พปชร.ลากไส้กันเอง สามมิตรฮึ่ม!‘อนุชา’ขู่แฉเรื่องใหญ่/‘ประยุทธ์’ลั่นโควตาแก้ได้


เพิ่มเพื่อน    

"บิ๊กตู่" ยันเก้าอี้รัฐมนตรีแม้จะเป็นโควตาก็เปลี่ยนได้ ตนเองที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้ตัดสินใจแล้ว  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เลิกเคลื่อนไหวเกิดความวุ่ยวาย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต้องเข้าใจ "เพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี” แต่สามมิตรขย่มต่อ "อนุชา" เลียบค่ายไว้ใจ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อย่าเอาแม่ทัพศัตรูมาตัดคอตนเองทิ้ง ขู่ลากไส้แกนนำบางกลุ่มใน พปชร. ท่านอาจจะลืมไปว่าท่านใช้อะไรผมบ้าง ท่านทิ้งอะไรไว้ที่ผมบ้าง หากผมโดนรังแกจนทนไม่ได้ พวกท่านจะต้องมีข่าวระดับชาติเป็นแน่ๆ" 
    เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี  ทุกอย่างเป็นไปตามแบบที่ทุกรัฐบาลได้ดำเนินการมา ในเรื่องของกรอบการตรวจสอบ เพื่อให้มีการตรวจสอบได้ หลังจากตรวจสอบคุณสมบัติรายชื่อ ก็จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และหลังจากนั้นจะอยู่ในช่วง 15 วันที่จะต้องมีการแถลงนโยบาย 
    ทั้งนี้ การเป็นรัฐมนตรีไม่อยากให้มองว่ากระทรวงใหญ่หรือกระทรวงเล็ก กระทรวงเกรดเอ กระทรวงเกรดบี เพราะว่าไม่ใช่บริษัท ทุกกระทรวงมีความสำคัญเท่ากันหมด เพราะถูกเลือกมาด้วยปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ประชาชนชาวไทย  
    นายกฯ กล่าวว่า ดังนั้นการเป็นรัฐมนตรี อยากให้ดูความเหมาะสม ถึงแม้ว่าจะเป็นโควตาของแต่ละพรรคการเมือง แต่ถ้าทำไม่ดีก็สามารถปรับเปลี่ยนได้   ไม่ต้องกังวล แต่วันนี้อยากให้ทุกอย่างเดินหน้า แล้วการปฏิรูปการเมืองนายกรัฐมนตรีปฏิรูปคนเดียวไม่ได้  นักการเมืองทุกคน ทุกพรรค ต้องมุ่งหวังที่จะทำหน้าที่ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะคณะรัฐมนตรีเป็นของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ทั้งหมดต้องสามารถตอบความต้องการของประชาชนได้ และต้องเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศให้ได้ จึงขอให้หยุดการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะทางโซเชียลฯ เพราะตนเองที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้ตัดสินใจแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ 
    “รายชื่อที่เสนอมาเป็นรัฐมนตรีส่วนตัวรู้จักทุกคน  จึงขออย่าให้เกิดความวุ่นวายมาก ขณะนี้ในต่างประเทศให้การยอมรับว่าไทยมีรัฐบาลแล้ว ถ้าหากต่อไปไม่ดีสามารถแก้ไขได้ โดยยืนยันได้ ทำความเข้าใจกับทุกคนแล้ว และทุกคนเข้าใจกันดีไม่มีปัญหา เพราะต่างคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะใครก็ตาม ต้องเข้าใจผม เพราะผมเป็นนายกรัฐมนตรี” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลอยู่ร่วมกันไปก่อน เพราะมาถึงขนาดนี้แล้ว จะถอยกลับไม่ได้ ทุกเรื่องแม้กระทั่งการประชุมในสภา ที่เห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ขออย่าจ้องแต่จะล้มรัฐบาล หากเรื่องไหนทำให้เกิดความยั่งยืนของประเทศก็ควรจะยกมือพร้อมกันทั้งสภา ทั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในระหว่างการรวบรวมนโยบาย โดยให้เกียรติด้วยการจะนำนโยบายของฝ่ายค้านที่ตรงกับของรัฐบาลมารวมกัน เพราะเป็นความต้องการของคนทั้งประเทศ 
