พยานปากเอกซัดทอด 'ทักษิณ' ศาลฎีกาเฉลย 'อุตตม' รอดคุก!


   

             ในระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. โดยมีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแบ็กอัพ ไล่สแกนคุณสมบัติรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล

                กลับมีเสียงแย้งจากฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกฯ กลับมาปัดกวาดบ้านตัวเองเสียก่อนว่า คนใน พปชร.ผ่านคุณสมบัติชั้นสูงและจริยธรรมการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ก่อนที่จะไปเช็กบิลเพื่อนบ้านคนอื่นๆ

                ไล่เรียงตั้งแต่ตัวผู้นำเองมีความสง่างามเพียงพอหรือไม่ หลังเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารเข้ามายึดอำนาจพร้อมวางกติกา ทำพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจ หรือกระแสต่อต้านที่บุคคลซึ่งมีคดีความรุนแรงอย่าง เช่น เป็นกบฏ, ก่อการร้าย, ขัดขวางการเลือกตั้ง ที่กำลังจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรี    

                ล่าสุดยังมีการนำคดีเก่ามาปัดฝุ่นด้วยข้อมูลใหม่โดยเอกสารลับมากจาก "พิชัย นริพทะพันธุ์" อดีตรัฐมนตรีพลังงานและอดีตแกนนำ ทษช. เรียกร้องให้ "อุตตม สาวนายน" หัวหน้า พปชร. เคลียร์ตัวเองในสมัยยังเป็นคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย ว่าเป็นผู้ร่วมอนุมัติเงินกู้ให้กลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานครหรือไม่

                ขณะที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาตัดสินให้กรรมการบริหารแบงก์กรุงไทย 3 ใน 5 คนถูกจำคุกหลังทำให้ธนาคารกรุงไทยและรัฐเสียหาย 9.9 พันล้านบาท  

                แต่ทำไม “อุตตม” จึงลอยนวล... ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยกำลังจะไปดำรงตำแหน่ง รมว.การคลัง ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรฐานสูงขั้นเทพกว่าผู้บริหารธนาคารและวิญญูชนทั่วไป

                โดย "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" เลขาธิการ พปชร. ก็ออกมาแก้ข่าวแทนว่าเรื่องดังกล่าวจบไปแล้ว และเชื่อว่าเป็นประเด็นการเมืองไม่น่าหนักใจ

                ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่ยังคลุมเครือ เมื่อย้อนไปดูคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีกรุงไทยปล่อยกู้บริษัทในเครือกฤษดามหานคร จึงพอจะทราบได้ว่า เหตุไฉน อุตตม... จึงรอดคุก

                ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ประกอบกับคำวินิจฉัยของ "ศิริชัย วัฒนโยธิน" รองประธานศาลฎีกา และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีนี้ ได้อธิบายเบื้องหลังไว้อย่างน่าสนใจ

                คำวินิจฉัยตอนหนึ่งถึงกรณีว่า ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานบอร์ดแบงก์กรุงไทย และ "วิโรจน์ นวลแข" อดีตกรรมการผู้จัดการแบงก์กรุงไทย (ทั้ง 2 คนติดคุก) ร่วมกันกระทำความผิดกับ ทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

                ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2546 วันที่ประชุมอนุมัติสินเชื่อนั้น ร.ท.วิโรจน์ โทรศัพท์มาหา "ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์" บอร์ดแบงก์กรุงไทย (ขณะนั้น) ถูกกันไว้เป็นพยานสำคัญ ให้การว่า “ซูเปอร์บอส” ตกลงแล้ว ขอให้อย่าคัดค้าน

                หลังจากนั้น "อุตตม" พยานสำคัญอีกปากให้การต่อศาลว่าวันที่ประชุมอนุมัติสินเชื่อ "ชัยณรงค์" บอกตนว่า ร.ท.สุชายได้บอก "ชัยณรงค์" ว่า ขอให้พิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตนจึงคิดว่าเป็นสัญญาณที่ต้องการให้มีการอนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานครอย่างชัดเจน

                แม้ "ชัยณรงค์" และ "อุตตม" ต่างเป็นกรรมการบริหารที่เข้าร่วมประชุมในวันที่อนุมัติสินเชื่อ และถูกกันเป็นพยานก็ตาม แต่ "ชัยณรงค์" และ "อุตตม" ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ สังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งแต่ภายหลังเกิดเหตุไม่นานนัก

                นอกจากนี้ ชัยณรงค์ และ อุตตม ยังให้การต่อพนักงานสอบสวน ยืนยันว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวคือการขอให้อนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานคร ในตอนนั้น ทักษิณ ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกลไกของรัฐ หากไม่เป็นความจริง นายชัยณรงค์และนายอุตตมคงไม่กล้าที่จะปั้นน้ำเป็นตัว แต่งเรื่องขึ้นมาเองใส่ร้ายนายทักษิณเพราะอาจเป็นภัยแก่ตัวเอง

                ยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถืออีกส่วนคือ แม้ ชัยณรงค์ และ อุตตม ให้การเป็นคำบอกเล่าก็ตาม แต่เส้นทางการเงินจากแบงก์ชาติ พบว่ามีการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คจากเครือกฤษดามหานครไปเข้าบัญชีของ "พานทองแท้ ชินวัตร" กับเครือข่ายตระกูลชินวัตรเป็นจำนวนมาก ข้อเท็จจริงส่วนนี้คือคดีฟอกเงินกรุงไทย ที่ "พานทองแท้" กำลังเผชิญอยู่ในชั้นศาล

                ท้ายที่สุดคำวินิจฉัยระบุว่า ดังนั้น เมื่อประกอบกับคำให้การของ ชัยณรงค์ และ อุตตม แล้ว จึงเห็นว่ากรณีมีเหตุน่าเชื่อว่าการอนุมัติสินเชื่อให้เครือกฤษดามหานครดังกล่าวเป็นการรับผลประโยชน์ต่างตอบแทนแก่นายพานทองแท้กับพวก

                ข้อมูลนี้อาจช่วยไขปริศนา เหตุใดนายอุตตม แม้เป็นผู้อนุมัติเองและความผิดสำเร็จไปแล้ว แต่รอดคุก!!! เพราะเป็นพยานซัดทอดทักษิณ หรือ “ซูเปอร์บอส” ว่าเป็นตัวการใหญ่ทำความเสียหายให้รัฐเกือบหมื่นล้านบาท.