เซอร์คูลาร์อีโคโนมี ยกระดับอุตสาหกรรมไทย สู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ


   

        "การดูงานครั้งนี้ เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ในการกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของไทยที่ กนอ.มุ่งใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในการยกระดับนิคมฯ ทุกแห่งทั่วประเทศที่เปิดดำเนินการแล้วเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2564 รวมถึงส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี รวมไปถึงสตาร์ทอัพของไทยให้สามารถใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้เช่นกัน"

 

        เทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงหันไปมุ่งความสนใจที่ เซอร์คูลาร์อีโคโนมี (Circular Economy) หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนมุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด โดยลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด และสามารถบริหารจัดขยะมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในรูปแบบของวัตถุดิบเชื้อเพลิงหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไปทางนี้ ขณะที่ไทยเองรัฐบาลก็ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ขณะเดียวกัน การลงทุนในไทยก็ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซีที่ได้รับการโปรโมตจากภาครัฐจึงเป็นแรงผลักดันที่ทุกฝ่ายต้องมุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ธุรกิจและระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

        ซึ่งระหว่างวันที่ 24-29 ก.ค.2562 ที่ผ่านมานั้น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะสื่อมวลชน ศึกษาความก้าวหน้าเทคโนโลยีบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเทรนด์เซอร์คูลาร์อีโคโนมี (Circular Economy) หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งเทคโนโลยีการรีไซเคิลขยะที่มีสารปรอท เพื่อดึงกลับมาใช้ใหม่ที่โรงงานอิโตมูกะของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด และโครงการทดสอบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CSS ของบริษัท เจแปน ซีซีเอส เมืองฮอกไกโด  และนำมาเป็นต้นแบบมาปรับใช้ในประเทศไทย เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศปี 2564 รับกระแสการลงทุนบูม โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

 

ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

      นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ. เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ กนอ.ได้มาดูงานที่ญี่ปุ่น จะมีหลายอย่างที่จะนำมาใช้ในนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. โดยเฉพาะเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือเซอร์คูลาร์อีโคโนมี เช่น การแยกสารปรอทออกจากขยะอันตราย เพื่อนำรูปแบบการจัดการไปใช้ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาในเรื่องของการลักลอบนำกากของเสียวัตถุอันตรายไปทิ้งอย่างไม่ถูกวิธี

        นอกจากนี้ ยังได้ไปดูการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage หรือ CCS) ทำให้ กนอ.สามารถนำแนวคิดและเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นใช้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกมาใช้ในประเทศๆ ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรองรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งเอสเคิร์ฟเดิมและใหม่ ซึ่งก็จะเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกได้

        นอกจากนี้ ยังได้ไปดูงานทางการจัดการด้านการเกษตร ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาดูแล ไม่ว่าจะไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล โดยเฉพาะที่ไร่เมลอน จะเห็นว่าเกษตรกรที่ญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยีมาใช้ทั้งด้านการผลิตและจำหน่าย จะมีการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง และการบริหารจัดการพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรอย่างมาก

        "การดูงานครั้งนี้ เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ในการกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของไทยที่ กนอ.มุ่งใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในการยกระดับนิคมฯ ทุกแห่งทั่วประเทศที่เปิดดำเนินการแล้วเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2564 รวมถึงส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี รวมไปถึงสตาร์ทอัพของไทยให้สามารถใช้เทคโนโลโนยี เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้เช่นกัน" นางสาวสมจิณณ์กล่าว

 

ปี 2564 ตามเป้า 5 หมื่นไร่

        นางสมจิณณ์กล่าวว่า จากนโยบายอีอีซีของรัฐบาล ทำให้มีคนสนใจขอตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ถึง 18 แห่ง มีพื้นที่รวม 35,788 ไร่ โดยเป็นนิคมฯ ที่อยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา 8 โครงการ จ.ชลบุรี 6 โครงการ และ จ.ระยอง 4 โครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กอพ.) เพื่อยกระดับขึ้น เป็นเขตส่งเสริมเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาตั้งในพื้นที่เหล่านี้

