ชีวิตคิดบวกให้อภัยคนรอบข้าง สูตรสร้างสุข "ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี"


   

      นอกจากเสียงบรรเลงขลุ่ยที่แสนไพเราะจากปรมาจารย์ด้านดนตรีไทย อย่าง .ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี แล้ว แง่มุมการใช้ชีวิตในวัยเฉียดหลัก 7 ของศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล) ประจำปี พ.ศ.2559 อย่างการเตือนสติตัวเองให้ระลึกถึงความตายจากการสูญเสียลูกและภรรยาเมื่อหลายสิบปีก่อน และการใช้ชีวิตในทุกวันให้มีความสุขจากการได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม และให้อภัยผู้อื่น ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวทำหลายบทบาทหน้าที่ ทั้งการเป็นนักบรรยายด้านดนตรีไทยอย่างขลุ่ยให้กับเด็กๆ ที่สนใจ ตลอดจนการบรรเลงขลุ่ยตามงานโอกาสสำคัญๆ รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมขลุ่ยให้เชื่อมโยงกับโลกโซเชียล เพื่อให้ตามทันโลกของการเปลี่ยนแปลง โดยที่เด็กๆ ไม่ลืมเลือนดนตรีไทย

      อ.ธนิสร์ บอกว่า สำหรับตัวเองนั้น เรื่องการดูแลสุขภาพต้องมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องของ อารมณ์ โดยเจ้าตัวจะไล่อารมณ์ที่ไม่ดีออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไม่ค้างคา ซึ่งวิธีการละลายอารมณ์ที่ไม่ดีของผม คือการนึกถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เคยประสบมา เช่น การที่ผมต้องสูญเสียภรรยาและลูกจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และการที่เราสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ผมเสียใจมาก เป็นทุกข์ ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นอารมณ์ด้านลบจากความสูญเสีย กระทั่งเราตั้งสติได้และก็คิดว่าสุดท้ายแล้ว เราก็ต้องไปเหมือนกับเขา ตรงนี้ทำให้เราขับไล่อารมณ์เศร้าและเสียใจออกไป ที่สำคัญเมื่อมีเหตุการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ด้านลบ ก็เตือนใจตัวเองโดยการคิดถึงบุคคลอันที่รักที่จากไปทั้ง 2 คน โดยเฉพาะการรู้สึกดีและให้อภัยกับทุกคน ในขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้

      หลายคนอาจจะรู้สึกกลัวกับการที่เราพูดถึงเรื่องความตาย ว่าเป็นสิ่งที่อัปมงคล แต่สำหรับผมถือว่าเป็นที่ดี เพราะนั่นทำให้เรารู้สึกดีกับคนทุกคน ที่สำคัญกระแสของโลกโซเชียลในปัจจุบัน ที่คนสามารถเห็นกันและกันได้ง่าย ตรงนี้จะทำให้คนกระทบกันได้ง่าย ดังนั้นผมจะเตือนใจตัวเองโดยการคิดถึงภรรยาและลูกที่เสียไป ว่าอันที่จริงแล้วเราก็ต้องไปเหมือนกับเขา ดังนั้นเราต้องใช้ชีวิตในวันนี้ให้ดีที่สุด และทำดีต่อผู้อื่นและสังคมในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ มีคำกล่าวที่ว่ายิ่งสูงก็ยิ่งหนาว เมื่อเราอยู่ในจุดนี้ก็จะมีประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น ซึ่งบางครั้งถ้าเราไม่ยอมและรู้ทันเขา เขาก็จะโกรธเรา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมหันกลับไปสงสารเขา เพราะผมจะคิดอยู่เสมอว่าชีวิตของเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ผลประโยชน์ หรือความร่ำรวย แต่ชีวิตของเราอยู่ที่ความสุข ซึ่งวันนี้เรามีความสุขได้ล้วนมาจากการที่เราทำประโยชน์และให้อภัยคนอื่น

      อ.ธนิสร์ บอกอีกว่า จากเหตุการณ์สูญเสียภรรยาและลูก 1 คน ไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ทำให้ตัวเองช็อกกับชีวิตมาก และไม่เคยทุกข์หนักอย่างนี้มาก่อน และการที่สูญเสียคู่ชีวิตนั้นก็ทำให้ตัวเองหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น

      การดูแลสุขภาพของผมเริ่มจากการไล่อารมณ์ด้านลบออกไปให้เร็วที่สุด ส่วนการเลือกอาหารนั้นจะรับประทานอาหารเย็นให้น้อยลง และกินผักผลไม้เป็นหลัก เนื่องจากผมเป็นต่างจังหวัด เป็นคน จ.สิงห์บุรี ตั้งแต่เด็กจนโตก็คลุกคลีกับวัวควาย และกินน้ำพริกกับผักเป็นอาหารหลักมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ส่วนการออกกำลังกายก็จะเดินแกว่งแขนเป็นประจำ สลับกับการเล่นโยคะในท่ารับแสงพระอาทิตย์ เพื่อช่วยยืดเส้นยืดสาย นอกจากนี้ การที่เราใช้การฝึกลมหายใจเข้า-ออก เพื่อช่วยให้เรามีสติ หรือการรู้เท่าทันลมหายใจเข้าออกพุท-โธ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำ เพราะลมปราณจะทำให้เรามีสติ และมีประโยชน์ในทางสุขภาพมาก อีกทั้งให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี จากการที่ออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายอย่างถูกวิธีโดยการกำหนดลมหายใจ

      ในส่วนของการทำงานทั้งก่อนและหลังอายุ 60 ปี ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไทยอย่างการ เป่าขลุ่ย นั้น อ.ธนิสร์ บอกว่า การทำงานในปัจจุบันค่อนข้างต่างไปจากเดิม ส่วนหนึ่งโชคดีที่มีรายได้ประจำจากภาครัฐและมีบริษัทเอกชนในการดูแล และเลือกรับงานที่ตรงกับความสามารถของตัวเอง ซึ่งงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้มีอยู่ 3 อย่าง คือ การเป็นนักบรรเลงขลุ่ยตามโอกาสสำคัญ เช่น งานด้านกุศล หรืองานเสวนาวิชาการต่างๆ นอกจากนี้ก็มีงานที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมขลุ่ย เพื่อให้เชื่อมโยงกับโลกโซเชียลในการถ่ายทอดไปสู่เด็กรุ่นใหม่ ไม่ให้ลืมเลือนดนตรีไทยอย่างการ เป่าขลุ่ย รวมถึงงานบรรยายเกี่ยวกับเครื่องดนตรีไทยอย่าง ขลุ่ย ให้กับหน่วยงานและองค์กรที่สนใจ

      เมื่อไม่นานมานี้ผมแอบไปสอนดนตรีให้กับเด็กชาวเขา ก็ไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้บอกใคร เพราะเวลาที่เราได้เห็นแววตาของเด็กที่ใสซื่อ มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับการที่เราได้ความงามที่มาจากการไม่ปรุงแต่ง และได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ตลอดจนความอยากรู้เรื่องดนตรีของเด็กๆ กลุ่มนี้ ทำให้เรายิ่งมีพลังงานในการมอบสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่น นอกจากนี้มีไปทำกิจกรรมในการสอนดนตรีให้เด็กๆ ในอีกหลายพื้นที่ครับ”.


วันนี้ (๑๙ ส.ค.๖๒) "นายกฯ ประยุทธ์" ยกคณะ "ค่อนข้างใหญ่" ไปสุรินทร์-บุรีรัมย์ ฟังที่โฆษกรัฐบาลแถลงวันก่อน บอกว่า.........

รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'