ทำสงครามข่าวสารเราต้องการเจ้าภาพ


   

    ถ้าหากจะกล่าวว่าประเทศไทยเวลานี้กำลังเผชิญกับการก่อการร้ายทางข่าวสาร (Information Terrorism) ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะฝ่ายที่เขาทำสงครามข่าวสารอยู่ในขณะนี้เขาใช้ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหา “ชังชาติ” ด้วยลีลาน้ำเสียงของการประณามสิ่งต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบขของชาติที่ทำให้คนที่มีทัศนคติชาตินิยม (Nationalism) และมีความรักชาติ พร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อความมั่นคงของชาติ (Patriotism) ไม่อาจจะทนได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีบทบาทในการรักษาความมั่นคงชาติกลับยังอยู่นิ่งเฉย ไม่มีการต่อสู้ในสงครามข่าวสาร ปล่อยให้ความมั่นคงของประเทศถูกบ่อนทำลายลงไปเรื่อยๆ เรากำลังประเผชิญกับความสั่นคลอนแทบทุกด้าน

    เขาสั่นคลอนความมั่นคงของสถาบันสำคัญของชาติ เขาบั่นทอนความมั่นคงของกองทัพที่เป็นรั้วของชาติ ด้วยวาทกรรมที่สร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้กับกองทัพ เขาบั่นทอนความมั่นคงทางการเมืองของประเทศด้วยการกล่าวประณามการเมืองของไทยว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เพียงเป็นการประณามภายในประเทศเท่านั้น แต่เขาประณามประเทศไทยให้ต่างชาติฟัง ในลักษณะชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน เขาบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างภาพลักษณ์เลวร้ายให้กับบประเทศไทย ทำให้ต่างชาติอาจจะลังเลในการลงทุนในประเทศไทย มาค้าขายกับคนไทย หรือทำสัญญาการค้ากับประเทศไทย เขาสั่นคลอนความมั่นคงทางวัฒนธรรมของประเทศด้วยการรณรงค์ให้คนยุคใหม่ปฏิเสธประเพณีอันดีงามของประเทศ เขาทำลายความภูมิใจในอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจทำให้วัฒนธรรมที่ดีงามทั้งหลายถูกทำลายได้

    ในเวลานี้มีผู้นำทางความคิด นักวิชาการ สื่อมวลชนบางรายที่มองเห็นสงครามข่าวสารที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยความเป็นห่วง ก็ลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่จำนวนคนก็ดี ทรัพยากรที่จะใช้ในการต่อสู้ก็ดี อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างไปจากชาวบ้านบางระจันที่มีคนจำนวนน้อยนิด ขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะต่อสู้กับการก่อการร้ายด้านข่าวสารที่กำลังดำเนินอยู่ พวกเขาก็ได้แต่รอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการดำรงรักษาความมั่นคงของประเทศจะออกมานำการต่อสู้ เหมือนชาวบ้านบางระจันที่รอทัพหลวงจากกรุงศรีอยุธยามาช่วยพวกเขาต่อต้านข้าศึกที่พยายามยึดครองประเทศไทย หลายคนก็แปลกใจว่าทำไมไม่มีใครคิดที่จะจัดทัพในการทำสงครามข่าวสารในครั้งนี้ ไพร่พลที่จะทำการรบ อยู่ที่ไหน เสบียงกรังที่จะใช้เป็นทรัพยากรในการต่อสู้จะมาจากไหน เวลานี้ดูเหมือนว่ายังไม่มีคำตอบ ไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีงบประมาณ ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีแม้แต่คิดจะสู้ ดูเหมือนพวกเขาจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ระวังเถอะ “วิญญาณปู่จะร้องว่าลูกหลาน...” (เนื้อเพลงมีต่อว่าอะไรไปหามาร้องเตือนใจตัวเองก็แล้วกันนะ)

    เวลานี้อยากตั้งคำถามว่าที่ยังไม่มีใครลุกขึ้นมาปกป้องความมั่นคงของประเทศนั้น เพราะเหตุอันใดกันแน่ (1) พวกเขามองว่าปัญหายังไม่ร้ายแรงขนาดนั้น สงครามข่าวสารยังไม่มีจริง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องออกมาทำสงครามกับใคร (2) พวกเขาเห็นความสำคัญ แต่พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะทำ และไม่รู้จะหันไปหาใคร เพราะไม่มีใครสั่งให้ไปหา (3) พวกเขามองเห็นความสำคัญ พวกเขาทำเป็น แต่ไม่มีงบประมาณที่จะทำ ทำไปก็สู้เขาไม่ได้ เพราะพวกเขามีทรัพยากรมากกว่าทั้งจำนวนคน ความสามารถของคน และงบประมาณที่จะใช้ หรือ (4) พวกเขาเห็นความสำคัญ พวกเขาทำได้ และงบประมาณก็มี แต่เขาไม่อยากทำ ไม่อยากเหนื่อย หรือว่าเขาเห็นด้วยกับฝ่ายตรงกันข้าม

