เอาคืน!ชงยุบพปชร. เพื่อไทยลุ้นศาลรธน.ฟัน'บิ๊กตู่'หวังเปลี่ยนขั้ว


   


    เพื่อไทยจ้องชงยุบพลังประชารัฐ เด็กแม้วลั่น! หากศาลรัฐธรรมนูญฟัน "บิ๊กตู่" ได้เวลาล้างไพ่เปลี่ยนขั้วการเมืองทันที แต่ฝันหวานเพราะตามเส้นทางยังมี "มาร์ค-เสี่ยหนู" รอเสียบอยู่ ด้าน "คุณช่อ" โวยถ้าอนาคตใหม่ล้มล้างการปกครอง แต่ผู้ก่อรัฐประหารไม่เคยถูกลงโทษ ประเทศนี้ก็คงไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่แล้วจริงๆ
    นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องให้วินิจฉัยคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า กรณีดังกล่าวเชื่อว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อการเป็นผู้นำประเทศ และผู้นำรัฐบาลต่อการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ช่วงวันที่ 25-26 ก.ค.นี้อย่างแน่นอน 
    เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าว หมายถึงการมีน้ำหนักเบื้องต้นต่อปัญหาในคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ระบุให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และ พล.อ.ประยุทธ์สามารถนำแถลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยลง และเป็นโอกาสที่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับการอภิปรายของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน
    “นายกฯ จะต้องคิดเองว่าเหมาะสมอย่างไรหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยจะไม่ฉวยโอกาสตีรวนการแถลงนโยบายรัฐบาลจนประชาชนไม่ได้สาระในประเด็นนโยบายอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องเน้นให้ประชาชนเห็นคือความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร และความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ” 
      นายสุทินยังกล่าวต่อกรณีที่พรรคพลังประชารัฐเตรียมจัดสรร ส.ส.เพื่อตอบโต้และประท้วงการอภิปรายของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านว่า เป็นเรื่องปกติ ซึ่งตนไม่กังวล อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ตนกังวลเล็กน้อยคือ รัฐบาลยังไม่จัดส่งนโยบายรัฐบาลที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ ส.ส.อาจได้รับเนื้อหาล่าช้าและเตรียมตัวไม่ทัน ซึ่งถือว่าเป็นเจตนาที่ทำให้ผู้ที่ต้องการอภิปรายตั้งหลักไม่ทันหรือไม่ 
     เขากล่าวว่า ไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลานานหรือไม่ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์หมดคุณสมบัติจะเป็นนายกฯ รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดลงทันที ดังนั้นการนำนโยบายที่แถลงไปปฏิบัติจะเกิดปัญหาหรือไม่ นอกจากนั้นเชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแน่นอน 
ชงยุบพรรคพลังประชารัฐ
    "หาก พล.อ.ประยุทธ์ขาดคุณสมบัติ คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐต้องรับผิดชอบ ฐานะที่ส่งบุคคลที่ขาดคุณสมบัติลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคพลังประชารัฐทันที เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในแนวทางดังกล่าว" นายสุทินกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องเพื่อพิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ได้สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 85 (15)เพราะเหตุเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีจึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม และมาตรา 82 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7(9) นั้น 
    กรณีนี้หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติยกคำร้อง เรื่องก็จะจบลงทันที พล.อ.เอกประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ สิ่งที่จะตามมาก็คือจะส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที ซึ่งก็หมายถึงต้องพ้นสภาพจากการเป็นนายกฯ
     จากนั้นที่ประชุมรัฐสภาต้องโหวตเลือกนายกฯ กันใหม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถมีชื่อกลับมาให้ที่ประชุมโหวตเลือกได้อีก ทั้งนี้ ถ้าสถานการณ์ไหลไปถึงจุดนั้น โดยช่วงดังกล่าวหากไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรค หากยังกุมสภาพกันได้อยู่ ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดเสียงแตกไปจับมือกับขั้วเพื่อไทย ก็ต้องมานั่งตกลงกันว่าจะหนุนใครเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยที่จะมีเสียง ส.ว. 250 คนคอยเป็นฐานหลักให้ 
    ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พรรคที่จะได้ลุ้นดังกล่าว ต้องมี ส.ส.อย่างน้อย 25 คนในสภา และในบรรดาพรรคร่วม 19 พรรค มีเพียงสองพรรคคือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ที่ส่งชื่อแคนดิเดตนายกฯ ตอนเลือกตั้งคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล
    นายสุทิน​ วรรณบวร​ อดีตนักข่าวการเมืองอาวุโส​  โพสต์ข้อความลงในเฟซบุก Sutin Wannabovorn โดยมีเนื้อหาระบุว่า บูมเมอแรง เหวี่ยงกลับมาแทงฝ่ายแค้น ศาลรัฐธรรมรับวินิจสถานะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่าสิ้นสุดลงเพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ แต่ไม่ได้สั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่เข้าข่ายมาตรา 82 และกำหนดเวลามาชี้แจงต่อศาลภายใน 15 วัน ทำให้ความหวังที่ฝ่ายค้านจะถล่มลุงตู่ให้ดับคาสภาระหว่างการแถลงนโยบายต่อสภาท่าจะเป็นหมัน เพราะฝ่ายแค้นได้ติดกับดัก ตกหลุมพรางตัวเองเรียบร้อยแล้ว
    ฝ่ายค้านเป็นผู้รวบรวมรายชื่อ ส.ส.ร้อยกว่าคนทำเรื่องผ่านประธานสภาฯ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าลุงตู่ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เพราะขาดคุณสมหรือไม่ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว หมายความว่าอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอยู่ที่ศาลรัฐธรรม ผู้ถูกร้องเรียนมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องไปชี้แจงแก้ต่างว่าผิดตามคำร้องหรือไม่ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องชี้แจงหรือตอบโต้ข้อกล่าวหาในสภา
เตือนละเมิดอำนาจศาล
    ในเวลาเดียวกัน ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเมื่อฝ่ายตุลาการ รับเรื่องดำเนินการวินิจฉัยแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะมาต่อสู้หักล้างประเด็นที่ว่ากันในสภา เพราะการกล่าวหาโจมตีตอบโต้กันในสภาอาจเข้าข่าย ก้าวก่ายชี้นำหรือละเมิดอำนาจศาลได้
    ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทราบดีว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ได้แบ่งแยกถ่วงดุลอำนาจกันเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ดังนั้นเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติ เสนอเรื่องให้ฝ่ายตุลาการวินิจฉัยตัดสินแล้ว โดยกฎกติกามารยาทโดยกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติกระทำการใดในระหว่างฝ่ายตุลาการอยู่ในกระบวนการวินิจฉัยถือเป็นก้าวก่ายชี้นำฝ่ายตุลาการได้
    ดังนั้นในระเวลาสิบห้าวันนี้ พลเอกประยุทธ์ ผู้ถูกร้องเรียน มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องไปชี้แจงต่อศาลเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องชี้แจงหรือตอบโต้ข้อกล่าวหาในสภา เพราะผลการวินิจของศาลรัฐธรรมผูกพันครอบคลุมไปทุกองค์กรอยู่แล้ว การตอบโต้ชี้แจงในสภาจึงไม่ผลใดๆ นอกจากความสะใจของทุกฝ่าย
    วันเดียวกันนี้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้ของพรรคต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่า ขณะนี้ยังต้องรอสำเนาคำร้องจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือพรรคมั่นใจว่าการก่อตั้งพรรคไม่ได้มีส่วนใดเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
    "การตั้งพรรคลงรับสมัครเลือกตั้ง ได้ ส.ส. 81 คน ได้เสียงกว่า 6 ล้านเสียง ถ้ามีอะไรผิดพลาดที่นำไปสู่การล้มล้างการปกครองได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คงต้องพิจารณาดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว" 
    โฆษกพรรคอนาคตใหม่ยังกล่าวว่า ในขณะที่การรัฐประหารซึ่งเป็นการล้มล้างการปกครองที่เห็นได้ชัด แต่กลับไม่มีใครรับโทษ เพราะนิรโทษกรรมตัวเองไว้เรียบร้อยแล้วในรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตาม ตนไม่รู้สึกแปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ต้องการให้ทุกคนตระหนักว่า นี่คือการใช้กลไกทางกฎหมายในการบ่อนทำลายพรรคการเมืองที่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้มีอำนาจ
    "ถ้าการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาลงสมัครรับเลือกตั้งโดยทำตามกระบวนการทุกอย่าง ถูกมองว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ในขณะที่ผู้ก่อการรัฐประหารไม่เคยมีใครถูกลงโทษเลย ทั้งที่ฉีกรัฐธรรมนูญ โค่นอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ประเทศนี้ก็คงไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่แล้วจริงๆ"
    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าพรรคอนาคตใหม่มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง แม้จะไม่นำไปสู่การยุบพรรค แต่จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนที่ไม่ประสงค์ดีต่อพรรคในอนาคต น.ส.พรรณิการ์ตอบว่า คงไม่สามารถห้ามได้หากมีความพยายามสานต่อเรื่องนี้ไปสู่การยุบพรรค ซึ่งความพยายามดังกล่าวเราก็เห็นมาตลอด แต่คงต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการตั้งพรรค ซึ่งเรารู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และย่อมถูกผู้ที่ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์ขัดขวางอย่างเต็มที่ จึงเตรียมใจไว้อยู่แล้ว
ส้มหวานมั่นใจไม่ทำผิด
    “เรื่องยุบพรรค ถามว่ากลัวไหม เรามั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรผิด โดยเฉพาะการล้มล้างการปกครอง เราตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อธำรงระบอบประชาธิปไตยให้คงอยู่อย่างมั่นคงในประเทศไทย และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังคงเดินหน้าไปสู่เส้นทางนั้น ถ้ากลัวก็ไปนอนอยู่บ้าน ไม่ต้องทำงานการเมือง” โฆษกพรรค อนค.กล่าว
    ยังมีการแสดงความเห็นผ่านโลกออนไลน์ในประเด็นพรรคอนาคตใหม่กันอย่างกว้างขวาง อาทินายธันวา ไกรฤกษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า "ดอกไม้ปลอบใจ คุณธนาธรและคุณช่อ ส่งไปให้ที่พรรคอนาคตใหม่แล้วนะครับ ในการ์ดผมเขียนว่า "แด่คุณธนาธรและคุณช่อ ขอมอบดอกไม้เพื่อปลอบใจ ที่ EU ส่งสารแสดงความยินดีมาถึงท่านนายกนะครับ ทำการเมืองสร้างสรรค์ดีกว่าครับ"
    ปล. วันก่อนผมโพสต์ไว้ วันนี้จึงต้องทำตามสัญญา ไม่ได้มีเจตนาเยาะเย้ยใดๆ แต่อยากปลอบใจจริงๆ ครับ
    ขณะที่ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ "โบว์" แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องของนายณฐพร โตประยูร ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 
    โดย "โบว์ ณัฏฐา" ระบุว่า "ไม่มีอะไรน่ากังวลนะกับการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญกรณีธนาธร ถ้าขนาด พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่มีความผิดข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ ทั้งที่จัดการยึดอำนาจแล้วร่าง รธน.ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเพื่อเปิดทางให้ตัวเองเป็นนายกฯ ต่อ มันยากมากที่คนอื่นจะถูกเอาผิดด้วยข้อหานี้ได้ค่ะ"
    ด้าน ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือ 'หม่อมเต่านา' บุตรสาวหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างจากบิดา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Taona Sonakul ถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะจัดการล้างมรดกบาปของ คสช. 
    โดย ม.ล.มิ่งมงคลโพสต์ว่า "เราเกรงแต่ว่าบาปมรดก วาทกรรมของนายปิยบุตรเอง.. จะย้อนมาจัดการกับนายปิยบุตร ก่อนมรดกบาปของคนอื่นน่ะค่ะ"
ชีวิตเป็นแบบเดิม
    มีความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ ฟัง! วิสัยทัศน์จาก 7 หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านร่วมหาทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของชาติ วันอาทิตย์ที่ 21 ก.ค.2562  เวลา 10.00-12.30 น. โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ ประเทศไทยวันนี้ หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ไม่ได้มีอะไรใหม่เกิดขึ้น เหมือนที่หลายๆ คนคาดหวัง
    วันนี้…… เราคงต้องเผชิญกับ "นายกคนเดิม"  พร้อม "ทีมเศรษฐกิจที่ไม่แตกต่างไปจากเดิม" เพิ่มเติมด้วยนักการเมืองที่เคยถูกประณามหยามเหยียดมาร่วมทีม ภายใต้กฎกติกา และวิธีการแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศ แบบเดิมๆ…… 
    นั่นหมายความว่า "ชีวิตของพวกเรา คงเป็นแบบ เดิม" เหมือนเช่นที่ได้เผชิญมาแล้วตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ใช่ไหมครับ การจัดกิจกรรมทางวิชาการของ 7 พรรค ฝ่ายค้าน ที่ร่วมกันจัดขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการทำงานการเมืองที่สร้างสรรค์ เป็นการเมืองที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาของส่วนรวม ของประเทศ ของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่การเมืองที่พูดแต่เรื่องประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
    เป็นกิจกรรมที่น่าสนับสนุนและน่าติดตามรับฟังนะครับว่าหัวหน้าพรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคฝ่ายค้าน จะมาชักชวน ให้พวกเราคิด และร่วมกันหาทางออกให้กับวิกฤติประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไร……
    อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าการรับฟังข่าว เรื่องการแย่งห้องที่ทำงานของรัฐมนตรีใหม่ หรือคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ที่กะพร่องกะแพร่ง แม้จะเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรงทั้งทางอาญาและข้อหากบฏ แต่ "ผู้นำรัฐบาล" ยังนำเข้ามาให้รับผิดชอบการบริหารประเทศ
    “แม้วันนี้จะถดถอยและสิ้นหวัง พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะรวมพลังเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ และพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด”
     นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้ "พวกเราฝ่ายประชาธิปไตยจะไม่ปล่อยให้ท่านต่อสู้กับระบอบเผด็จการอย่างโดดเดี่ยว พรรคอนาคตใหม่ ทราบว่ามีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลมีมติรับคำร้องเพื่อให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยกล่าวหาว่ามีพฤติกรรม ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49  
มีฐานะเป็นโจรกบฏ  
    7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องไม่นิ่งดูดายปล่อยให้พรรคอนาคตใหม่สู้อย่างโดดเดี่ยวทั้ง 7 พรรค และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมทุกคนควรต้องร่วมกันเพื่อต่อสู้กับระบอบเผด็จการอย่างมีเอกภาพ เพื่อยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยว่า คณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจประชาชนไป ถือเป็นกบฏ ไม่มีความชอบธรรมที่จะปกครองประเทศ
    คณะรัฐประหารไม่ใช่องค์รัฏฐาธิปัตย์ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 และรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ปี 2560 รวมถึงกฎ กติกา คำสั่งที่ออกมาในยุค คณะรัฐประหาร คสช.ครองเมือง ย่อมไม่ถือเป็นกฎหมายที่ชอบธรรมตามหลักสากล ไม่ชอบธรรมด้วยหลักนิติรัฐ และนิติธรรม หน่วยงาน องค์กรที่เกิดขึ้นจากคำสั่งของคณะรัฐประหาร คสช. ทั้ง สนช., สปช.,  กรธ., ครม. จึงไม่มีความชอบธรรมที่จะออกกฎใดๆ มาบังคับต่อประชาชนและประเทศชาติได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มาจากประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง 
    ในทางวิชาการ พวกเขามีฐานะเป็นโจรกบฏ เป็นคณะรัฐประหาร อันอาจส่งผลให้องค์กรอิสระต่างๆ และศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากกฎ กติกา ประกาศ คำสั่งของคณะรัฐประหาร คสช. ไม่มีสถานะและความชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้อำนาจที่ไม่มีความถูกต้อง ชอบธรรมมาแต่ต้น ในการยุบพรรคหรือตัดสิทธินักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วย 
    อีกทั้งกฎ กติกาของคณะรัฐประหารที่ออกมา มีเจตนารมณ์เพื่อทำลายนักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย นอกจากที่มาไม่ชอบแล้ว หลักการ เหตุผล และเจตนารมณ์ยิ่งไม่ชอบธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ตามหลักการสากล 
    หากพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง 7 พรรค กับประชาชนที่รักความเป็นธรรม รักความถูกต้อง รักประชาธิปไตย ปล่อยให้อนาคตใหม่สู้อย่างโดดเดี่ยว ถูกทำลายทิ้งไป โดยไม่มีการผนึกกำลังกันต่อสู้บนหลักการ ภายใต้สงคราม 2 ระบอบ ประชาธิปไตยกับ เผด็จการ นักการเมืองและพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะต้องถูกขจัดไปทีละพรรคๆ จนสุดท้ายฝ่ายเผด็จการจะชนะ และครอบงำประชาชนคนไทย ภายใต้กฎ กติกาของคณะรัฐประหารเผด็จการตลอดไป
    ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง 7 พรรค จึงมีหน้าที่ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ เพื่อรักษาหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย รักษาความถูกต้อง รักษาความเป็นธรรมไว้ ต้องไม่ปล่อยให้พรรคอนาคตใหม่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการอย่างโดดเดี่ยว หาไม่แล้วคิวที่จะถูกเชือดต่อไป อาจเป็นท่าน และพรรคการเมืองของท่าน.