"อนุชา"ยันช่วยพรรคเยอะ
    ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ?และกรรมการบริหารพรรค แถลงว่า การแถลงข่าวของตนขอให้มั่นใจว่ามาจากตนทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดแต่งเติมให้ ต้องกราบขอบพระคุณ พล.อ.ประยุทธ์เป็นอย่างสูงที่จัดโผ ครม. เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา และบอกกับหัวหน้าพรรคว่าจบแล้ว ห้ามมีการเปลี่ยนแปลงแล้วเด็ดขาด และในโผนั้นมีชื่อตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 
    "ผมก็คิดว่านายกฯ คงทราบดี และคงรู้ถึงการทำงานที่ผ่านมาของพวกผม ที่ทุ่มเท หามรุ่งหามค่ำ ตั้งแต่เริ่มตั้งพรรค จนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อหวังว่าให้เพื่อนๆ ส.ส.ทุกคนของพรรคประสบความสำเร็จ เพื่อความสำเร็จของพรรค อีกทั้งเพื่อความสำเร็จที่สำคัญสูงสุดคือการได้นายกรัฐมนตรีที่พรรคและประชาชนต้องการ คือ พล.อ.ประยุทธ์ โดยพวกเราในหลายๆ ภาคส่วน ก็ทำกันจนประสบความสำเร็จ"
    นายอนุชากล่าวอีกว่า ผลสำเร็จดังกล่าวมาจากองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการคือ 1.การมีผู้นำที่ดีในการเสนอตัวชิงตำแหน่งนายกฯ 2.การเงินของพรรค 3.การมีบุคลากรที่ดีในการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. 4.การมีนโยบายที่ดีและยุทธศาสตร์ที่ดีในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และ 5.การจัดการบริหารงานของพรรค ที่ต้องทำอย่างดี ตนทำงานในพรรคหนักขนาดไหน แต่ตนก็ไม่เคยคิดว่าเป็นสาระสำคัญ เพราะสิ่งที่ตนหวังไว้คือ พรรคพลังประชารัฐสามารถรวบรวมคะแนนเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกฯ อีก มาวันนี้ตนก็รู้สึกภูมิใจและดีใจร่วมกับพรรค เอาเป็นว่าในพรรคใครมีปัญหาอะไร ทำอะไรไม่ได้ ก็มาใช้วานตน หัวหน้าพรรค เลขาฯ พรรค และผู้อำนวยการพรรค นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ก็ทราบดี 
    ส.ส.ชัยนาทระบุว่า ตอนนี้มีกระแสข่าวหนาหูว่ามีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรี อย่างเช่นตน และนายสุชาติ ชมกลิ่น ตามข่าวอาจต้องหลุดจากโผ หรือนายสุริยะ อาจต้องสลับจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อวานนี้ตนก็ได้บอกไปแล้วว่า ท่านนายกฯ ได้บอกท่านหัวหน้าพรรคแล้วว่าโผไม่เปลี่ยนแปลง เพราะนายกฯ เป็นชายชาติทหาร เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และจะเป็นผู้นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง พวกเราจึงมั่นใจว่าคำพูดของท่าน และเชื่อถือคำพูด 