        อย่างไรก็ตาม คาดภายในเดือน ส.ค.2562 นี้น่าจะมีความชัดเจนของการจัดผังเมืองอีอีซี ก็จะมีการลงนามจัดตั้งนิคมฯ ทั้งหมดได้ภายในปีนี้ และเมื่อรวมกับพื้นที่เดิมอีก 10,000 ไร่ จะทำให้ กนอ.มีที่ดินใหม่รองรับการลงทุนในอีอีซี ได้ประมาณ 4 หมื่นไร่ ขาดอีกเพียงเกือบ 1 หมื่นไร่ ก็จะครบ 5 หมื่นไร่ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2564

        ส่วนความคืบหน้าโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงร่างสัญญาในเรื่องผลประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตหากมีสินค้ามาเข้าท่าเรือเพิ่มขึ้น รัฐจะได้รับผลประโยชน์อย่างไร โดยในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะประชุมร่างสัญญาพร้อมกันนี้ในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ จะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่เป็นครั้งสุดท้ายหากมีข้อเสนอ จากประชาชนในพื้นที่เพิ่มก็จะนำมาปรับปรุงสัญญา เมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมดจะส่งไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา จากนั้นก็จะส่งให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติร่วมลงทุนต่อไป ส่วนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ได้จัดทำเสร็จแล้ว

        สำหรับการพิจารณาโครงการลงทุนของบริษัท เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่น ที่จะต้องถมทะเลประมาณ 1 พันไร่ในพื้นที่อีอีซี ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดจ้างที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน และผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผลกระทบ ต่อประชาชนในพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนจะได้ข้อสรุป

        "โครงการโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลักถ้าดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาลงทุนและสร้างรายได้ให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอีอีซีจึงเป็นตำแหน่งที่ตั้งที่มีความพร้อมในของเรื่องโลจิสติกส์ การขนส่ง การกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาคทั่วโลก ตรงนี้เองทำให้เรามีข้อได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นการขยายพื้นที่ในอีอีซีเน้นเป็นพื้นที่สำหรับตั้งโรงงานอุตสหากรรม จะช่วยนำรายได้เข้าประเทศ และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น" นางสมจิณณ์กล่าวว่า

        ด้าน นายก้อง รุ่งสว่าง กรรมการ กนอ. กล่าวว่า การดูงานครั้งนี้จะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการกำกับดูแลโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมของไทย ที่ กนอ.มุ่งใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อยกระดับนิคมฯ ทุกแห่งทั่วประเทศที่เปิดดำเนินการแล้ว เข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2564 ทั้งนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการกลั่นปรอทขั้นสูงที่โรงงานอิโตมูกะนั้น ที่บำบัดและเก็บรวบรวมของเสียจากปรอทอย่างมีระบบ จนสามารถนำปรอทกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่อีกครั้ง

        สำหรับประเทศไทยมีขยะที่มีสารปรอทเจือปน เช่น แบตเตอรี่ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์และแท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการปลดระวาง และปัจจุบันประเทศไทยส่งขยะเหล่านี้จำนวนหนึ่งมากำจัดที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นในอนาคตต้องติดตามความคืบหน้าของการบังคับใช้ปฏิญญา มินามะตะที่ห้ามขนย้ายขยะที่มีสารปรอทเจือปนออกจากประเทศ ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านนี้เอาไว้เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

        นายจักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการกลั่นปรอทขั้นสูงที่โรงงานอิโตมูกะ ของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด นั้นเป็นการดำเนินธุรกิจให้บริการรีไซเคิลขยะประเภทที่ประกอบด้วยสารปรอท และการจัดเก็บของเสียจากสารปรอทที่มีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการขยะเป็นไปตามการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ที่ทั่วโลกให้การยอมรับเทคโนโลยี และยกเป็นต้นแบบในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการบำบัดและเก็บรวบรวมของเสียจากปรอทอย่างมีระบบ จนสามารถนำปรอทกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่อีกครั้ง อีกทั้งทั่วโลกยังมองว่าเป็นทางออกที่สำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

