ระหว่างวจีทุจริตกับสัมมาวาจา


   

        อาสาฬหบูชาคราวนี้...ดูเหมือนว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประมุขสูงสุดของแวดวงพระพุทธศาสนาบ้านเรา ท่านออกจะให้ความสำคัญกับเรื่องคำพูด คำจา ของบรรดาผู้คนในสังคม หรือของผู้ที่เรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ อย่างเป็นพิเศษ ใน พระคติธรรม ที่ท่านทรงประทานมาให้ในปีนี้ จึงเน้นหนักในเรื่องของ สัมมาวาจา หรือ ปิยวาจา ล้วนๆ...

                                     -----------------------------------------------

        คือแม้ว่าจะอยู่ใน ทางธรรม แต่ดูเหมือนท่านจะติดตามความเคลื่อนไหว ทางโลกย์ ได้อย่างเข้าถึง-เข้าใจ ลุ่มลึก และลึกซึ้งพอสมควร ในส่วนหนึ่งของ พระคติธรรม ที่ว่า เลยสรุปเอาไว้ชัด ประมาณว่า...ในสังคมที่มีบุคคลหลายหมู่ หลายคณะ อยู่ร่วมกัน มีผู้คนเจรจา ติดต่อ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารอันรวดเร็ว และง่ายดายขึ้นนั้น ย่อมส่งผลให้...วจีทุจริต...หรือการประพฤติชั่วทางวาจา ปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวาง...นี่...ต้องเรียกว่า ทรง ทันสมัย มิใช่น้อย...

                                    ------------------------------------------------

        และก็จริงๆ อย่างที่ทรงว่าเอาไว้นั่นแหละ...บรรดาสิ่งที่เรียกว่า วจีทุจริต หรือ การประพฤติชั่วทางวาจา ที่ท่านทรงอธิบายขยายความเพิ่มเติมเอาไว้ว่า ประเภทการกล่าว คำเท็จ, คำหยาบ, คำส่อเสียด, คำเพ้อเจ้อเหลวไหล ฯลฯ มันออกจะเป็นอะไรที่ทะลักหลั่งพรั่งพรู กรูนรกและสวรรค์ ซะเหลือเกิน ในยุคที่ อุปกรณ์สื่อสารอันรวดเร็ว และ ง่ายดาย มันแทบได้กลายเป็น อวัยวะส่วนที่ 33 ของบรรดาผู้คนทั้งหลายกันไปหมดแล้ว ชนิดไม่ว่าเช้า-สาย-บ่าย-เย็น ไปจนดึกดื่นเที่ยงคืน โอกาสที่จะได้รับอภินันทนาการ ด้วยการแจกกล้วย แจกผลไม้รวม ขึ้นมึง-ขึ้นกู ได้เจอกับ เหี้ย-ห่า-และสารพัดสัตว์ ย่อมเป็นไปได้เสมอๆ แถมยังซ้ำไป-ซ้ำมา ซ้ำๆ ซากๆ จนอาจต้อง ล้างหู หรือ ล้างตา วันละ 3 เวลาหลังอาหารเอาเลยก็ไม่แน่...

                                 --------------------------------------------------

        แต่เฉพาะแค่ คำหยาบ หรือ คำเพ้อเจ้อเหลวไหล ยังน่าจะไม่ถึงกับหนักหนา สาหัส มากมายซักเท่าไหร่ คือเมื่อตั้งจิต ตั้งสมาธิ คิดซะว่าเป็น วาสนา หรือ สันดาน ของใคร-ของมัน ก็แล้วแต่จะไป ชดใช้กรรม กันเอาเอง ก็ยังพอ ทำใจ ได้มั่ง แต่ประเภท คำส่อเสียด และโดยเฉพาะ คำเท็จ นี่สิ!!! อันนี้...ออกจะน่ากลัว น่าอันตราย ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเภทที่ทั้งๆ ที่รู้ว่า เท็จ รู้ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องจริง ข่าวจริง แต่ก็ยังอุตส่าห์เอามาโพสต์ เอามาเพสต์ เอามาแปะ เอามาเผยแพร่ เอามาขยายผล ขยายความ ให้ต้องกลายเป็นเรื่อง เป็นราว หรือต้องเกิดเรื่อง เกิดราว ขึ้นมาจนได้...

