ต้นเหตุของปัญหา


   

      อือมม์ม์ม์...ก็ต้องถือว่าโชคดีไป สำหรับการ หักมุมจบ หรือ มุมจบหัก ก็แล้วแต่จะเรียก คือจบเร็ว และออกจะจบแบบ หนังไทย หรือออกจะ แฮปปี้เอ็นดิ้ง พอสมควร ไม่ได้จบแบบ หนังชอว์บราเดอร์ ที่ไม่ว่าพระเอก ผู้ร้าย ตัวโกง ตัวตลก ต่างต้องตายเกลี้ยงกันไปเป็นแถบๆ ดังนั้น...สำหรับหนังเรื่อง แค้นสวาทต้องทวงคืน ที่กำลังฉายๆ อยู่ในวิก พลังประชารัฐ ช่วงนี้ คงต้องถือเป็นหนังระดับ อาร์ ไม่ถึงระดับ เอ็นซี-17 คือระดับเด็กและเยาวชนอายุ 17 ปี อาจพออนุญาตให้เข้าชมได้ โดยต้องมีผู้ใหญ่คอยช่วยให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ อะไรทำนองนั้น...

                                                            --------------------------------------------------

      พูดง่ายๆ ว่า... จบเร็ว ยังไงๆ มันย่อมต้องดีกว่า จบช้า แบบเดียวกับ โกรธง่าย-หายเร็ว นั่นแล โดยแม้ว่าความโกรธใดๆ ก็ตาม ย่อมถือเป็นเรื่องโง่ เรื่องบ้า อยู่แล้วแน่ๆ แต่ถ้าหากมันสูญสลาย หายไป ในแบบแวบๆ วาบๆ แค่ไม่กี่ชั่วโมง กี่นาที หรือกี่วินาที เท่านั้น ก็คงต้องถือเป็นเรื่อง ขอกันกินยังมากกว่านี้ ปล่อยให้มันได้ระบายออกมามั่ง ยังดีกว่าให้มันสะสม สั่งสม ตกตะกอนนอนก้น จนอาจกลายสภาพเป็นความเคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ ด้วยเหตุนี้...เมื่อ ส.สมศักดิ์ หรือ ส.สุริยะ ไม่คิดจะ งอแง ใดๆ ต่อไปอีกแว้ว ส่วนจะงอเงี้ยว เงี้ยวงอ หรือไม่ เพียงใด ก็แล้วแต่ ก็ต้องถือเป็นโชคดี สำหรับประเทศไทย สังคมไทย ที่ไม่ต้องอ้วกแตก อ้วกแตน มากมายเกินไปกว่านี้...

                                                                -----------------------------------------------

      คือเอาเข้าจริงๆ...ทั้ง ส.สมศักดิ์ และ ส.สุริยะ นั้น ต้องถือว่าออกจะเป็นอะไรที่ อ่านง่าย ไม่ถึงกับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ซ่อนคม มากมายซักเท่าไหร่ คิดยังไง นึกยังไง ไม่ว่าดี-ไม่ดี เหมาะ-ไม่เหมาะ ควร-ไม่ควร ก็พร้อมหลั่งพลั่กๆๆ ออกมาเป็นสายๆ แต่สำหรับ ส.อีก ส. คือ ส.สมคิด นี่สิ!!! แม้ไม่ได้โผล่เข้ามาในฉากหนึ่ง ฉากใด ของหนังเรื่อง แค้นสวาทต้องทวงคืน ที่ว่า หนักไปทางเงียบๆ เรียบๆ เชียบๆ มาโดยตลอด จนแทบสรุปไม่ออกว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับการแสดง หรือในฐานะใดๆ กันแน่ อันนี้นี่แหละ...ที่คงต้องอ่านกันประมาณ 3 ชั้น หรือ 8 ชั้น เป็นอย่างน้อย...

                                                                 -----------------------------------------------

      อีกทั้ง ส.สมคิด นั้น...ต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ว่า ย่อมไม่ใช่นักการเมืองประเภทออกไปทาง ตลาดล่าง แบบบรรดานักการเมืองทั่วๆ ไป คือหนักไปทาง มิลเลียนแนร์ หรือ บิลเลียนแนร์ โน่นเลย ไม่ว่าจะขยับเนื้อ ขยับตัว ไปในแนวไหน รูปไหน ก็ระดับปาเข้าไปนับเป็นพันๆ ล้าน หมื่นๆ ล้าน หรือแสนๆ ล้านเอาเลยก็ไม่แน่ คือระดับที่สามารถชี้ทิศ ชี้ทาง ประเทศไทย ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ โดยเฉพาะทิศทางในทางเศรษฐกิจ คือจะออกในแนวทุนนิยมเสรี ทุนนิยมที่มีการกำกับ ทุนนิยมเผด็จการ ทุนชาติ หรือทุนข้ามชาติ ออกไปทางซัฟฟิชชันซี อีคอนอมี หลั่นล้า อีคอนอมี หรือโมโนโปไลซ์ อีคอนอมี ประเภททุนสามานย์ อะไรทำนองนี้ ฯลฯ อันนี้นี่แหละ...ที่มักต้องเกี่ยวโยง เกี่ยวพัน กับ ส.สมคิด อยู่บ้าง ไม่ว่าทางหนึ่ง ทางใด...