        ทั้งนี้ ข้อมูลของกระบวนการทำงานของบริษัท โนมูระเกาะสัน จำกัด ได้มีการรวบรวมของเสียที่มีปรอทปนเปื้อน จาก 47 จังหวัดของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเก็บรวบรวมแบตเตอรี่แห้งได้มากถึง 13,000 ตันต่อปี หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้แล้ว 8,000 ตันต่อปี และของเสียที่มีปรอทอื่นๆ 6,000 ตันต่อปี ซึ่งของเสียต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำไปบำบัดและจัดเก็บตามกระบวนการทำงานของเทคโนโลยีการกลั่นปรอทขั้นสูงของบริษัท และสามารถนำปรอทไปแปรสภาพกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนญี่ปุ่น จากเดิมที่เคยประสบปัญหาด้านสุขภาพที่ได้รับผลข้างเคียงมาจากสารปรอทนั้น ในปัจจุบันได้ลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวจึงนับเป็นต้นแบบที่ กนอ.จะนำมาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการของเสียประเภทดังกล่าวที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมให้มีการจัดการอย่างถูกวิธีและมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบต่อไปในอนาคต             

        สำหรับประเทศไทยนั้นปัจจุบันไทยเองมีการส่งขยะที่มีองค์ประกอบของสารปรอทมารีไซเคิลที่บริษัทโนมูระฯ ราว 100 ตันต่อปี และปริมาณส่วนใหญ่ถูกส่งมาจากบริษัท เวสท์ แมนเนจเมนท์สยาม (Waste Management Siam) หรือ WMS บริษัทรับรีไซเคิลสารปรอทซึ่งเป็น 1 ใน 2 รายในไทยที่รับกำจัดขยะประเภทนี้อยู่ โดยลูกค้าหลักๆ ของ WMS คือผู้ประกอบการแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม เพราะจะมีโคลนปนเปื้อนปรอทอยู่พอสมควร โดยบริษัทดำเนินการอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ (ฉลุง) จ.สงขลา

        ส่วนโครงการทดสอบเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ของบริษัท เจแปน ซีซีเอส ที่ตั้งอยู่บนเกาะฮอกไกโด เป็นโครงการสาธิตที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (METI) ที่ได้ดำเนินการทดสอบที่ “โรงกลั่นน้ำมัน” ของบริษัท อิเดะมิสึ โคซัง ในเดือน เม.ย.2559 ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ดำเนินการทดสอบแบบครบทั้ง 3 ขั้นตอน คือ การดักจับ การขนส่ง และการฉีดอัดคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปเก็บไว้ชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นชั้นหินที่กักเก็บน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่หมดศักยภาพไปแล้ว ซึ่งจากการทดสอบสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

        “เทคโนโลยี CCS ถูกเลือกใช้บนเกาะฮอกไกโด เพราะมีความเหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุดในการทดลองใช้จากระบบปิด และมีการติดตามอย่างอัตโนมัติเมื่อเกิดภัยพิบัติจะมีสัญญาณเตือนภัย ซึ่งจุดเด่นของ CCS นอกจากจะอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังใช้เวลาดักจับไม่นาน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ส่วนไทยมีการศึกษาเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่เช่นกัน แต่การจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ยังต้องอาศัยความพร้อมในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่การประเมินเทคโนโลยีการดักจับ การขนส่ง ขนาดและลักษณะโครงสร้างใต้ดิน โดยเฉพาะแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่จะนำมาใช้ในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงต้นทุน ค่าใช้จ่าย” นายจักรรัฐกล่าว.


วันนี้...จันทร์ที่ ๒๐ มกรา ๖๓ ผมว่า......คนฉีกปฏิทินไปรอพรุ่งนี้ "อังคารที่ ๒๑ มกรา" กันหมดแล้ว เพราะตอนเวลา ๑๑.๓๐ น.ศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ "นายณฐพร โตประยูร" ร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'
ประเดิมศกด้วย"ศึก ๒ สวน"