จากเรือแป๊ะเป็นเรือเหล็ก จากเอี้ยมจุ๊นเป็นไททานิก


เพิ่มเพื่อน    

      เรื่องเปรียบเปรยการเมืองต้องยกให้รองนายกฯ วิษณุ เครืองาม แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทุกครั้งที่ใช้วาทะเช่นนี้ มีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว

      นั่นคือพยายามหว่านล้อมให้คนไทยทั่วไปเชื่อว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น

      ทั้งๆ ที่บ่อยครั้งสถานการณ์ความเป็นจริงในขณะนั้นกำลังอยู่ในสภาพลูกผีลูกคนอยู่

      จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องพิเคราะห์ "คำเปรียบเปรยการเมือง" ของ "เนติบริกร" ท่านนี้ให้ละเอียดรอบด้าน

      ท่านก็ไม่เคยบอกว่าท่านเป็นกลางทางการเมือง และไม่เคยบอกว่าใครจะต้องเชื่อท่าน

      บ่อยครั้งพอสื่อนำมาพาดหัวก็ดูเหมือนจะมีคนตีความว่าเป็น "สัจธรรมทางการเมือง" ไป

      ทั้งๆ ที่จะต้องเอามาแยกแยะเพื่อสืบสาวต่อว่า ที่ออกมาเปรียบเทียบการเมืองเป็นเรือเป็นทะเลนั้นมีจุดประสงค์เช่นไร

      ล่าสุดคุณวิษณุเปรียบเปรย "เรือแป๊ะ" ได้จอดเทียบท่า และเปลี่ยนเป็นเรือลำใหม่แล้ว กลายเป็น  "เรือเหล็ก" แต่ก็เตือนว่าเรือเหล็กก็อาจมีสนิมเกิดจากเนื้อในได้

      อีกทั้งยังเรียกร้อง "ถ้าไม่ช่วยพายก็อย่าเอาเท้าราน้ำ"

      นักข่าวถามว่า คิดว่าจะใช้เวลานานหรือไม่ในการที่สนิมจะเกิดขึ้นกับเรือเหล็ก

      คุณวิษณุตอบว่า ปกติก็นานกว่าสนิมจะเกิด แต่ไม่สามารถตอบได้ว่าระยะเวลาเท่าไร

      นักข่าวถามต่อว่าจะใช้วิธีป้องกันไม่ให้เกิดสนิมได้หรือไม่

      คุณวิษณุบอกว่า บอกให้รู้แล้วก็ป้องกันได้

      แต่เหล็กมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่รั่ว แค่สนิมขึ้น

      นักข่าวถามว่านายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ส่วนไหนของเรือลำใหม่นั้น

      คุณวิษณุตอบว่า "ก็เขาเป็นกัปตัน กัปตันนั่งตรงไหนล่ะ"

      นักข่าวถามอีกว่าการตัดสินใจร่วมรัฐบาลหน้า คิดว่าจะเหนื่อยกว่ารัฐบาลชุดนี้หรือไม่

      ท่านตอบว่าให้คิดในทางดีไว้บ้างสิ เอาอะไรให้มันเป็นมงคลบ้าง

      และเตือนนักข่าวว่านี่เป็นกรณีตัวอย่างของการที่ไม่เห็นน้ำแล้วตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกแล้วโก่งหน้าไม้

      จะพูดให้เท่กว่า "เรือแป๊ะ" ก็ต้องเรียก "รัฐนาวา"

      แต่เอาเข้าจริงๆ คณะรัฐบาลชุดใหม่อาจจะเปรียบเหมือน "เรือเอี้ยมจุ๊น" ก็ไม่ผิด

      เรือเอี้ยมจุ๊นเป็นเรือขนสินค้าเก่าๆ ที่เริ่มจะรั่ว โคลงเคลง ผู้โดยสารมาก คนขับเรือไม่สามารถสั่งลูกเรือและผู้โดยสารให้อยู่ในวินัยได้มากนัก

      เรือเก่าๆ ที่ขาดหางเสือต้องวิ่งเข้าพายุร้ายแรงที่มาในรูปของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และปัจจัยภายในที่มีความแปรปรวนอย่างมาก

      ลำพังแค่เรือเก่าๆ ก็เสี่ยงพออยู่แล้ว แต่เมื่อผู้โดยสารไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว และลูกเรือขาดประสบการณ์ อีกทั้งยังเจอกับพายุทั้งจากบนล่างออกตกด้วยแล้ว ก็ยิ่งสงสัยว่าจะรอดจากภัยพิบัติทั้งที่มากับธรรมชาติและที่เป็นฝีมือของลูกเรือเองหรือไม่

      อีกทั้งเรือลำนี้แล่นอยู่ในสภาพ "ปริ่มน้ำ" ซึ่งหมายความว่าอาจจะมีน้ำล้นเข้าเรือเมื่อไหร่ก็ได้ บางทีแม้น้ำไม่ล้นเข้ามาเอง ก็อาจมีผู้โดยสารบางคนแกล้งตักน้ำเข้าเรือเพื่อให้เกิดความโกลาหล ด้วยความต้องการที่จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนเพื่อบรรลุจุดประสงค์บางประการ

      อาจจะเปรียบได้กับ "เรือไททานิก" ที่มีผู้โดยสารจ่ายเงินค่าตั๋วขึ้นเรือสำราญลำนี้ด้วยราคาแพง แต่ไม่สำเหนียกในความสำคัญของการเตรียมตัวเพื่อตั้งรับกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง

      เรือไททานิกล่มเพราะชนน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเพียงส่วนยอดเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำ มองจากข้างบนไม่เห็นชัด แต่ความจริงเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของการนำให้เรือรอดจากอันตรายได้

      เปรียบได้ดั่ง "รัฐนาวา" ลำนี้ที่กำลังวิ่งเข้าสู่เส้นทางที่มีภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำก้อนใหญ่โตมโหฬาร แต่กัปตันและผู้โดยสารไม่ตระหนัก

      เพียงแค่กราบเรือเฉี่ยวยอดของภูเขาน้ำแข็งก็อับปางได้แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงก้อนน้ำแข็งใหญ่โตที่อยู่ใต้น้ำ

      ดังนั้น "เรือแป๊ะ" กำลังออกวิ่งท่ามกลางกระแสคลื่นที่รุนแรงในภาวะที่ลูกเรือไปกันคนละทางสองทาง

      อยู่ดีๆ "เรือแป๊ะ" จะกลายเป็น "เรือเหล็ก" ได้อย่างไรไม่มีใครรู้ เพราะฟังดูไม่ค่อยจะมีเหตุผล เป็นเพียงวาทกรรมปลอบใจก่อนเรือจะออกจากท่าเท่านั้น

      เหลือบไปอีกทีอาจจะเห็นเป็นเรือขนผู้ลี้ภัยโรฮีนจาที่หาฝั่งขึ้นไม่ได้ก็เป็นไปได้.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"