    ดูเหมือนว่ามีสองกับดักที่ทำให้เราไม่มีใครลุกขึ้นมาวางยุทธศาสตร์ในการทำสงครามข่าวสารในครั้งนี้ กับดักแรกคือ “กับดักปรองดอง” พวกเขาอาจจะคิดว่าในเมื่อเราต้องการความปรองดอง ถ้าหากออกมาทำสงครามข่าวสารแบบโต้กันไปโต้กันมา ก็จะทำลายบรรยากาศความปรองดอง ถ้าคิดอย่างนั้นเขาก็เข้าใจผิดแล้ว การทำสงครามข่าวไม่จำเป็นต้องตอบโต้กัน ไม่จำเป็นต้องให้ร้ายหรือด่าทอต่อว่าใคร เพียงแต่เราให้ข้อมูลในมุมของเราโดยไม่ต้องต่อว่าใคร ใช้ช่องทางให้ข้อมูลของเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้มากพอ ก็ถือว่าเป็นการทำสงครามแล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งสร้างวาทกรรมเป็นชุดข้อมูลเพียงข้างเดียวฝังหัวมวลชนไปเรื่อยๆ จนทุกอย่างที่เขาพูดนั้นจะเป็นความจริงในสายตาของคนที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ โดยไม่มีชุดข้อมูลอีกฝ่ายให้เปรียบเทียบหรือไตร่ตรองก่อนที่จะกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมของตนเอง

    อีกกับดักหนึ่งก็คือ “กับดักความเป็นกลาง” เมื่อพวกเขาเป็นข้าราชการ และมองว่าฝ่ายที่กำลังทำสงครามข่าวสารอยู่นั้นเป็นพรรคการเมือง หากเขามาทำอะไรที่มีผลต่อการนำเสนอข่าวสารของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง พวกเขาก็จะสูญเสียความเป็นกลาง และอาจจะถูกสังคมตำหนิได้ ดังนั้นพวกเขาจะต้องไม่ทำอะไรที่จะเป็นผลเสียหรือผลดีกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ถ้าหากเขามองการสื่อสารของคนพวกนั้นว่าเป็นเพียงการสื่อสารของพรรคการเมือง ไม่มีผลอะไรกับความมั่นคงของประเทศชาติ พวกเขาก็คงจะคิดถูก แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าการให้ข่าวสารของพรรคการเมืองบางพรรคนั้นไม่ใช่การสื่อสารเพื่อเป็นการรณรงค์ทางการเมืองธรรมดา แต่เป็นการสื่อสารที่มีโอกาสจะทำลายความมั่นคงของประเทศในหลายๆ ด้าน ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่หน่อยเถอะ จะได้มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องออกมาวางยุทธศาสตร์สงครามข่าวสาร เพราะหากปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งให้ข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวด้วยความถี่สูง เพราะแย่งพื้นที่ข่าวได้ และมีสื่อมวลชนบางรายเป็นแนวร่วม ในที่สุดสิ่งที่พวกเราผู้รักชาติรักแผ่นดินและเทิดทูนสถาบันต้องการดำรงรักษาไว้อย่างมั่นคง ก็อาจจะสั่นคลอน และสูญหายไปได้

    ถึงเวลาแล้วที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายๆ ฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงรักษาความมั่นคงด้านต่างๆ ของประเทศ จะต้องให้ความสำคัญกับการทำสงครามข่าวสาร อย่าปล่อยให้เยาวชนของชาติ Gen X ตอนปลาย Gen Y และ Gen Z ที่มีจำนวนมากกว่า 50% ของประเทศคล้อยตามข้อมูลข่าวสารที่คนชังชาติทั้งหลายพยายามจะฝังเข้าไปในสมองของพวกเขาเลย เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการก็ได้ ส่วนทิศทางที่พวกเขาต้องการคืออะไรนั้น เชื่อว่าคนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองอยู่เป็นประจำต้องรู้ดี และหลายคนก็เป็นห่วง และอยากให้ทางการของประเทศไทยตระหนักในหน้าที่แล้วปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้แล้ว.


ยุคนี้ นักวิจารณ์เยอะ ซึ่งเป็นเรื่องดี.... แต่ประเภท "ไม่อ่านเนื้อ" อ่านแค่พาดหัว ๒-๓ คำ แล้วหยิบไปวิจารณ์เป็นคุ้ง-เป็นแควนี่ซี

เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'
รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'