    "แต่หากเป็นไปตามกระแสข่าวจริง ผมคงเสียใจอย่างยิ่งแทนพี่ๆ น้องๆ ของผมที่ต้องหลุดโผ หรือถูกเปลี่ยนตำแหน่ง ส่วนตัวผมนั้นถ้าจะถูกปรับออกก็ยินดี แต่ขอท่านนายกฯ ได้โปรดอย่าเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอื่นๆ โดยเฉพาะนายสุริยะ ที่ผมทำงานกับท่านมานาน ท่านเป็นบุคคลที่มีคุณค่า มีความสามารถ และอยากฝากไปถึงนายกฯ หากท่านได้ร่วมงานกับนายสุริยะ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนร่วมงานและพี่น้องประชาชน เพราะท่านเป็นคนเก่ง ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมาย ดังนั้น หากจำเป็นต้องออก หรือท่านนายกฯ จำเป็น ผมขอออกคนเดียวก็เพียงพอ" 
ไม่พอใจชาติพัฒนา
    นายอนุชากล่าวว่า แม้การนำพรรคชาติพัฒนาที่มี ส.ส เพียง 3 คนมาร่วมรับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งแต่เดิมเป็นคู่แข่งทางการเมืองตอนที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งตนคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องอย่างยิ่งที่จะเอามาแทนตำแหน่งของตนหรือของคนอื่นตามที่เป็นข่าว ซึ่งเสมือนหนึ่งว่าพวกตนไปรบจนได้รับชัยชนะ พอกลับบ้านถูกแม่ทัพนำศัตรูซึ่งตนไปต่อสู้ชนะมาเอามาตัดหัวตนทิ้ง แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าเป็นเช่นนั้นอาจจะด้วยความจำเป็นของท่านนายกฯ 
    "ผมไม่เชื่อว่าท่านนายกฯ เคยรับปากพรรคชาติพัฒนาไว้ว่าให้เป็นรัฐมนตรี อาจจะมีกลุ่มบุคคลภายในพรรคที่ไม่อยากให้ตนได้เป็นรัฐมนตรีไปเสนอท่านนายกฯ และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ตนขอกราบเท้าท่านนายกฯ ว่าตนไม่ขอรับตำแหน่งก็ได้ แต่ผมขอให้ท่านสุริยะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตามที่นายกฯ ได้ลั่นวาจาไว้ ผมจะไปกราบแทบเท้าท่านนายกฯ เลย"
    นายอนุชากล่าวว่า อีกข้อที่สำคัญที่ตนจะขอแถลงข่าวในวันนี้ เนื่องจากมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ที่อยู่ภายในพรรคเดียวกับตน เป็นผู้บริหารพรรค เหมือนกับตน แต่คอยรังแกพวกตน ที่พวกคุณเรียกพวกเราว่ากลุ่มสามมิตร ทั้งๆ ที่พวกตนเป็นคนพรรคพลังประชารัฐ เป็นลูกน้องท่านนายกฯ เหมือนกับพวกคุณ และตนก็ยังคอยรับใช้พวกคุณ ทำงานให้พวกคุณในทุกเรื่องที่พวกคุณต้องการ จนประสบความสำเร็จ ให้พวกคุณเสวยสุข แต่พวกคุณก็ยังรังแกพวกตน ไปให้ร้ายโจมตีพวกตนต่อผู้ใหญ่ ใช้สื่อโจมตี เสนอแต่เรื่องไม่ดีและเรื่องไม่จริงให้ท่านนายกฯ และผู้ใหญ่ที่น่านับถือฟัง จนพวกตนเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจของทั้งสองท่าน ว่าพวกท่าน ถ้าหากรักท่านนายกฯ หรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือจริง และรักพรรคจริง ขอได้โปรดหยุดการกระทำเหล่านี้นับแต่บัดนี้ 
    "ท่านอาจจะลืมไปว่าท่านใช้อะไรผมบ้าง ท่านทิ้งอะไรไว้ที่ผมบ้าง หากผมโดนรังแกจนทนไม่ได้ พวกท่านจะต้องมีข่าวระดับชาติเป็นแน่ๆ ผมเอาแน่ถ้ายังรังแกกันอีก พวกผมจะทนไม่ไหวแล้ว พวกผมมาทำงานให้ประเทศชาติ ไม่เคยให้ร้ายคนอื่น มีแต่จะสนับสนุน ผมเตือนด้วยความหวังว่ายังมีโอกาสที่เราจะทำงานร่วมกัน ภายใต้เจ้านายคนเดียวกันคือ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อนำพาพรรคเดินไปข้างหน้า นำนโยบายไปรับใช้พี่น้องประชาชน"
