แกะปม 5 เหตุผล "โหมไฟใต้" รัฐเชื่อ 'ขบวนการ' ใกล้ทางตัน


   

        เหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีวางระเบิดและจุดไฟเผาในหลายพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาสและปัตตานีเมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา พ.ต.อ.เจริญ ธรรมขันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาส พร้อมกองพิสูจน์หลักฐานและชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร จ.นราธิวาส ได้ตรวจหาหลักฐานที่ห้างซูเปอร์ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ เลขที่ 24/2 ถ.จำรูญนรา เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดถูกวางระเบิดกระเป๋าสตางค์

        ทั้งนี้ วัตถุระเบิดที่พบในที่เกิดเหตุ ภายในมีนาฬิกาข้อมือแบบดิจิตอลต่อพ่วงกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ต่อพ่วงอีกชั้นกับไม้ขีดไฟและแอลกอฮอล์แห้ง ซึ่งการทำงานของระเบิดกระเป๋าสตางค์มีวิวัฒนาการเพื่อนำมาอำพรางก่อเหตุในการตบตาเจ้าหน้าที่ และง่ายต่อการเล็ดลอดเข้าไปก่อเหตุในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งระเบิดทำงานแบบง่ายๆ คือตั้งเวลาปลุกจากนาฬิกาดิจิตอลเพื่อให้วงจรทำงานจนเกิดความร้อน และความร้อนดังกล่าวเป็นตัวจุดหัวไม้ขีดให้เกิดเปลวไฟ แล้วไปทำให้แอลกอฮอล์แห้งเกิดลุกไหม้

         ดังนั้นคนร้ายจึงนำวัตถุระเบิดมาวางซุกไว้ในล็อกของสินค้าประเภทกระป๋องสเปรย์นั้น เนื่องจากภายในกระป๋องสเปรย์มีส่วนผสมของแก๊สเป็นหลักที่สามารถติดไฟได้ง่าย และเมื่อเกิดระเบิดขึ้นจะสร้างประกายไฟที่รุนแรง และเมื่อกระป๋องฉีดสเปรย์ระเบิด จะปล่อยแก๊สพุ่งเป็นแรงสนับสนุนทำให้เกิดประกายไฟขนาดใหญ่ขึ้น จนลามไปติดสินค้าอื่นๆ ในทันที

       “ผมมองว่าที่คนร้านที่ใช้กระเป๋าเป็นที่ซุกซ่อนวัตถุเคมี ถือว่าเป็นสิ่งบอกเหตุว่าคนร้ายกลุ่มนี้มันไม่มีสตางค์แล้ว เพราะตอนนี้กระเป๋ามันฉีกแล้ว ไม่มีใครให้การสนับสนุนแล้ว จึงได้ออกมาก่อกวนทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยการขยายผลของบางสื่อ”

       พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ

        เขาบอกว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานต่างๆ ไว้หมดแล้ว ซึ่งก็พอที่จะรู้แล้วว่าเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นแนวร่วม รับจ้างเข้ามาวางเพลิงเพื่อก่อเหตุ ซึ่งเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่า มันไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน พวกนี้รับจ้างมาเพื่อได้เงินมาซื้อของที่ต้องการ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือของที่ต้องการ แต่ไม่มีเงินซื้อ ที่ตนพูดได้เต็มที่ เพราะกลุ่มพูโล หรือกลุ่มต่างๆ ขณะนี้เขาอยากจะออกมาใช้ชีวิตแบบปกติสุขแล้ว ซึ่งดูได้จากโครงการพาคนกลับบ้าน ที่มีคนพวกนี้เข้ามาร่วมโครงการกับทางเราเพิ่มมากขึ้น

        พร้อมกันนั้น ทางฝ่ายความมั่นคงก็ได้มีการประเมินสถานการณ์ต่างๆ ไว้รอบด้านแล้วก็อาจจะเป็นเพราะ 1.ทางองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จะเข้ามาในประเทศไทย จะได้รู้ว่าเขามีตัวตน 2.โครงการพาคนกลับบ้าน ได้มีการตอบสนอง ซึ่งจะมีคนจะออกมาอีกเยอะ 3.การกวดขันจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในพื้นที่ได้ทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นเผารถทัวร์ จับกุมคนร้ายได้ 8 คน ซึ่งเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับแบ่งแยกดินแดน

4.การตรวจสอบของภาครัฐอย่างเข้มข้น จนไปพบว่าที่โรงเรียนปอเนาะบากงมีการทุจริต เงินค่าเล่าเรียนของครู ที่เบิกมาจากกระทรวงศึกษาฯ ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งจากการตรวจคนในปอเนาะ พบอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนหนึ่ง และ 5.คือโผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เพราะพวกนี้ถูกทางเจ้าหน้าที่รัฐกวดขันอย่างหนักไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจเถื่อน ก็สามารถขยับได้ แต่ถ้าตนอยู่ 14 จังหวัดที่รับผิดชอบ เป็นนโยบายให้ดำเนินการจับกุมให้หมด พวกนี้มันก็พยายามจะดิสเครดิตเราไป

        เรียกได้ว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดน/บีอาร์เอ็น กลายเป็นกลุ่มไร้ราคา และไม่ได้อยู่ในสารบบของ “บิ๊กอาร์ท” พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แม้แต่น้อย

        ขณะที่คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นำโดย พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุย ได้มีผลสรุปในการทำงานปีที่ผ่านมา โดยเตรียมจัดตั้ง "เซฟเฮาส์" หรือ "ศูนย์ประสานงาน" เพื่อการทำงานสร้างพื้นที่ปลอดภัย หรือ “เซฟตี้โซน” ในอำเภอแรก ซึ่งมีข่าวว่าทางคณะพูดคุยได้กำหนดสถานที่แล้ว คือ อาคารสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีหลังเก่า ซึ่งอยู่ด้านหลังมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี

        ถือเป็นรูปธรรมจากการทำงานตามนโยบายของรัฐ โดยใช้กลไกคณะทำงานพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้มีความเห็นต่าง ที่เลือกใช้วิธีกระจายให้ถ่วงดุลกันทุกกลุ่มภายใต้ชื่อ “มารา ปาตานี” ไม่ใช่การลงน้ำหนักไปที่กลุ่มบีอาร์เอ็นเพียงกลุ่มเดียว   

        สอดรับการ “อีเวนต์” และแนวทางการทำงาน ในการลดความสำคัญกับกลุ่มผู้ก่อเหตุที่พยายามสถาปนาความเป็น “ขบวนการ” แต่ให้ราคาแค่เป็นวัยรุ่น พวกมาเฟีย กลุ่มผู้มีอิทธิพล

        ไม่ต่างจาก “ตรรกะ” ใกล้เคียงคำว่า “โจรกระจอก” ที่เคยถูกอดีตผู้นำประเทศรายหนึ่งเอ่ยขึ้น

        กระนั้นรัฐเชื่อว่าการเลือกใช้แนวทางนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะวัดแรงตอบโต้สะท้อนกลับจากโจรใต้พุ่งตรงมาที่ “บิ๊กอาร์ท” ค่อนข้างรุนแรง แต่ฝ่ายรัฐก็ประเมินว่า ยังมีมวลชนในหน้าตักมากกว่าอย่างแน่นอน และกลุ่มผู้ก่อเหตุกำลังจะถึง “ทางตัน”

       คงต้องรอดูต่อไปว่า “แนวทาง” ดังกล่าวจะทำให้ "ไฟ" ในพื้นที่ค่อยๆ มอดดับ และนำความสงบสุขกลับมาในพื้นที่ได้อีกครั้งหรือไม่?.


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?