เดินหน้าตามครรลองประชาธิปไตยแบบไทยๆ


   

 เห็นข่าวพาดหัวตัวเบ้อเล่งของ ไทยโพสต์ วันวาน...สรุปสั้นๆ ว่า ปิดบัญชี ครม.บิ๊กตู่ 2 ซึ่งคงหมายถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลของท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ส่วนจะเป็น บิ๊กตู่ 1, บิ๊กตู่ 2 หรือ บิ๊กตู่ 2/1 ก็แล้วแต่จะว่ากันไปตามสภาพ น่าจะสิ้นเรื่อง สิ้นราว เบ็ดเสร็จ เรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ไม่ต้องมีหัวขวาน ด้ามขวาน หรือสันขวานใดๆ มาสร้างความปวดเศียร เวียนเกล้า อีกต่อไป...

                                                                  -------------------------------------------------

                ซึ่งก็ต้องถือเป็น ข่าวดี อยู่พอสมควร...เพราะแม้ว่ารูปร่าง หน้าตา ของรัฐบาลใหม่ จะออกไปในทางหล่อ-ไม่หล่อ ขี้ริ้ว-ไม่ขี้ริ้ว ยี้-ไม่ยี้ แต่การจัดสรร-ปันส่วน-ผสม จนเกิดความลงตัว หรือเกิด ความเป็นรัฐบาล ขึ้นมาได้นั้น อย่างน้อย...ก็น่าจะพอช่วยให้การ เดินหน้าประเทศไทย  สามารถเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นจริง เป็นจัง ได้ซะที ส่วนจะเดินหน้าไปสู่จุดไหน ต่อจุดไหน เดินหน้าเข้าคลอง หรือเดินๆ-ถอยๆ ติดกึก ติดกัก ไปเป็นระยะๆ ด้วยสาเหตุใดๆ ก็แล้วแต่ อันนั้น...คงต้องค่อยไปว่ากันอีกที...

                                                                  ----------------------------------------------------

                คือถ้าหากมองภาพโดยรวม ถึง องค์อำนาจอธิปไตย ภายใต้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องหวนกลับไปนำเอามาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหาร การปกครอง กันใหม่ อันประกอบไปด้วยอำนาจ 3 ส่วนหลักๆ คือนิติบัญญัติ-บริหาร-และตุลาการ คงต้องยอมรับว่า...ภายใต้การกำกับ ดูแล ของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างท่านอดีตนายกฯ คุณพี่ ชวน หลีกภัย นั้น น่าจะมีส่วนช่วยให้ภาพของอำนาจในส่วนนี้ ดูดีขึ้นมามั่งไม่มากก็น้อย แม้ว่ายังอาจต้องจัดสรร-ปันส่วน-ผสม ระหว่างผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและลากตั้งไปตามสภาพ หรือแม้ว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งจะพูดมาก พูดเยอะ พูดอะไรที่ออกไปทางไปไหนมา-สามวาสองศอก ซะจนเคย...

                                                                  ------------------------------------------------------

                แต่ด้วยความ จัดจ้าน ด้วยประสบการณ์ในระดับ แตกลายงา และด้วย หลักการ ในระดับแข็งโด่เด่เป็นด้ามๆ ของท่านอดีตนายกฯ คุณพี่ ชวน หลีกภัย นั้น อะไรต่อมิอะไรในอนาคตข้างหน้า มันคงไม่ถึงกับเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก เละเป็นเต้าหู้ตกโต๊ะ มากมายซักเท่าไหร่ อย่างมาก...ก็อาจแค่รำคาญหู รำคาญตา อยู่บ้างตามสมควร หรือตาม ธรรมชาติทางการเมือง โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องอาศัย ปาก อาศัยคำพูด คำจา ตั้งแต่ก่อนหน้าการหาเสียง ระหว่างการหาเสียง และหลังจากการหาเสียงมาโดยตลอด อำนาจในส่วนนี้จึงน่าจะพอใช้เป็นที่พึ่ง ที่หวัง ได้บ้างไม่มากก็น้อย...

