ฟื้น‘ครม.เศรษฐกิจ’ นายกฯนั่งหัวโต๊ะคุมกระทรวงเปน็ เอกภาพตั้ง‘นฤมล’โฆษก


   

 “ประยุทธ์” เตรียมเข้ารับเก้าอี้ รมว.กลาโหมก่อนประชุม ครม.เป็นทางการนัดแรก พร้อมปลุกผี ครม.เศรษฐกิจ พ่วงแบ่งงานรองนายกฯ และแต่งตั้งสารพัดเก้าอี้ ขรก.การเมืองชุดใหญ่ โดยเฉพาะทีมโทรโข่ง วิษณุแจงหลักเกณฑ์เก้าอี้เทกระโถน ส.ส.หมดสิทธิ์ ดร.ปลอดโผล่วิพากษ์ศึกอภิปราย  ลงท้ายปลุกแก้รัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรม ผู้ลี้ภัยเมินข้อเสนอ “ปิยบุตร” ส่วนนิพิฏฐ์แฉ “วันนอร์-สหายอ้วน” โกหกเรื่องรัฐประหาร 22 พ.ค.

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันอังคารที่ 30 ก.ค.นี้ ได้เลื่อนเวลาเป็น 09.30 น.จากเดิม 09.00 น. เนื่องจากช่วงเช้าเวลา 07.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) มีกำหนดการเข้ากระทรวงเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 
    ทั้งนี้ วาระ ครม.ที่น่าสนใจมีอาทิ การเสนอ ครม.พิจารณาแต่งตั้ง ครม.เศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนการบริหารประสานงานกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจให้เป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน มีรองนายกฯ ทั้งหมด รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจร่วมเป็นกรรมการ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์ (พณ.),  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงพลังงาน  รวมถึงตัวแทนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจร่วมเป็นกรรมการใน ครม.เศรษฐกิจด้วย 
สำหรับความรับผิดชอบนั้นจะให้รองนายกฯ แต่ละคนจะรับผิดชอบในกระทรวงเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคดูแล อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ จะกำกับดูแลกระทรวงของพรรคพลังประชารัฐ  (พปชร.) ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ, ดีอี, พลังงาน และอุตสาหกรรม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกฯ ดูแล พณ. และกระทรวงเกษตรฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และคมนาคม ซึ่งเบื้องต้น ครม.เศรษฐกิจจะประชุมทุกวันจันทร์ เพื่อกลั่นกรองและพิจารณานโยบายที่เกี่ยวกับกระทรวงเศรษฐกิจ ก่อนเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบในวันอังคารต่อไป 
     “ครม.จะมีการประชุมแบ่งงานรองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ด้วย” รายงานข่าวระบุ 
นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.จะมีการพิจารณาแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกฯ และรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ โดยมีรายงานว่าจะเสนอชื่อนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร.ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ และนายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรองโฆษกฯ ซึ่งทั้ง 2 คนได้รับการประสานจากทีมงานนายกฯ แล้ว
โดยนางนฤมลยอมรับว่าได้รับการประสานจากทีมงานนายกฯ ว่าจะเสนอชื่อตนเป็นเป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ ในการประชุม ครม.วันที่ 30 ก.ค. ซึ่งไม่ได้รู้สึกหนักใจหรือกังวลใดๆ เพราะที่ผ่านมาจริงๆ แล้วเคยทำงานออกหน้าสื่อมาก่อน เมื่อต้องมาทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ หลักๆ คือต้องอธิบายความให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ ถึงการทำงานของรัฐบาลและผลงานรัฐบาล ต้องทำงานควบคุมทุกด้าน รวมถึงงานด้านการเมืองซึ่งเลี่ยงตอบไม่ได้เพราะก็เป็นนักการเมือง ส่วนการพูดคุยเตรียมความพร้อมทีมโฆษกรัฐบาลคงต้องรอ ครม.มีมติแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน โดยได้ยื่นใบลาออกจากการเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว 