    นายอนุชากล่าวว่า ตนต้องกราบขอโทษท่านนายกฯ เป็นอย่างสูงด้วย ที่ลูกน้องทะเลาะเบาะแว้งกันเอง และตนก็อยากให้ท่านนายกฯ ลงมาดูแลพวกเรา ให้ความเป็นธรรมกับพวกเราที่เป็นลูกน้องท่านเหมือนกัน และตนจะไม่เสียใจแม้สักนิด หากถ้าพี่น้องของตนได้ตำแหน่งภายในพรรคตามที่นายกฯ รับปากไว้ ส่วนตัวของตนไม่เป็นไร ตนเป็นผู้เสียสละเอง หากตนไม่ได้เป็น ตนขอฝากนโยบายของพรรคที่ไปหาเสียงไว้กับพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร คือนโยบายเรื่องเงินบาทแรกของประเทศ เพราะตนเชื่อว่านายกฯ มีเมตตา รักที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกร 
ยันไม่ถอนตัวจากรัฐบาล
    แกนนำกลุ่มสามมิตรยังระบุอีกว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ตนต้องชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นสื่อที่ให้ร้ายโจมตีพวกตน ท่านเจ้าของสื่อเป็นบุคลากรที่อยู่ในพรรคนี้ ยืนยันไม่เคยคิดร้ายให้ร้ายข่าวทำรายผู้ใด แต่กลับถูกรังแกมาตลอด และหากท่านยังไม่หยุดตนจะตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกือบทุกวัน เพื่อนำข้อมูลความเป็นจริงมาสู่พี่น้องประชาชนและสื่อทั้งประเทศได้รู้ ทั้งที่เรามีผู้บริหารเป็นเจ้าของสื่อ แต่กลับมาทำร้ายคนในพรรคเดียวกัน 
    เมื่อถามว่า ประเมินสถานการณ์ของพรรคอย่างไร ที่ขณะนี้ดูเหมือนมีรอยร้าว นายอนุชาตอบว่า เป็นเรื่องที่ภายในพรรคต้องมาบริหารบุคลากรกันใหม่ ว่าพวกเราที่ทำงานกันถูกกลุ่มบุคคลที่กดหัวพวกเราได้ เขายังกดเราต่อไปอีกหรือ ต้องมาบริหารจัดการกันเองภายในพรรค และในกลุ่มบุคคลกลุ่มนี้ที่เป็นกลุ่มผู้บริหารพรรค ยังมีโอกาสกลับตัว ถ้ายังไม่กลับตนจะทำให้ดู ทำกันเกินไปแล้ว ตนเป็นลูกผู้ชาย ไม่ทำร้ายใครข้างหลัง ตนไม่ใส่กระโปรงไปแอบให้ร้ายใครแน่นอน ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคอาจจะทราบ แต่ไม่กล้าพูด แต่ครั้งนี้พวกตนทนไม่ไหวแล้ว และหากนายกฯ ให้โอกาสเข้าไปชี้แจง พวกเราก็จะชี้แจงให้ทราบถึงความเป็นมาเป็นไปในพรรค และอยากได้รับโอกาสและความเป็นธรรมจากท่านนายกฯ เพื่อให้การทำงานของพรรคประสบความสำเร็จในวันข้างหน้า และยังเชื่อมั่นว่านายกฯ คงไม่ถอดใจที่จะทิ้งพวกเราไป 
    ถามว่า ถ้านายกฯ ไม่ทบทวน ทางกลุ่มยืนยันจะไม่ขนสมาชิกออกไปใช่หรือไม่ นายอนุชาตอบว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น การเมืองก็เดินไป แต่อาจจะพบความลำบากบ้าง และถ้าเป็นขนาดนั้นก็คิดว่าในพรรคก็คงต้องมาบริหารจัดการกันใหม่เรื่องบุคลากร ว่าจริงๆแล้วการทำงานเราถูกกลุ่มบุคคลกดหัวพวกเราได้ และเขายังสามารถกดหัวเราต่อไปอีกหรือ และตนเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามไม่หวังดี 
    ซักว่าจะขอเข้าพบนายกฯ เลยหรือไม่ นายอนุชา ตอบว่า ถ้าเป็นไปได้อยากจะขอโอกาสเข้าไปชี้แจงกับนายกฯ เพราะนายกฯ อาจจะรับฟังข้อมูลจากกลุ่มที่ไม่หวังดีกับพวกตนมาเป็นเวลานาน ซึ่งตนคิดว่านายกฯ เป็นคนมีความเมตตาและความยุติธรรม ท่านกำลังจะมาเป็นผู้นำประเทศ ควรสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการจัดโผ ครม. 
