จ่อปลุกชีพครม.เศรษฐกิจ โอ่คลอดมาตรการกระตุ้น


   


    "สมคิด" จ่อตั้ง ครม.เศรษฐกิจ "บิ๊กตู่" นั่งหัวโต๊ะ ฟื้นเชื่อมั่นทำงานทิศทางเดียวกัน "สนธิรัตน์" เผยรัฐบาลเตรียมคลอดมาตรการกระตุ้น ศก.ช่วงครึ่งปีหลัง แจงขึ้นค่าแรง 400 ไม่รีบ เป้าระยะยาว 4 ปี ขุนคลังปัดลดภาษีบุคคลธรรมดา ลั่น พปชร.ไม่เคยพูด
    เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะ เข้าพบเพื่อยื่นสมุดปกขาว ซึ่งเป็นข้อเสนอกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคเอกชนว่า จากการพูดคุยกับประธาน ส.อ.ท. ได้ยืนยันไปว่าไม่ได้กังวลในการเป็นรัฐบาลผสมว่าจะทำงานลำบากขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะมีกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้การทำงานไปในทิศทางเดียวกัน 
    ขณะเดียวกัน ได้หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถึงแนวทางในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) เศรษฐกิจ ที่ประกอบไปด้วย รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อมาประชุมร่วมกันเป็นระยะๆ โดยหวังให้การทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน และประสานงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ครม.เศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลาใดมีวาระที่สำคัญ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจัดตั้ง ครม.เศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และสมัยรัฐบาลไทยรักไทย
    รองนายกฯ กล่าวถึงการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามที่พรรคการเมืองหาเสียงไว้ว่า ไม่ต้องกังวลในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการไตรภาคีทั้ง 3 ฝ่ายต้องพูดคุยหารือถึงมาตรการที่เหมาะสมอยู่แล้วว่าจะขึ้นค่าแรงเท่าไร ขณะที่พรรคการเมืองพูดอะไรไว้ก็ต้องทำตามนั้น แต่ได้พูดชัดว่าการขึ้นค่าแรงต้องขึ้นตามทักษะฝีมือ ดังนั้น ทุกอย่างต้องมีพัฒนาการ และต้องเข้าสู่ที่ประชุมไตรภาคี พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร 
    ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องเร่งหารือเพื่อกำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าหลังจากแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว จะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
    สำหรับกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็วๆ นี้ ซึ่งพลังงานเป็นเรื่องสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยในช่วงนี้จะต้องดูแลราคาพลังงานทั้ง น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้าด้วย
    นายสนธิรัตน์ยังชี้แจงถึงนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันว่า นโยบายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการไตรภาคีและผู้ประกอบการให้ตกผนึกร่วมกันก่อน เพื่อไม่ให้เป็นภาระฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยผู้ประกอบการและแรงงานอย่าเพิ่งวิตกกังวลไป ยังมีเวลาที่จะหารือแนวทางร่วมกัน อีกทั้งการปรับขึ้นเป็น 400 บาทยังไม่ได้เริ่มช่วงต้นปี 2563 นี้ แต่เป็นเป้าหมายระยะยาว 4 ปี และต้องดำเนินการควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็ง นำระบบดิจิทัลมาใช้ พร้อมยกระดับการพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานด้วย
    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ว่านโยบายการปรับลดภาษีจะต้องมองในกรอบใหญ่ สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐเสนอไว้ไม่ได้พูดถึงลดภาษีโดยตรง แต่กำลังพูดว่าถึงเวลาที่น่าจะมาทบทวนโครงสร้างภาษีของประเทศ เพราะว่าจะมีความเหลื่อมล้ำอยู่ เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีอัตราจัดเก็บห่างกันพอสมควร ส่วนโครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้ การปรับเปลี่ยนอย่างไร ลดอะไรบ้าง จะต้องมาดูในรายละเอียด
    อีกประเด็นคือ จะต้องดูด้วยว่าเรื่องการสร้างรายได้ เพิ่มรายได้ให้ประเทศจะทำอย่างไร ข้างหนึ่งถ้าแตะภาษีจะตอบโจทย์รายได้รัฐในระยะยาวอย่างไร สุดท้ายแล้ววินัยการเงินการคลังต้องไม่ถูกกระทบ เพราะฉะนั้นจะไม่พูดเรื่องว่าอยู่ดีๆ ไปปรับลดภาษี บางทีเป็นข่าวออกไป เพราะยังไม่มีโอกาสที่จะได้อธิบายให้ตรงจุด ดังนั้นจะต้องดูทั้งระบบ โจทย์คือการปรับโครงสร้างภาษี ต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งอาจจะมีทั้งลดทั้งเพิ่ม และต้องสนับสนุนให้คนไทยมีความมั่งคั่งที่ยั่งยืนจากการประกอบอาชีพมากขึ้น ธุรกิจต้องไปได้ ประเทศจะได้ประโยชน์จากภาษีที่เพิ่มขึ้น
    นอกจากนี้ ขอเวลาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณาเกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยลงทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ โดยต้องดูว่าในระยะต่อไปมาตรการนี้ยังมีประโยชน์และจำเป็นลักษณะไหน และจะมีผลกระทบด้านไหน ต่อตลาดทุน ต่อผู้ลงทุน ซึ่งมีการนัดหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ที่จะต้องมีการเสนอเข้าสภา ต้องมีการหารือความคืบหน้ากับอธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้ง
    นโยบายหลักที่กระทรวงเตรียมดำเนินการ จะมีการแถลงอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาแล้ว เบื้องต้นจากสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ เห็นว่าเศรษฐกิจภายนอกมีความผันผวน ทำให้เกิดความเสี่ยงประมาณหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอ โดยล่าสุด ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับอันดับความเชื่อถือของไทย จากมองอนาคตมีเสถียรภาพ ซึ่งดีอยู่แล้ว เป็นการมองอนาคตแบบเชิงบวก จากนโยบายเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังที่สอดรับกับสถานการณ์ ทำให้เกิดความเข้มแข็งของประเทศ
    “กระทรวงการคลังจะดูแลสองเรื่องพร้อมกัน คือ การจัดสรรงบประมาณให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การยกระดับพัฒนาประเทศตั้งแต่ฐานรากขึ้นมาก และจะดูแลเรื่องวินัยการเงินการคลังต่อเนื่อง ไม่มีหย่อนยาน เพราะอย่างที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุไว้ว่านี่เป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ถ้าวินัยการเงินการคลังไม่เข้มแข็งก็ไม่มีแรงไปจัดงบประมาณขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ต้องมองระยะใกล้และระยะยาวว่าเราต้องมีเงินพอที่จะพัฒนาประเทศทุกส่วน ทุกพื้นที่ โดยสองเรื่องนี้ต้องไปด้วยกัน” นายอุตตมระบุ
    สำหรับกลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือแน่นอนคือ ภาคเกษตร วิสาหกิจชุมชน การค้าขายในระดับชุมชน แต่จะดูแลแบบตอบโจทย์เกษตรจริงๆ ความช่วยเหลือต้องถึงมือ และตอบโจทย์ให้ตรงจุด โจทย์ของเกษตรคือการยกระดับ สร้างรายได้ สร้างความมั่งคั่ง และต้องมีศักยภาพที่พัฒนาต่อไป ขณะที่กระทรวงการคลังได้พัฒนาโครงข่ายพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าขายออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซไว้แล้ว โจทย์ต่อไปคือทำให้สิ่งเหล่านี้ไปเป็นประโยชน์กับประชาชนตั้งแต่ฐานราก ส่วนนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะขยายผล เช่น สิทธิประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรจะได้ ส่วนวิธีการอะไรอย่างไรขอไปทำการบ้านก่อน 
    อย่างไรก็ดี ในส่วนของค่าเงินบาท กระทรวงการคลังเชื่อมั่นในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งคลังกับ ธปท.จะต้องมีการหารือร่วมกันในอนาคต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปแทรกแซง โดยเฉพาะเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ให้เป็นการตัดสินใจของ ธปท.