“จักรทิพย์” สั่งเฝ้าระวังโซเชียล เตือนโพสต์-แชร์ข่าวเท็จเสี่ยงคุก


เพิ่มเพื่อน    

 

   สังคมไทยเป็นสังคมโซเชียลอย่างแท้จริง มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 93 ล้านเลขหมาย ใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก และกรุงเทพมหานครยังครองแชมป์เมืองที่มีผู้ใช้เฟชบุ๊กมากที่สุดในโลก เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กยันผู้สูงอายุ และเทคโนโลยีถูกนำมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มขีดความสามารถ ก้าวข้ามขีดจำกัดสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งใหม่ๆ  แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ

                การเข้าถึงโซเชียลของสังคมไทยมากที่สุด เป็นผลพวงมาจากสมาร์ทโฟนราคาถูก ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ประชากรประเทศไทยเกือบ 70 ล้านคน พบว่าสถิติคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศ “ไทยแลนด์ 4.0” เกิดการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ผู้บริโภคสร้างเครือข่ายติดต่อสื่อสารกันในโลกออนไลน์ ขยายการดำเนินธุรกิจทำธุรกรรมผ่านมือถือ

                คุณประโยชน์เหลือล้นโทษก็มหันต์ เมื่อมีกลุ่มคนนำไปใช้ในทางที่ผิด มิจฉาชีพแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ในการหลวกลวง ฉ้อโกง ต้มตุ๋นความเสียหายมูลค่ามหาศาล กลายเป็นคดีความมากมาย โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงที่เหล่ามิจฉาชีพหลอกลวงลงทุนต่างๆ อ้างสารพัดผลตอบแทนผ่านเฟชบุ๊ก กลุ่มไลน์ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยโซเชียลกันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่รู้ไม่เท่าทันเล่ห์อุบาย และความอยากได้เพื่อสนองตัณหาตัวเองโดยไม่มีการไตร่ตรองใหละเอียดรอบคอบ 

                สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยมี พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมี พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าศูนย์การปฏิบัติ ที่เป็นคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อปีที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนเฉพาะคดีฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่เกือบ 100 คดี มีผู้เสียหายกว่า 1,500 คน มูลค่าความเสียหายเกือบ 500 ล้านบาท

                อาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีหลากหลายรูปแบบพลิกแพลงเล่ห์กลอุบายอยู่ตลอด ทั้งการแฮ็กข้อมูล ที่ช่วงหลังพบว่าหน่วยงานของรัฐถูกแจมตีระบบคอมพิวเตอร์เสียหายไปหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงระดับประเทศจนต้องมีการออก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อรับมือจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างทันท่วงที

                ภัยโซเชียลที่เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้ภัยอื่นๆ คือ การนำข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือน (FAKE NEWS) เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือในโซเชียลมีเดีย ที่สร้างความสับสนและส่งผลกระทบต่อสังคมความมั่นคงของประเทศ บิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลยอดไลค์ ยอดแชร์ จะด้วยเพื่อหวังผลทางการค้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อแชร์ข้อมูลที่ผิดๆ โดยไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มา ตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพ ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

                ยิ่งในสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง เวลาผ่านมากว่า 1 เดือน ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ฉกฉวยโอกาสสร้างข่าวเท็จทำลายฝ่ายตรงข้าม นับตั้งแต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ถูกฝ่ายตรงข้ามทำลายด้วยไซเบอร์ นั่งจิ๊บกาแฟแก้วละ 12,000 บาท โดยใช้เงินสวัสดิการของรัฐ ฟากฝั่งตรงข้ามรัฐบาลกระโจนเสพข่าวโจมตีผลาญเงินแผ่นดิน ยอดไลค์ ยอดแชร์พุ่งกระฉูด จนต้องตกเป็นผู้ต้องหาคาคีย์บอร์ด ทั้งการปลดเจ้าหน้าที่ กกต.สลับรถขนบัตร ล่าสุดการโจมตีทางการเมือง “พรรคพลังประชารัฐขับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ออกจากพรรคและห้ามเข้าสภา 3 เดือน”  ถูกแชร์ว่อนโซเชียล

                โหนกระแสที่กำลังร้อนแรงทำร้ายร่างกาย “จ่านิว”นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ลูบคม “บิ๊กช้าง” พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.  เจอข่าวปลอมว่อนสังคมโซเชียล เป็นผู้สั่งการให้ลูกน้อง 4 นายตำรวจกองปราบของหน่วยปฏิบัติการพิเศษทำร้ายจ่านิว เพื่อให้สอดคล้องกับที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาปูด 2 ใน 4 คนร้าย พักอยู่ที่บ้านนายตำรวจใหญ่ ซึ่งข่าวดังกล่าวมีผู้แชร์กันเป็นจำนวนมาก พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ รอง ผบ.ตร. ต้องเข้าแจ้งความ บก.ปอท.เพื่อเอาผิดคนโพสต์คนแชร์ทั้งในฐานะส่วนตัวและทำให้องค์กรเสียหาย 

                ข่าวเท็จข่าวปลอมจึงเป็นอีกช่องทางของมิจฉาชีพที่หวังผลประโยชน์ทางการค้าและโจมตีฝั่งตรงข้าม ทำให้มีผู้ผู้เสียหายทั้งส่วนบุคคลและเสียหายต่อรัฐ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สนองและขับเคลื่อนตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งกำชับทุกกองบัญชาการ โดยเฉพาะอย่างกองบัญชาการสันติบาล, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)  และหน่วยงานความมั่นคงทางการข่าว ในการระวังสืบสวนสอบสวน

                พร้อมกันนี้ให้บูรณาการ ประสานการปฏิบัติกับทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและหาทางแก้ไขปัญหาการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อไม่ให้สังคมตื่นตระหนกและเกิดความสับสน สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้   ศปอส.ตร และ บก.ปอท. เฝ้าระวังทางสื่อสังคมออนไลน์  ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทำการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

                การโพสต์ที่เข้าข่ายความผิดคือการโพสต์ข้อมูลปลอม ทุจริต หลอกลวง โฆษณาธุรกิจลูกโซ่ที่หลอกลวงเอาเงินลูกค้า มีความผิดตามมาตรา 14 (1) โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่งคงปลอดภัย มีความผิดตามมาตรา 14 (2) โพสต์ข้อมูลความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง ก่อการร้าย มีความผิดตามมาตรา 14 (3) โพสต์ข้อมูลลามก ที่ประชาชนเข้าถึงได้ มีความผิดตามมาตรา 14 (4) และการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูล ที่รู้แล้วว่าเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีความผิดตามมาตรา 14 (5)

                ซึ่งการนำข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือน ทำให้เกิดความสับสน วุ่นวาย เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ผู้ใดโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนฯ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการกระทำส่งผลต่อบุคคลจะเป็นความผิดฐาน "หมิ่นประมาท” หรือ “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว ต้องใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว คิดวิเคราะห์ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารีบแชร์ ต้องตรวจสอบข้อมูลหรือรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเป็นการทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับความเสียหาย พึงระวังอาจจะตกเป็นเหยื่อถูกหลอกลวง หรือทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ติดตามจากเว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถือได้ หรือเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการจะดีที่สุด.

 


ก็พลอยปีติยินดีไปด้วย......กับพี่น้องชาวใต้ "นราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา-สงขลา" ที่มีโอกาสได้รับเสด็จ"สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" พระผู้ซึ่งเป็นแก้วตา-ดวงใจของมวลพสกนิกรไทยทั้งมวล

ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'