    เมื่อถามว่า การเป็นผู้นำของนายกฯ จำเป็นต้องรักษาสัจจะด้วยหรือไม่ ในฐานะผู้นำรัฐบาล ส.ส.ชัยนาทผู้นี้ตอบว่า ความจริงการรักษาสัจจะควรเป็นทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย การที่เป็นผู้นำสูงสุดต้องรับฟังข้อมูลข่าวสาร เมื่อถามว่าคาดหวังนายกฯ จะรักษาสัจจะตรงนี้ใช่หรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่า ตนไม่เชื่อข่าวที่ออกมาว่าจะมีการเปลี่ยนวาจาที่ได้ตกลงกันไว้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ควรมีการพูดคุยกัน เพราะเราหวังให้นายกฯ ทำงานบริหารประเทศได้อยู่แล้ว 
คิดว่านายกฯ รักษาสัจจะ
    ถามอีกว่า ถ้านายกฯ ไม่รักษาสัจจะ รอยร้าวในพรรคจะยังคงมีต่อไปหรือไม่ นายอนุชาตอบว่า อย่าเพิ่งไปพูดว่านายกฯ ไม่รักษาสัจจะเลย ตนยังไม่เชื่อ ส่วนตัวยังคิดว่านายกฯ เป็นคนที่รักษาสัจจะ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าไม่กระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อพรรคและนายกฯ เพราะเชื่อว่านายกฯ คงจะชี้แจงถึงความจำเป็น ยังไม่เชื่อว่าจะมีทางตันของการเมือง นายกฯ เป็นคนมีความสามารถ ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นนายกฯ ได้ เชื่อว่าความสามารถของนายกฯ จะแก้ปัญหานี้ได้ 
    เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่กลุ่มสามมิตรทำให้พรรคมา แต่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา โดยเฉพาะการต่อรองเก้าอี้ นายอนุชาตอบว่า ตนคิดว่ากลุ่มตรงข้ามเขาไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน เขาคิดว่าเขาเป็นคนของเจ้านายคนเดียว เป็นลูกน้องที่มีความสำคัญแต่ผู้เดียว กดหัวเพื่อนร่วมงาน จนพวกเราไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดว่าการทำงานในพรรคหรือเดินต่อไปจะเป็นอย่างไร ถ้าให้เกียรติกันคงจบไปแล้ว พรรคจะเดินหน้าไปได้มากกว่านี้ เสียงปริ่มน้ำไม่ใช่เป็นปัญหาเลย ตนมั่นใจว่าจะสามารถบริหารเสียงปริ่มน้ำได้ การบริหารงานในพรรคอาจจะหนักว่าเสียงปริ่มน้ำเยอะ ตนคิดว่าคนเหล่านี้มีจิตใจไม่ปกติ ครั้งนี้มันสุดกระดานแล้ว ตนถอยจนไม่มีที่ให้ถอยแล้ว 
    ซักว่าก่อนที่จะมีการแฉ จะเคลียร์กันตัวต่อตัวหรือไม่ นายอนุชาตอบว่า แล้วแต่เขา ตนไม่แคร์อยู่แล้ว เอายังไงก็ได้ ถ้าตนจะรบแล้ว ตนไม่สน จะเอารูปแบบไหนก็ได้ เจอกันเดี๋ยวนี้ฟัดกันเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ 
    "หัวหน้าพรรคบอกกับผมด้วยว่า หากผมจะเป็น  หัวหน้าพรรคจะลาออกให้ก็ได้ เพราะฉะนั้นเป็นการบ่งบอกว่าหัวหน้าพรรคทราบดีว่าผมทำงานให้พรรคขนาดไหน" นายอนุชากล่าว 
    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และแกนนำกลุ่มสามมิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่าตนเองถูกสลับเก้าอี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และทำให้ตนโกรธและขู่ว่าจะนำ ส.ส.กลุ่มสามมิตรจำนวน 30 คนถอนตัวจากรัฐบาลว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรียังไม่แล้วเสร็จ ยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่าใครจะไปดำรงตำแหน่งไหน และที่สำคัญส่วนตัวเองนั้น ตลอดเวลาที่ทำงานการเมืองมา ไม่เคยใช้วิธีข่มขู่เพื่อขอตำแหน่ง การได้รับตำแหน่งที่ผ่านมาทุกรัฐบาลเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้ตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ ก็เพราะเห็นความทุ่มเททำงานให้กับพรรค และมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ 