                                                                      ----------------------------------------------

      ดังนั้น...ไม่ว่าหนัง แค้นสวาทต้องทวงคืน เรื่องนี้ จะจบกันในแบบไหน อย่างไร แต่ที่สำคัญๆ เอามากๆ ก็คือ ต้อง อ่านให้ขาด ว่าเอาไป-เอามาแล้ว ส.สมคิด นั้น ท่านจะเป็นไปในแนวไหนกันแน่??? และผู้ที่อ่านนั้น...จะเอาแต่ถือปืน-แบกปูน-ไปโบกตึก ไปเรื่อยๆ ก็คงมิได้ อย่างน้อย...คงต้องเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ หรือเสาะแสวงหา ผู้รู้ รายใหม่ๆ จะเพื่อเอาไว้ตรวจสอบ ตรวจเช็ก หรือเอาไว้ถ่วงรั้ง ถ่วงดุล ก็แล้วแต่จะนิยามกันไป แต่ที่ต้องยึดถือเป็นหลักไว้โดยตลอดก็คือ จะปล่อยให้เกิดสภาวะ รวยกระจุก-จนกระจาย ต่อไปเรื่อยๆ นั้น มันคงไม่เหมาะ ไม่ควร อยู่แล้วแน่ๆ...

                                                                       ---------------------------------------------

      หรืออย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นแหละว่า...ด้วยเหตุเพราะภาวะดังกล่าว มันได้กลายเป็น เงื่อนไข และ เหตุปัจจัย  อันนำมาซึ่ง ความไม่สงบเรียบร้อย มาโดยตลอด หนักบ้าง-เบาบ้าง ไปตามกาลโอกาส ตามยุค ตามสมัย โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่ พระสยามเทวาธิราช ท่านยังคงมีฤทธิ์ มีเดช ก็ต้องถือว่าโชคดีไปสำหรับสังคมไทย เพราะไม่รู้จะกี่ครั้ง ต่อกี่ครั้งมาแล้ว ที่ท่านต้องออกแรงลงเรี่ยว ลงแรง ช่วยให้ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา รอดพ้นโชคร้ายมาได้แบบหวุดๆ หวิดๆ อันเนื่องมาจากเงื่อนไขและเหตุปัจจัยแบบซ้ำๆ เดิมๆ นั่นเอง นั่นคือความไม่เสมอภาคในทางโอกาส ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ หรือ ความไม่เป็นธรรม ในทางเศรษฐกิจในแต่ละรูป แต่ละแบบ ที่กลายมาเป็นตัวก่อให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก จนแทบหา มุมจบ กันไม่เจอ ไปทั่วทั้งสังคมจนตราบเท่าทุกวันนี้...

                                                                        -----------------------------------------------

      แม้แต่ความขัดแย้ง แตกแยก ในหมู่ นักการเมือง ก็เถอะ...ล้วนแล้วแต่เป็น ผลพวง หรือ ผลภายหลัง อันเนื่องมาจากเหตุปัจจัยดังกล่าวไปด้วยกันทั้งสิ้น มันถึงได้เกิดนักการเมืองประเภทสามมิตร สี่มิตร ห้ามิตร ไปจนไม่รู้กี่สิบมิตรก็แล้วแต่ ตามสภาวะ ประชาชนเป็นเช่นไร...นักการเมืองก็ย่อมต้องเป็นไปเช่นนั้น การกำหนดทิศทางเศรษฐกิจเพื่อให้ ความเป็นธรรม สามารถอุบัติขึ้นมาได้แบบจริงๆ จังๆ จึงถือเป็นการแก้ปัญหาที่ เหตุปัจจัย เอาเลยก็ว่าได้ ส่วนปัญหาประเภท ส.สมศักดิ์ หรือ ส.สุริยะ นั้น ก็แค่ปัญหาปลายเหตุ เพราะถ้าจะให้แฮปปี้เอ็นดิ้งกันจริงๆ ต้อง ส.สมคิด โน่นแหละ ที่พอจะให้คำตอบกันได้แบบถนัดชัดเจน...

                                                                         ----------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Galzarilal Nanda... Simple living will automatically prevent corruption. The less the need, the lesser the need for money. – การใช้ชีวิตอย่างเรียบๆ ง่ายๆ (พอเพียง) ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้โดยอัตโนมัติ เพราะความอยาก ความต้องการ มีน้อยเท่าใด ความจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาสนองความต้องการ ก็ยิ่งจะน้อยลงไปเท่านั้น...

                                                                          ---------------------------------------------


วันนี้ (๑๙ ส.ค.๖๒) "นายกฯ ประยุทธ์" ยกคณะ "ค่อนข้างใหญ่" ไปสุรินทร์-บุรีรัมย์ ฟังที่โฆษกรัฐบาลแถลงวันก่อน บอกว่า.........

รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'