                                                                ------------------------------------------------------------

                ไม่ต่างไปจาก อำนาจตุลาการ ที่แม้จะไม่ได้มาจากการ เลือกตั้งโดยตรง แต่ภายใต้มาตรฐานกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่า มาตรฐานสากล มาตั้งแต่อ้อน แต่ออก และด้วยการตัดสิน พิพากษา ภายใต้ พระปรมาภิไธย ขององค์พระประมุข หรือของพระมหากษัตริย์ที่มี ทศพิธราชธรรม เป็นตัวกำกับ อำนาจในส่วนนี้ก็ยังคงหวังได้ พึ่งได้ มาโดยตลอด แม้ว่าผู้ที่ผิดหวัง ไม่สมหวังบางราย จะหันไปด่า หันไปเยาะเย้ย ไยไพ ในขณะที่ตัวเองไม่สมหวัง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันมายกย่อง ชื่นชม สรรเสริญ เยินยอ ในขณะที่ตัวเองสมหวัง ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องของบางราย และบางครั้ง บางครา เท่านั้น...

                                                                  -------------------------------------------------------------

                ส่วนที่มันออกจะเป็นปัญหาแบบจริงๆ จังๆ และเป็นมาโดยตลอด...ก็เลยน่าจะหนีไม่พ้นไปจาก อำนาจบริหาร   หรืออำนาจของความเป็นรัฐบาลนั่นแหละเป็นสำคัญ การจัดสรร-ปันส่วน-ผสม ระหว่าง อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง กับ อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มันจึงอาจต้องถือเป็น สูตรสำเร็จ สำหรับชาติบ้านเมืองในบางช่วง บางระยะ โดยเฉพาะในระยะที่บรรดา ปวงชนชาวไทย ผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยทั้งมวล ดันหันมาแยกข้าง แยกฝ่าย อย่างชนิดเป็นระบบ เป็นกิจการ และเป็นกระบวนการ คือถ้าจะว่ากันไปตาม อำนาจอธิปไตยของปวงชนประมาณ 15 ล้านเสียง ที่พร้อมจะอนุมัติ อนุญาต ให้ โกงก็ไม่เป็นไร...แต่ขอให้เอามาแบ่งกันมั่ง โดยไม่ได้คิดสนใจต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชน อีกไม่รู้กี่สิบล้านเสียง แบบชนิดจังหวัดไหนไม่เลือกเรา...ก็อย่าไปให้ความสนใจ อะไรทำนองนั้น อันนี้...ย่อมมีแต่ ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย อย่างเท่าที่เคยเป็นมาในช่วง ทศวรรษแห่งความมืดมน นั่นเอง...

                                                                  -----------------------------------------------------------------

                การจัดสรร-ปันส่วน-ผสมระหว่าง อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง กับ อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงถือเป็นความจำเป็นและเป็น ข้อเท็จจริงทางการเมือง อันมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ เพราะอย่างน้อย...ก็น่าจะพอช่วยให้เกิดความถูกต้อง เป็นธรรม หรือช่วยให้เกิดการเดินหน้าไปตามครรลอง คลองธรรม โดยไม่ต้อง โกงแล้วเอามาแบ่งกันมั่ง กันไปตลอด ดังนั้น...ถ้าจะมองอำนาจบริหารในยุคที่ต้องอาศัยการจัดสรร-ปันส่วน-ผสม หรือต้องออกไปทางประชาธิปไตยแบบไฮบริด แบบครึ่งใบ หรืออะไรก็แล้วแต่ ว่ามันจะเวิร์ก-ไม่เวิร์ก ก็คงต้องอาศัย ความถูกต้อง-เป็นธรรม นั่นแหละเป็นมาตรฐานในการชี้วัด ตัดสิน...

                                                                  --------------------------------------------------------------------

                คือถ้าตราบใดที่ อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง  ยังยืนอยู่บนจุดยืนแห่งความถูกต้อง เป็นธรรม มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม หรืออะไรที่ออกไปทาง ธรรมๆ ทั้งหลายเป็นตัวกำกับ ไม่ได้โอนเอียงไปตามความต้องการของ อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ไปในทุกเรื่อง ทุกกรณี เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด หรือเพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ แต่เพียงเท่านั้น สุดท้ายแล้ว...ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมต้องดลบันดาลให้... ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม หรือ สุจริตธรรมย่อมเป็นเกราะบังศาสตร์พ้อง ต่ออำนาจบริหารได้โดยอัตโนมัติ นั่นแล...

                                                                     -----------------------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Sun Yat-Sen... Success comes early or late to those who strive, but the good are surely awarded in the end.- ความสำเร็จย่อมเป็นของผู้พากเพียรไม่เร็วก็ช้า แต่สำหรับคนดีแล้ว...ย่อมได้รับผลตอบแทนในบั้นปลายเสมอๆ...

                                                                      -----------------------------------------------------------------