    “ผมไม่เคยใช้วิธีกดดันหรือข่มขู่เพื่อขอตำแหน่งอะไรเลย และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมก็จะไม่ใช้วิธีการข่มขู่ เพราะเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากรทุกคนในพรรคว่าใครบ้างที่ร่วมสร้างพรรคกันมาตั้งแต่เริ่มต้น ทุ่มเททำงานให้กับพรรค ออกเดินสายหาเสียงทั่วประเทศจนทำให้พรรคพลังประชารัฐได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นโดยส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำ และมีหลักการพิจารณาในการตัดสินใจว่าใครจะไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด เพราะท่านต้องการเห็นการบริหารงานของรัฐบาลในอนาคตที่จะต้องมีเสถียรภาพและผลงานเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งผมเองก็เห็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน” นายสุริยะกล่าว 
อนาคตจะอยู่แบบไหน
       นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวหลุดจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน ว่าการจัดตั้ง ครม.ตนเพิ่งทราบวันที่ 11 มิ.ย. หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐได้ส่งรายชื่อผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีให้นายกฯ โดยนายบอกว่าที่ส่งมาไม่เปลี่ยนแล้วใช่ไหม โดยนายกฯ ไม่ได้รับปากตอนนั้นใครอยู่ตำแหน่งไหน โดยถามว่าโอเคตามนั้นนะ ไม่เปลี่ยนแล้วใช่ไหม ซึ่งไม่ได้รับปากว่าจะไม่มีการเปลี่ยนโผ ครม. แต่ผ่านไปเกือบเดือนออกมาแบบนี้ สับเปลี่ยนกันไปมา ในกลุ่ม ส.ส.ภาคกลาง 16 คนก็ต้องตกใจบ้าง แต่เมื่อเป็นดุลพินิจของนายกฯ ตนและ ส.ส.ในกลุ่มภาคกลางก็ยอมรับในกติกา 
    เขากล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วงเวลานี้คือ ส.ส.ภาคกลางมี 90 เขต พลังประชารัฐได้มาเยอะสุด 36 เขต วันนี้ภาคกลางเป็นฐานสำคัญพลังประชารัฐ และอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดังนั้นต้องทำภาคกลางให้เติบโตได้ 50-60 คน เพื่อสู้ประชาธิปัตย์กับภาคใต้ สู้เพื่อไทยกับภาคอีสานและเหนือ แต่ถ้าไม่มีตัวแทนในกลุ่มเป็นรัฐมนตรี ในอนาคตจะอยู่กันแบบไหนให้คำตอบไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
    ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังมีกระแสที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าโผรายชื่อ ครม. ในส่วนของพรรคมีการเปลี่ยนแปลงไปจากของเดิมเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ลงมานั่งหัวโต๊ะเคลียร์ปัญหาภายในจนลงตัวและทุกฝ่ายยอมรับ 
    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ชื่อนายอนุชาหลุดจากรมช.การคลัง และนายสุชาติหลุดจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาทันที โดยเฉพาะกับ ส.ส.ภาคกลาง ซึ่งรวมนายสุชาติ ที่เป็นแกนนำ จำนวน 16 คน ต่างผิดหวังหลังทราบข่าวดังกล่าว เนื่องจากทราบมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้ตกลงแล้วว่าจะให้นายสุชาตินั่ง รมว.แรงงาน 
    นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า ภายในพรรค พปชร. เริ่มมีความกังวลว่าเรื่องดังกล่าวว่าจะส่งผลกระทบกับการดำเนินงานในสภา ซึ่งเผชิญภาวะเสียงปริ่มน้ำ เนื่องจากปฏิกิริยาของ ส.ส.ในพรรคหลายคนมีท่าทีที่เปลี่ยนไปตั้งแต่ทราบว่าโควตาภาคกลางที่มีนายสุชาตินั่งรัฐมนตรีหลุดโผ จึงอาจส่งผลให้การกำหนดทิศทางหรือความเป็นเอกภาพในการร่วมมือเดินเกมในสภา เพื่อโหวตมติสำคัญต่างๆ จะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 
    นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะว่าที่ รมช.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับพิจารณาคำร้องวินิจฉัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 7 คนที่ถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนวัตถุประสงค์ประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนว่า ตนไม่รู้สึกหนักใจในการเตรียมการเพื่อชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกรณีดังกล่าวแตกต่างจากกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ประกอบกิจการสื่อ ซึ่งประเด็นอยู่ที่ว่าโอนหรือยัง แต่สำหรับกรณีของตนนั้น เป็นเพียงการจดทะเบียนบริษัทแบบฟอร์มทั่วไปที่เปิดโอกาสให้สามารถประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชนได้ 