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นายสมคิดจะเสนอ ครม.พิจารณาแต่งตั้งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค พปชร.เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (รองนายกฯ สมคิด) ด้วย 
ส.ส.อดเก้าอี้เทกระโถน
ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงการรับตำแหน่งข้าราชการทางการเมืองของ ส.ส.ว่าจากการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นตรงกันว่า ส.ส.ไม่สามารถเป็นข้าราชการการเมืองได้ เนื่องจากจะเกิดปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน และจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 แต่ ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ เพราะมีการเขียนยกเว้นไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 163 
รายงานข่าวจากพรรค พปชร.แจ้งถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ว่า หลังรับทราบแนวทางแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ผู้บริหารของพรรคและฝ่ายกฎหมายจะชี้แจงกับ  ส.ส.ของพรรคต่อไป โดยตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้น เป็นอำนาจของรัฐมนตรีที่จะพิจารณาแต่งตั้ง โดยคำนึงถึงความสามารถและช่วยงานที่ได้รับมอบหมายได้ ซึ่งตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีนั้น ประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ในแต่ละภาคจะพิจารณาชื่อบุคคลที่เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมทุกสัดส่วนในแต่ละภาค ก่อนเสนอ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาเลือกต่อไป
    พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย เปิดเผยว่า กลุ่ม 10 พรรคที่เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มี ส.ส.พรรคละหนึ่งคน ได้ส่งโผรายชื่อคนที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอให้ไปรับตำแหน่งทางการเมือง เช่น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ให้ตัวแทนของนายกฯ อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแต่ละพรรคได้เสนอชื่อพรรคละหนึ่งคน ซึ่งสำหรับพรรคพลังชาติไทยได้เสนอชื่อตนเองเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ประยุทธ์) หรือกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกฯ (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ซึ่งก็แล้วแต่นายกฯ จะพิจารณาว่าจะเห็นควรอย่างไร หากไม่เสนอชื่อเข้า ครม.ก็ไม่มีปัญหา แต่หากเสนอโดยตั้งให้เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีหรือแม้แต่ที่ปรึกษารัฐมนตรี ก็พร้อมจะลาออกจาก ส.ส.ทันทีเพื่อไปทำงานฝ่ายบริหาร แต่จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้เพราะพร้อมที่จะทำงานอยู่แล้ว  
นายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง แกนนำกลุ่มด้ามขวานไทย หรือกลุ่มภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า กลุ่มได้ส่งรายชื่อคนที่สนับสนุนให้ไปรับตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ แก่ผู้ใหญ่ในพรรคเรียบร้อยหมดแล้ว โดยมีร่วมสิบชื่อ อาทิ นายทวี สุระบาล ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หัวหน้ากลุ่มด้ามขวานไทย  เป็นต้น โดยชื่อที่ส่งไปไม่ได้มีการระบุว่าจะให้ใครไปอยู่กระทรวงไหน เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในพรรคจะพิจารณา
ส่วนกรณีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ 35 คน ซึ่งมีนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  (ปชป.) เป็นประธานที่ปรึกษา เพื่อกำหนดแนวทางและวางยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา เมื่อวันที่ 25  ก.ค.นั้น ล่าสุดพรรค ปชป.ได้แจ้งไปยังคุณหญิงกัลยาว่าในคำสั่งนี้มี ส.ส.ของพรรครวมอยู่ด้วย 3 คน ซึ่งสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าควรแก้ไขรายชื่อดังกล่าว ทำให้คุณหญิงกัลยายกเลิกคำสั่งนี้แล้ว