                                   --------------------------------------------------

        สิ่งที่เรียกว่า วจีทุจริต มันจึงกลายเป็นสิ่งที่มีอานุภาพ มีศักยภาพ พอที่จะทำให้สังคมทั้งสังคม อาจต้องกลายสภาพเป็น สังคมทุจริต ขึ้นมาได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ หรือสังคมที่ เป็นไปในทางชั่ว อันเนื่องมาจาก ความไม่รู้ ว่าอะไรจริง-อะไรเท็จ ไม่รู้ว่าอะไร Fact อะไร Fake เลยต้องหันไป F-uck โน่น F-uck นี่ แจกกล้วย แจกผลไม้รวม ขึ้นมึง-ขึ้นกู เหี้ย-ห่า-และสารพัดสัตว์ กันไปตาม วาสนา หรือ สันดาน ของตัวเอง ชนิดอาจต้องกลับมาเกิดเป็น สุธี อีกไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ หรือต้อง ชดใช้กรรม ไปตามสภาพ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้เลย...

                                        -----------------------------------------------

        ยิ่งเมื่อ อุปกรณ์สื่อสารอันรวดเร็ว และ ง่ายดาย มันได้ถูกนำมาใช้ในทาง การเมือง หรือถูกทำให้กลายเป็น เครื่องมือทางการเมือง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ บรรดา วจีทุจริต ทั้งหลาย มันจึงกลายเป็นตัวเร่ง เป็นตัวกระตุ้น ให้เกิด ฉากเหตุการณ์ ฉากสถานการณ์ อย่างที่สมเด็จพระสังฆราชท่านทรงว่าเอาไว้นั่นแหละว่า ความวิวาท บาดหมาง ความขุ่นเคือง และความคลางแคลงใจซึ่งกันและกัน จึงปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวาง หรือทำให้ทั้ง ขันติธรรม และ สามัคคีธรรม ที่ท่านเคยทรงเรียกร้อง ทรงชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าถือเป็นพื้นฐานของ คุณธรรม ทั้งปวง เลยแทบต้อง หายเกลี้ยง ด้วยเหตุเพราะบรรดา วจีทุจริต ทั้งหลาย ทั้งปวง...นั่นแล...

                                  -------------------------------------------------

        อาจด้วยเพราะเหตุนี้ หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้...อาสาฬหบูชาคราวนี้ สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านเลยทรงต้องงัดเอาสิ่งที่เรียกว่า สัมมาวาจา หรือ ปิยวาจา มาชี้แนะ ชี้นำ หรือมาช่วยเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้ พระคติธรรม พอช่วยให้เกิดคติ เกิดสติ สำหรับใครก็ตามที่ยังเรียกตัวเองว่าเป็น ชาวพุทธ กันไปตามสภาพ ด้วยการเรียกร้องเอาไว้ประมาณว่า “เพราะฉะนั้น...จึงขอสาธุชนทุกท่าน อาศัยดิถีอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาที่มาบรรจบถึง เป็นโอกาสทบทวนจิตใจ และตั้งปณิธานว่าจะดำเนินชีวิตด้วย...ปิยวาจา...พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน จริงใจ ไม่พูดหยาบคาย ก้าวร้าว พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เหมาะสำหรับกาลเทศะ เพื่อความผาสุกร่มเย็นของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมประเทศชาติสืบไป...”

                                    -------------------------------------------------

        นี่...ขนาดพระขอ พระมาเอง แถมไม่ใช่พระธรรมดาๆ เป็นถึงพระระดับพระสังฆราชฯ ออกมา บิณฑบาต กันเห็นๆ บรรดาผู้ที่เรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ ทั้งหลาย คงต้องเก็บมาคิดหน้า คิดหลัง เอาไว้มั่ง ก่อนจะจิ้ม จะทิ่ม อะไรต่อมิอะไรออกมาเป็นคำพูด คำจา ก่อนจะโพสต์ จะเพสต์ จะแปะโน่น แปะนี่ ก็ขอให้นึกถึง พระ หรือให้มากับพระ เอาไว้ก่อนนั่นแหละดี อย่างน้อย...ถึงไม่อาจบรรลุนิพพานในชาตินั้น ชาตินี้ แต่อย่าให้ต้องกลับมาเกิดเป็น เหี้ย-ห่า-และสารพัดสัตว์ ก็น่าจะคุ้มแล้ว!!!

                                   ---------------------------------------------------

        ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Mother Teresa... “The fruit of silence is prayer. The fruit of prayer is faith. The fruit of faith is love. The fruit of love is service. – ผลบุญของความสงบเงียบคือการสวดมนต์ไหว้พระ ผลบุญของการสวดมนต์ไหว้พระคือศรัทธา ผลบุญของศรัทธาคือความรักความเมตตา ผลบุญของความรักความเมตตา คือการบริการรับใช้ผู้อื่น”

                               ----------------------------------------------------------


"บิ๊กป้อม" พูดถูกนะ ๕ รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐที่ยังเป็น ส.ส. ควรจะลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลื่อนลำดับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาอีก ๕ อันดับ

มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต