"ความรู้เป็นสิ่งที่ไม่สิ้นสุด" ทักษะสู่ความสำเร็จจากวัยเกษียณ


   

 

       “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” เพราะต่อให้อายุเข้าเลขไหน แต่ถ้ามีใจรักในงานที่ทำและหมั่นศึกษาความรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องศิลปะและการออกแบบ แน่นอนว่าความสำเร็จย่อมอยู่แค่เอื้อม แนวคิดจากดีไซเนอร์วัย 62 ปีอย่าง “เมธาวี อ่างทอง” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าสุดฮอต ที่มาในโทนสีขาวดำสุดคลาสสิก ที่ใครเห็นเป็นต้องชื่นชอบในการดีไซน์ให้เข้ากับ 2 โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว อย่างแบรนด์ “Black Sugar” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง สยามพากอน, เอ็มโพเรียม, เทอร์มินอล 21, เซ็นทรัล, มาบุญครอง ฯลฯ ที่เจ้าตัวบอกว่าเริ่มต้นการเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าแฟชั่นในวัย 57 ปี ซึ่งต่างจากคนอื่นที่เริ่มต้นในช่วงวัยรุ่นไฟแรง

      ด้วยประสบการณ์ก่อนหน้าที่เคยทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็กส่งออก ควบคู่กับการเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยต่างจังหวัด โดยเจ้าตัวได้ทำตำแหน่งผู้ก่อตั้ง และดีไซน์เสื้อผ้าเด็กเอง กระทั่งช่วงอายุ 40 ปีนั้น ธุรกิจเสื้อผ้าเด็กส่งออกล้มละลาย และต่อมาลาออกจากอาจารย์สอนหนังสือ โดยหันมาลุยงานด้านการออกแบบ ตลอดจนศึกษาด้านศิลปะเพิ่มเติม เพื่อนำมาใช้งานออกแบบ โดยจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ ในช่วงอายุ 48 ปี และจบปริญญาโทด้านแฟชั่นจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อายุ 55 ปี นอกจากการเป็นดีไซเนอร์ที่คนพูดถึงในวงกว้างเกี่ยวกับสไตล์ของเสื้อผ้าแล้ว แนวคิดในการดำเนินชีวิต และฟันฝ่าอุปสรรคของเจ้าตัว ก็เป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่สามารถนำไปเป็นแบบอย่างได้

(เมธาวี อ่างทอง)

        พี่เมย์-เมธาวี ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “Black Sugar” บอกว่า เป็นคนที่รักในศิลปะและการออกแบบมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.4 โดยวาดการ์ตูนกระดาษเล่นเป็นประจำ และฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเรียนศิลปะ กระทั่งเรียนจบชั้น ม.ศ.3 และได้เริ่มงานเป็นครูสอนเด็กอนุบาลในช่วงเวลากลางวัน ส่วนตอนเย็นก็ไปลงเรียนในระดับ ปวช. ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะเลือกเรียนวิชาศิลปะในระดับปวช.และ ปวส. แต่สุดท้ายก็เลือกเรียนด้านการเงินการธนาคารในระดับ ปวช. กระทั่งจบ ปวช. และมีเครือญาติแนะนำว่าอาชีพข้าราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง จึงได้ไปสอบ ก.พ.และรับราชการ โดยได้รับเงินเดือนขั้นต้น 1,700 บาท ประกอบด้วยใจรักงานศิลปะ ระหว่างที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัย ใน จ.อ่างทอง ช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ก็ได้กลับเข้ามา กทม. เนื่องจากเป็นคน กทม. แต่ตอนเด็กไปอยู่กับญาติที่ จ.ลพบุรี และได้ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่สวนลุมพินีซึ่งเปิดสอนฟรี และได้ซื้อจักรเย็บผ้าตัวแรก จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ธุรกิจทำเสื้อผ้าเด็กส่งออก และลาออกจากการเป็นอาจารย์ กระทั่งช่วงวัย 40 ปี ธุรกิจล้มละลาย เนื่องจากประเทศคู่ค้าอย่าง ยูเครนและรัสเซียเกิดภาวะความไม่สงบ ทำให้ยอดสั่งซื้อหยุดชะงัก

      “เวลาที่เราเจอปัญหาหรืออุปสรรค พี่จะไม่คิดนาน เพราะนั่นจะทำให้เราเป็นทุกข์ และเมื่อไหร่ที่เรามีทุกข์ เราก็จะหมกมุ่นอยู่กับมัน เพราะถ้าเราคิดวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ เราก็จะยอมแพ้กับอุปสรรคได้อย่างง่ายๆ ประการสำคัญพี่เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ยกตัวอย่างตอนแรกที่ทำธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าเด็ก พี่ต้องจ้างคนในการดีไซน์และตัดเย็บ เนื่องจากมีงานประจำ ตรงนี้ทำให้ต้องพึ่งพาลูกจ้าง พูดง่ายๆ ว่าต้องจ้างหมดทุกขั้นตอน สุดท้ายพี่ตัดสินใจไปเรียนด้านการออกแบบเสื้อเองที่ห้องเสื้อระพี และอีกหลายต่อหลายสถาบันการออกแบบทั้งในและต่างประเทศที่มาเปิดในบ้านเรา เพื่อที่ว่าเราจะได้ทำเอง และรู้ลึกรู้จริงในขั้นตอนการทำ และสิ่งสำคัญการที่เราคิดเลย ทำเลย ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ก็จะยิ่งทำให้เรียนรู้ผิดถูกได้เร็วยิ่งขึ้นค่ะ”

        เมธาวี เล่าต่อว่า หลังจากผ่านมรสุมชีวิตช่วงอายุเข้าหลัก 4 และระหว่างนั้นไปศึกษาเกี่ยวกับศิลปะเพิ่มเติม กระทั่งกลับเข้าสู่งานด้านออกแบบอีกครั้งในวัย 52 ซึ่งครั้งนี้ต่างจากการทำธุรกิจเสื้อเด็กส่งออก คือเจ้าตัวเลือกออกแบบเสื้อผ้าในสไตล์ที่ตัวเองถนัดและชอบ ซึ่งเป็นเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ใส่ได้ตั้งแต่คนอายุ 30-70 ปี คือ โทนสีขาวดำ ซึ่งเป็นสไตล์ที่เจ้าตัวมองว่าแปลก อย่างสไตล์ซามูไร โดยเลือกใช้โทนสีขาวดำ กระทั่งได้รับนิยมในปัจจุบันในกลุ่ม ของคนชอบเสื้อผ้าขาวดำมีสไตล์ และแบรนด์ “Black Sugar” เป็นที่รู้จักตอนเจ้าตัวอายุ 57 ปี ปัจจุบันแบรนด์ได้ก่อตั้งมาประมาณ 5 ปี แม้ว่าปัจจุบันแบรนด์ “Black Sugar” เป็นที่นิยมและรู้จักในวงกว้าง แต่ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ไฟแรงก็ไม่ละเลยเรื่องการดูแลสุขภาพ

      “การดูแลสุขภาพของพี่อาจจะต่างกับคนทั่วไป คือพี่จะไม่กินอาหารเสริม แต่จะเลือกกินอาหารไทยที่ผักเป็นส่วนประกอบหลัก ที่สำคัญไม่หวานและไม่มัน และเลือกดูแลสุขภาพด้วยเน้นความผ่อนคลายเป็นสำคัญ เพราะถ้าเราไม่เครียด ชีวิตก็จะเดินไปได้ ซึ่งวิธีผ่อนคลายของตัวเอง คือการนัดแก๊งเพื่อนไปร้องคาราโอเกะ หรือไปฟังเพลง เพราะเวลาที่เราหงุดหงิดใจ ถ้าได้ยินเสียงเพลง มันก็จะลืมเรื่องเครียดไปได้ พี่เน้นที่ความสบายใจเป็นสำคัญ และอะไรที่มันจบแล้วก็ให้จบไป ส่วนเรื่องของการกุศลนั้น พี่ชอบทำทาน ก็มีบริจาคเงินให้กับองค์กรยูนิเซฟบ้าง มีการสร้างบ้านให้คนแก่อยู่ และดูแลความเป็นอยู่ของผู้ร่วมงานให้มีความเป็นอยู่ที่ดี”

      ดีไซเนอร์วัยหลัก 6 ทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวมีลูกชาย 1 คน ปัจจุบันอายุ 25 ปี สิ่งที่อยากฝากไปถึงคืออยากให้เขาตรงเวลา มีความรับผิดชอบ ซึ่งทุกวันนี้เขาก็เป็นอย่างนั้น และทำทุกอย่างให้เสมอต้นเสมอปลาย ที่สำคัญเวลาที่ลูกชายมาช่วยรับงาน ก็เป็นสิ่งที่สามารถแบ่งเบาภาระหน้าที่การงานในปัจจุบันได้มากเช่นเดียวกัน อยากบอกว่ารักลูกชายคนนี้มากๆ ค่ะ”.