คุณหญิงกัลยากล่าวว่า ได้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวไปแล้ว เพราะแม้ผู้ที่ได้ตำแหน่งในคณะนี้จะไม่ได้รับเงินเดือน และเป็นคนละส่วนกับความเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการและมีเงินเดือนประจำตำแหน่ง แต่เนื่องจากพบข้อสังเกตในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 และ 185 ซึ่งเป็นเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จึงต้องปรึกษากับฝ่ายกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการให้ได้ความชัดเจนก่อน ว่าการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของตัวเองเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ ขณะเดียวกันทราบว่าในส่วนของพรรคกำลังหารือกันถึงข้อกฎหมายเดียวกันด้วย เพราะมีผลต่อการจัดวางคนไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกระทรวงต่างๆ
    วันเดียวกันยังคงมีความต่อเนื่องจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เรื่องเศษฐกิจหรือการใช้งบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นได้ถามรัฐบาลแล้วว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ระบุว่าต้องบอกที่มาของรายได้ ซึ่งอย่าบอกว่ามาจากงบประมาณ จะบอกว่าไปกู้มาหรือทำอย่างไรให้ได้เงินมา อาจจะเป็นการจัดเก็บรายได้หรืออะไรก็แล้วแต่ท่านต้องบอกได้ นอกจากนี้ใน 4 ปีของการเป็นรัฐบาล จะต้องมีเป้าหมายว่าจะจัดงบให้สมดุลในปีไหน ไม่ใช่จะขาดดุลมากขึ้นทุกปี เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  ท่านก็ได้กู้เงินไปแล้วกว่า 2 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 5 แสนล้านบาททุกปี แล้วอีก 4 ปีจะต้องขาดทุนมากขึ้นกว่าเดิมหรือ ดังนั้นรัฐบาลควรบอกว่าในปีไหนงบประมาณของรัฐบาลจึงจะสมดุล 
“ท่านบอกว่าท่านเข้ามาแล้วจะทำให้ประเทศของเรามั่งคั่ง ร่ำรวยตามยุทธศาสตร์ชาติ ท่านจะทำให้เราร่ำรวยด้วยการไปกู้เงินมาอย่างนั้นหรือ ท่านต้องวางนโยบายให้เป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20  ปีที่ท่านกำหนดขึ้นมา ท่านกำหนดไว้ว่า 5 ปีข้างหน้าจีดีพีเราต้องโตขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 แต่นโยบายกลับไม่มีความชัดเจนว่าจะโตขึ้นได้อย่างไร” นายยุทธพงศ์ระบุ
    นายยุทธพงศ์ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายงบประมาณของรัฐบาลว่า ตอนนี้ต้องรอดูก่อนว่ารัฐบาลเขาจะจัดงบประมาณแบบไหน แต่สิ่งที่ได้ฝากไว้คือเรื่องของการจัดซื้อรถดับเพลิง ที่ซื้อมาแล้วเอามาจอดไว้จนกลายเป็นสุสานรถดับเพลิง ในขณะที่งบประมาณของเราไม่มีจนจำเป็นต้องไปกู้เงินมา ทำไมเราจึงไม่เอาเงินตรงนี้ไปช่วยภัยแล้ง เพราะชาวบ้านกำลังเดือดร้อนลำบาก เรื่องนี้ ป.ป.ช.สอบสวนเสร็จแล้วและส่งดำเนินคดีแล้ว ดังนั้นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยบอกว่าจะไปจัดการ ท่านต้องรีบไปตามคดีที่ ป.ป.ช.
ปลอดให้คะแนนอภิปราย
    ส่วนนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อควันหลงจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่แต่นายกฯ เก่า ระบุว่า โพลทุกฉบับให้รัฐบาลสอบตกหมด ซึ่งก็เห็นเช่นนั้น เพราะต้องอ่านนโยบายหลายรอบ เนื่องจากนโยบายหลวมมาก ไม่เน้นอะไรเลย โดยพยายามให้ครอบคลุมทุกเรื่อง เอานโยบายของทั้ง 19 พรรคมาปะติดปะต่อกัน แทบไม่มีส่วนไหนอธิบายวิธีที่จะปฏิบัติ ไม่ปรากฏเป้าหมายเรื่องเวลาหรือราคา แถมไม่พูดเรื่องงบประมาณเลย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้ ซึ่งกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ 
