นปีๆ จะ 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปียิ่งดีใหญ่ อาจพอได้ฝากผลงาน สืบงานต่อ ก่องานใหม่ ได้อย่างเป็นรูป เป็นร่าง เป็นเนื้อเป็นหนัง ขึ้นมาได้มั่ง อันจะช่วยให้การหา ทางออก-ทางรอด ตามระบบหรือตามกระบวนการประชาธิปไตย ประเภทยุบสภาฯ แล้วกลับไปเลือกตั้งกันใหม่ มันอาจถึงกับต้องเป็น ฝันร้าย หรือ ศุกร์ 13 ฝันหวาน มากมายเกินไปนัก...

                                                                    ---------------------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...ถึงแม้จะตั้งความหวัง ตั้งจิตอธิษฐาน หรือแม้กระทั่ง สาปแช่ง ให้บรรดาไก่ทั้งหลาย กลายสภาพเป็น ไก่ง่อย หรือ ไก่หงอย ไปโดยตลอด แต่เอาไป-เอามาแล้ว...บรรดา ปัญหา ของชาติบ้านเมือง มันคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับบรรดาไก่ๆ ทั้งหลายแต่เพียงเท่านั้น คือถึงแม้จะเล่นงานไก่ ถอนขนไก่ จับไก่แต่ละตัวเอาไปสับทำเป็นลาบไก่ เป็นไก่ย่างภูเขาไฟ หรือเป็นเมนูไก่แบบใดก็แล้วแต่ แต่ปัญหาหลักๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังต้องเผชิญหน้า มันคงไม่ได้หายไปกับไก่ หรือไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับไก่เอาเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเรื่องปาก-เรื่องท้อง หรือ ปัญหาเศรษฐกิจ นั่นแหละ ที่ไม่ว่าจะแก้ยังไง โอกาสที่จะแก้ได้ ก็อาจต้องรอจนกว่าน้ำจะท่วมหลังเป็ด โน่นเลย...

                                                                     ----------------------------------------------------------

                คือมันเป็นปัญหาที่แก้ยาก แก้เย็น เอามากๆ...เพราะมันเป็น ปัญหาระดับโลก เอาเลยก็ว่าได้ เป็น ช่วงระยะแห่งการเปลี่ยนผ่าน ระหว่าง ระเบียบโลกแบบเก่า ไปสู่ ระเบียบโลกแบบใหม่ ทั้งในแง่การเงิน การค้า การลงทุน แถมยังมีความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพัน อย่างแยกไม่ออกไปจากการเมือง การทหาร ไปจนถึงการเทคโนโลยีซะอีกด้วย ชนิดไม่ว่าจะเลือกข้าง-เลือกฝ่าย ไปทางฝ่ายไหนหรือฝ่ายไหน ก็มีแต่ต้อง เจ็บ ไปด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเจ็บมาก-เจ็บน้อย จะสาหัสปางตาย หรือจะมีโอกาสเถลือกไถล แถกไป-แถกมา ไปเป็นช่วงๆ เป็นระยะๆ...

                                                                     ------------------------------------------------------------

                เรียกว่า...ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเป็ด หรือรัฐบาลไก่ ลองถ้าเจอกับ ปัญหา ระดับนี้ มีแต่ต้องลำบากไปด้วยกันทั้งนั้น ถ้าหากนึกภาพไม่ออก ก็ลอง จินตนาการ ถึงภาวะความเป็นไปของโลก ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 เอาไว้เป็นตุ๊กตาก็น่าจะได้ แล้วลองย้อนกลับมาทบทวนดู ว่าภาวะความเป็นไปในระดับนี้ มันเคยส่งผลเช่นไรให้กับชาติบ้านเมืองในช่วงระยะนั้น นำมาซึ่งความปั่นป่วน รวนเร นำมาซึ่ง ความเปลี่ยนแปลง ในรูปใด แบบใด หลังจากนั้นถึงค่อยไปสรุปกันอีกทีว่า ความเป็นรัฐบาล ที่มีความเหมาะสม สอดคล้อง กับสถานการณ์ทำนองนี้ ควรจะมีหน้าตาออกไปในรูปไหน อย่างไร??? แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...คงมิอาจ ง่อย หรือ หงอย ได้โดยเด็ดขาด!!!

                                                                    ---------------------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Thomas Jefferson... In time of peace the people look most to their representatives; but in war, to the executive solely.- ในยามสงบ ประชาชนหวังพึ่งพาตัวแทนของตนอย่างถึงที่สุด แต่ในยามสงคราม มีแต่นักบริหารเท่านั้นที่พึ่งได้...

                                                                  ------------------------------------------------------------ 


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว