สนธิรัตน์ถกทบทวนแนวทางดูแลพลังงาน เน้นลดค่าใช้จ่ายประชาชน


   

 

20 ก.ค. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุม​ระดมความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2562 ร่วมกับข้าราชการระดับสูง พร้อมกับนายกุลิศ สมบัติศิริ และผู้บริหารบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อใช้เป็นแนวทางกำหนดทิศทางและนโยบายของกระทรวงพลังงานทั้งด้านไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน โดยได้หารือถึงนโยบายสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดัน

โดยวันที่ 22 ก.ค.นี้ จะมีประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงานอีกครั้งเพื่อกำหนดนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินการภายใน 3 เดือนแรกให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจะเข้าไปพิจารณารายละเอียด แก้ไขหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

"ความช่วยเหลือผ่านกลไกพลังงาน อาทิ การดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนของพลังงานที่ปัจจุบันรัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้า ส่วนลดก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ก็จะมีการทบทวน ขณะที่การปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี)ตามนโยบายเดิมก็จะพิจารณาอีกครั้ง"นายสนธิรัตน์ กล่าว

นอกจากนี้จะกำหนดนโยบายเพื่อดำเนินการระยะสั้นภายใน 1 ปี และดำเนินระยะยาวภายใน 4 ปี เพื่อให้ภาคพลังงานสามารถลดค่าใช้จ่ายของประชาชน สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน อาทิ การสนับสนุนพลังงานทางเลือกในชุมชน หรือสามารถขายได้เพื่อสร้างรายได้ อาทิ การสนับสนุนผลิตก๊าซชีวภาพ โดยนโยบายทั้งหมดจะเชื่อมโยงกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล

ขณะเดียวกันการหารือยังได้สรุปถึงบทบาทของกระทรวงพลังงาน โดยต้องการให้ทุกองค์กรภายใต้กระทรวงพลังงานถอยความเป็นองค์กร เพื่อบูรณาการร่วมกันและเข้าถึงประชาชน ชุมชน ลดข้อจำกัด และอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินการ เพื่อให้การดำเนินการด้านพลังงานเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างสูงสุด

นอกจากนี้ในที่ประชุม ปตท.ได้เสนอให้เรื่องมิติพลังงานบนดิน เพื่อสนับสนุนพืชพลังงาน ที่นอกจากจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว และยังเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วย อาทิ การสนับสนุนน้ำมันบี7 บี10 และบี20 ซึ่งน้ำมันที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลนี้จะไปเชื่อมโยงกับการดูแลเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันที่กระทรวงพลังงานพยายามดูดซับทั้งในรูปของน้ำมันและเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

"ประเด็นข้อขัดแย้งทางความคิดด้านพลังงานจนเกิดการคัดค้านของบางกลุ่ม อาจจะมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกัน จะต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อให้สร้างความเชื่อถือในข้อมูลร่วมกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน"นายสนธิรัตน์ กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า วาระเร่งด่วนสำคัญที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน จะหารือร่วมกับนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน จะเน้นการดูแลสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้ตรงจุด เข้าถึงมากขึ้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระเงินในกระเป๋าประชาชน ตามนโยบายรัฐบาล เช่น การพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รูดซื้อแอลพีจี จากเดิมให้ส่วนลดซื้อก๊าซแอลพีจี 45 บาท ระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งการแก้ปัญหาความไม่สะดวกในการใช้บริการ

เนื่องจากเงื่อนไขเดิมผู้ถือบัตรสวัสดิการต้องไปรูดบัตรผ่านเครื่องอีดีซี ที่ร้านค้า ทั้งที่ปกติลูกค้าจะโทรสั่งก๊าซฯให้ไปส่งที่บ้าน ไม่ได้มาซื้อที่ร้านค้าตรง ทำให้ลำบากทั้งคนซื้อและคนขาย จึงทำให้มาตรการการช่วยเหลือดังกล่าว ไม่ค่อยได้รับความนิยม และช่วยเหลือได้ตามวัตถุประสงค์มากนัก

นอกจากนี้มีแนวโน้มการพิจารณาขยายฐานผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี จากเงื่อนไขเดิมอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 50 หน่วย เงื่อนไขใหม่อาจปรับเพิ่มขึ้น เพื่อขยายฐานให้ผู้มีรายได้น้อยในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาราคาก๊าซธรรมชาติ สำหรับยานยนต์ หรือก๊าซเอ็นจีวี สำหรับรถโดยสารสาธารณะ
เช่น รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถเมล์) รถตู้ รถแท็กซี่ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)  มีมติชดเชยราคาลดลงเหลือ 3 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากเดิมชดเชย 6 บาทต่อกก. เท่ากับขึ้น 3 บาทต่อกก.

โดยให้ทยอยปรับขึ้นครั้งละ 1 บาทต่อกก. ครั้งแรกปรับขึ้นไปแล้ว 1 บาทวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นจะขึ้นอีกครั้ง 1 บาทต่อกก. วันที่ 16 ก.ย. และครั้งสุดท้ายวันที่ 16 ม.ค. 63 ซึ่งต้องมาติดตามว่า จะมีการตรึงราคา 2 ครั้งที่เหลือหรือไม่ เพื่อช่วยเหลือรถโดยสารสาธารณะ
รวมทั้งการขยายเวลาลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ บี 20 ลิตรละ 5 ต่อบาทต่อไปอีกหรือไม่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการยกระดับราคาปาล์ม จากเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. นี้ ถ้าไม่ขยายเวลาจะกลับไปขายน้ำมันดีเซลบี 20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปลิตรละ 3 บาท   


"หลวงพ่อทวด"........ ยังคงนั่งมองลูกหลานและบ้านเมืองไทยด้วยเมตตาอยู่ในมณฑปวัดช้างให้ ริมทางรถไฟ เหมือนทุกๆ ปี

เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ
ตรรกะ 'ตลบตะแลง' ของธร
โศกนาฏกรรมสัตว์การเมือง