    “นายกฯ นั้นสอบตกไม่เป็นท่า อ่านผิดๆ ถูกๆ ข้ามไปข้ามมา บางครั้งอ่านรัวจนไม่เป็นภาษา ยามถูกซักถามหากไม่สบอารมณ์ก็แสดงความเกรี้ยวกราด ชี้หน้าชี้นิ้วทำตาเบิ่ง ตาเหล่ มองไม่น่าดู ต่อไปท่านต้องตั้งสติควบคุมอารมณ์ให้ได้นะครับ” นายปลอดประสพกล่าวและว่า "พล.อ.อนุพงษ์น่ายกย่อง  สุขุม นิ่ง มีสมาธิ เข้าใจคำถามและเตรียมการมาดีมาก มีครั้งหนึ่งพูดผิดไป ใช้ภาษาที่ฟังรุนแรงไป ก็ยกมือไหว้ขอโทษทันที ในฐานะรู้จักกันมาก่อน ขอให้รักษาตัวให้ดีนะครับ"
    นายปลอดประสพยังประเมินผู้อภิปรายอีกว่า "พรรคอนาคตใหม่มีดาวฤกษ์ที่กำลังจะเจิดจ้า 3 คน  นายปิยบุตร, นายพิธา และ น.ส.ศิริกัญญา ดีมากขอชื่นชม พยายามรักษามาตรฐานไว้ให้ได้ ส่วนพรรค พปชร.ที่กระดากเอ่ยนามคือ นายกรุง, นายสายัณห์, นายนิโรธ และนางกรณิศ พวกท่านประท้วงจนน่าเบื่อหน่ายมาก ทำตัวแบบพาลๆ และทำให้คนมองว่าเป็นบ่าวใช้ มีแต่ตกต่ำลง สำหรับคุณกรุงทำตัวเป็นนักเลงมาก ทั้งท่าทางและคำพูด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่โรงหนัง รวมถึง พล.อ.ธวัชชัยด้วย ท่านบ้าอะไรขึ้นมาจึงประกาศชื่นชอบสนับสนุนการปฏิวัติ ท่านเป็น ส.ว.ในระบอบประชาธิปไตยนะ ขอเตือนพูดอย่างนี้นอกสภาถูกฟ้องได้" 
    “นายกิตติศักดิ์นั้นถือว่าหยาบคายและมีมารยาทที่ต่ำมาก ผมไม่รู้ใช้มาตรฐานอะไรที่เลือกคุณมาเป็น ส.ว. และที่ผิดหวังมากคือท่านประธาน ส.ว. นายพรเพชร ไม่ทราบว่าท่านเคยชินกับ ส.ว. ซึ่งต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะเขาตั้งมา หรือท่านพยายามเทียบฟอร์มท่านประธานชวน ไปไม่ได้เลยครับ  ความเป็นกลางแบบเบี้ยวๆ พยายามแสดงอำนาจแต่ไม่มีใครฟัง ท่านไม่นิ่งเลย กรุณาปรับปรุงตัวเองครับ เพราะท่านขึ้นบัลลังก์ทีไรมีปัญหาทุกที”
นายปลอดประสพโพสต์อีกว่า พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ เข้าใจว่าแค่มาร่วมประชุมตามกติกา และพยายามรักษาเนื้อรักษาตัวเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นก็ต้องชื่นชมนายชวลิต, นายศรัณวุฒิ และนายสุทิน ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยม เสียดายจริงๆ รุ่นโตๆ ของพรรคโดนพิษรัฐธรรมนูญทุกคน มิเช่นนั้นก็จะสามารถทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองได้อีกมาก
    “ดูการอภิปรายครั้งนี้มองแล้วเห็นชัดเจนว่า ประเทศของเราเป็นครอบครัวใหญ่ที่แตกแยกอย่างมาก เป็นสถานการณ์แบบที่ประเทศญี่ปุ่นเคยเจอภายหลังแพ้สงคราม ประเทศมีการประท้วงเดินขบวน  ผู้คนแตกเป็นสองฝ่ายคือ อนุรักษนิยม และประชาธิปไตยแบบฝรั่ง บ้านเมืองเราคงต้องศึกษาหาทางเยียวยาปรองดองสร้างสามัคคีให้จงได้ เริ่มเลยครับแก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม เพื่อมาร่วมกันใหม่” นายปลอดประสพกล่าว
    ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรค พปชร.โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "นักการเมืองรุ่นใหม่ต้องตีเมีย ห้ามเมียมีเพื่อนเป็นเกย์หรือทอม ห้ามกลับบ้านเกินหกโมงเย็น ห้ามชมพระเอกหนังว่าเซ็กซี่จัง ชมพระเอกหนังต้องสำนึกผิดโดยการกราบ เอานโยบายรัฐบาลมาอภิปรายเหมือนเป็นนโยบายตัวเองแล้วตั้งชื่อใหม่กระดุม 5 เม็ด (กระดุมเม็ด 3 ใช่เลย ส่วนกระดุมเม็ด 1, 2, 4 และ 5 เพ้อเจ้อ) อภิปรายเหมือนคนไม่รู้เรื่องเกษตร อภิปรายโชว์บอกว่าไม่มีเอกสารสิทธิขอไฟไม่ได้ อภิปรายฝันเฟื่องบอกว่าไปเจอเกษตรกรขายข้าวเองได้ตันละเกือบ 30,000 บาท คนเนี่ยแหละถ้าอนาคตใหม่ชนะจะเป็น รมต.เกษตรฯ ดาวดวงใหม่ของรัฐสภา ชื่นชมได้เพียงข้ามคืน ดาวตกซะแล้ว"
    ส่วนนายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์เฟซบุ๊กเช่นกันว่า "คนคุณภาพแบบนี้ต่างหากเล่าที่ประเทศไทยต้องการ แต่คงได้แต่ฝัน และได้แต่หวังคนคนนี้ที่รู้จักตัวตนและความเป็นจริงของสังคมไทย จะได้เป็นนายกฯ หรืออย่างน้อย รมต.เกษตรฯ แต่มันจุกอกและเศร้าใจคือ ยังมีคนไทยจำนวนมากและพวกขี้ข้าเผด็จการ ไม่ต้องการคนคุณภาพแบบนี้เข้ามาทำงานช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติ"
    ทั้งนี้ การโพสต์ของ น.ส.ปารีณาและนายจอมนั้น เป็นกรณีการอภิปรายของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.
    นอกจากนั้น ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือผู้กองปูเค็ม โพสต์ทวิตเตอร์ตั้งคำถามถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โดยระบุว่า "เหรียญกล้าหาญมาจากการสละชีวิตของเพื่อนร่วมรบ ด้วยคราบน้ำตาของครอบครัวผู้สูญเสีย การโอ้อวดโดยไม่เกรงใจสหายร่วมรบที่พลีชีพ มันน่าละอายว่ามั้ย พี่เสรีพิศุทธ์?"
ยี้แผนปรองดองปิยบุตร
    ส่วนกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค อนค.ได้อภิปรายเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลในประเด็นสร้างความปรองดอง โดยยกนโยบาย  66/2523 ว่าเป็นนโยบายที่ชาญฉลาดของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนสามารถนำไปสู่ความปรองดองได้สำเร็จ ฉะนั้นจึงขอฝากนายกฯ ให้พานักโทษทางการเมืองกลับคืนสู่ประเทศด้วยนโยบายนี้อีกครั้ง 
    ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ถูกอ้างถึง โดยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดย น.ส.จรรยา  ยิ้มประเสริฐ ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในประเทศฟินแลนด์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ในการพูดถึงคนลี้ภัย คนในเมืองไทยส่วนใหญ่มักเลือกพูดในเรื่องพาผู้ลี้ภัยการเมืองกลับบ้าน โดยไม่พูดที่ต้นตอปัญหาของการลี้ภัย  คือการหลงประเด็นใหญ่ในหลายด้าน แน่นอนชีวิตของผู้เลือกสู้อยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกที่ไม่หยุดเคลื่อนไหว และไม่ได้เลือกอยู่ต่างประเทศเพื่อใช้ชีวิตโดยตั้งหลักปักฐานที่ต่างแดน มันลำบากกันมากและก็ไม่อาจหลีกพ้นจากการข่มขู่คุกคาม และก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว"
    "ขอบคุณที่พยายามจะหาประเด็นพูดถึงคนลี้ภัยการเมืองกันอยู่บ้าง แม้จะกระทำกันอย่างกระอักกระอ่วนก็ตาม แต่โปรดยอมรับความจริงหรือพูดความจริงกันบ้าง" น.ส.จรรยาระบุ
    ขณะที่นายนิธิวัต วรรณศิริ หรือจอม ไฟเย็น ที่ลี้ภัยอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ โพสต์เช่นกันว่า "จำไว้ปิยบุตร ผู้ลี้ภัยคือผู้ลี้ภัย ไม่ใช่นักโทษการเมือง คุณไม่มีหน้าที่พิพากษา เปลี่ยนเราเป็นนักโทษ"
    ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อวินาทียึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 ว่ามีหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ยึดอำนาจ 22 พ.ค.2557 เอาเหตุการณ์ขณะ  พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจมาพูดกันอีกแล้ว ความจริงเหตุการณ์ตอนยึดอำนาจได้เขียนค่อนข้างละเอียดแล้ว เพราะอยู่ในเหตุการณ์ และในวันนั้นก็ถูกควบคุมตัวด้วย
    “หลายคนพูดว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดขึ้นว่า เตรียมการยึดอำนาจมา 3 ปีแล้ว ผมว่าโกหกนะครับ ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้พูดประโยคนี้ สิ่งไหนที่ท่านพูดก็ต้องบอกว่าท่านพูด สิ่งไหนท่านไม่ได้พูดก็ต้องบอกว่าท่านไม่ได้พูด จะไปโกหกกันทำไม และผมก็ไม่มีเหตุต้องไปปกป้องท่าน ปกป้องท่านทำไม ท่านจับผมไปขังด้วย ผมยังโกรธอยู่เลย” นายนิพิฏฐ์ระบุ
    ทั้งนี้ การโพสต์ของนายนิพิฏฐ์ สืบเนื่องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้อภิปรายเมื่อวันที่ 25 ก.ค.พาดพิง พล.อ.ประยุทธ์ทำนองว่าเตรียมการยึดอำนาจมา 3 ปีแล้ว ซึ่งต่อมาในวันที่ 26 ก.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พท.ก็โพสต์เฟซบุ๊กย้ำว่า "ยืนยันคำถาม อจ.วันนอร์ เรื่องตู่เตรียมการรัฐประหารมา 3 ปีกว่าก่อนทำการยึดอำนาจจริงในวันที่ 22 พ.ค.57 เพราะอยู่ในหอประชุม ทบ.วันนั้นด้วย".