    เขากล่าวว่า ความจริงบริษัทดังกล่าวได้ขออนุญาตทำเป็นเพียงธุรกิจปูนซีเมนต์ผสมเสร็จเท่านั้น ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจด้านสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ไม่ต้องการให้ถือหุ้นกิจการด้านสื่อสารมวลชน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ทั้งนี้ ได้เตรียมเอกสารชี้แจงต่อศาลเกือบเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเอกสารจากกรมศิลปากรที่จะใช้ประกอบเพื่อยืนยันว่าบริษัทที่ตนถือไม่ได้ทำสื่อ
เตือนมีปัญหางบประมาณ
    นายสาธิตกล่าวอีกว่า คุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะเข้มข้นกว่า ส.ส. โดยมาตรา 187 กำหนดเกี่ยวกับเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ว่าห้ามถือหุ้นบริษัทเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางออกมีอยู่สองทาง คือ โอนให้บริษัทกลาง หรือโอนขาย โอนให้ โดยขณะนี้ตนดำเนินการเรียบร้อยแล้ว
    นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กระบุว่า...เลือกตั้งผ่านมา 3 เดือนก็แล้ว นายกรัฐมนตรีก็ได้แล้ว แต่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่จบ พอจะเข้าใจในปัญหา เสียงก้ำกึ่ง ไม่มีใครชนะเด็ดขาด แถมมีเรื่องร้องเรียนทุจริต มีเรื่องฟ้องร้องระหว่างสองฝ่าย จำนวน ส.ส.ไม่นิ่ง จัดโควตาตำแหน่ง รมต.จึงไม่จบ
         "เห็นนายกฯ บอกกลางเดือนกรกฎาคมนี้จบแน่ จริงหรือไม่ เดี๋ยวก็คงรู้ ในมุมมองเศรษฐกิจ ไม่มีรัฐบาล ไม่มีนโยบาย ไม่มีงบประมาณ ไม่มีการใช้จ่ายเงินภาครัฐ ถ้าได้รัฐบาลกลางเดือนกรกฎา.จริง รัฐบาลแถลงนโยบายต้นสิงหา. เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเข้าสภาปลายเดือน สภาพิจารณา 3 เดือน ตั้งเป้าได้เลยว่าปลายปี ธันวาคมนั่นละครับถึงจะมีงบประมาณ หมายความว่าต้นปีงบประมาณ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 (ตุลา.-ธันวา.) รัฐบาลจะมีเงินเพื่อจ่ายเงินเดือน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางและค่าบริหารเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะงบประมาณยังไม่ผ่านสภา"
        "การลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายเงินตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ อย่างเก่งก็ไตรมาสแรกของปี (มกรา.-มีนา.) นับจากวันที่พวกเราไปหย่อนบัตร ใช้เวลาเกือบปีกว่าจะได้เห็นผลงาน ถ้าจะได้เห็น" นายกอร์ปศักดิ์ทิ้งท้าย
    นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการเฝ้าดูการฟอร์มรัฐบาลที่ไม่ลงตัว ก็จะทำให้ คสช.และรัฐบาลประยุทธ์ 1 อยู่ในอำนาจไปเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านก็อยากจะดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่ได้มีตำแหน่งใดในพรรคพลังประชารัฐมีน้ำยาไหม จะจัดการอย่างไร ขอรับรองว่าการกระทำต่างๆ โดยเฉพาะการสืบทอดอำนาจเผด็จการ คสช. จะไม่ยอมปล่อยให้หลุดรอดการถูกตรวจสอบของฝ่ายค้านไปได้อย่างเด็ดขาด สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์จะรู้เองว่านรกมีจริง ตามที่มีการเตือนมาก่อนหน้านี้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เชื่อ.


วานซืน....... ๑๒๐ คณาจารย์ โผลหัวจากง่ามตูดเพนกวิน ออกมาหนุน ๑๐ ข้อเสนอ "ล้มสถาบันกษัตริย์" ที่เวทีธรรมศาสตร์ ของฮองเฮาเกศินี ที่นายปริญญาเป็นโปรโมเตอร์ เมื่อ ๑๐ สิงหา.

'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?