เปลี่ยนหน.คุยสันติสุขใต้ รู้ตัวโจรระเบิดตู้เอทีเอ็ม


   

 "บิ๊กตู่" ชี้เดินหน้าพูดคุยสันติสุขไม่ใช่การเจรจา ลั่นไทยมีหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยก ระบุพร้อมเปิดทุกช่องทางแก้ปัญหาไฟใต้ เล็งตั้ง "หน.คณะพูดคุยสันติสุข" คนใหม่ แทน "พล.อ.อุดมชัย" ที่ไปทำหน้าที่ ส.ว. "รัฐบาล" วางคิว "นายกฯ" ลงชายแดนใต้ดูเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง 7 ส.ค.นี้ "ปัตตานี" กล้องวงจรปิดจับภาพชัด 10 คนร้ายแต่งกายคล้ายทหารบึ้มตู้เอทีเอ็ม "ตำรวจ" ฟุ้งรู้ตัวแล้ว รอรวบรวมหลักฐานออกหมายจับ

    เมื่อวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีกลุ่มมาราปาตานีเรียกร้องให้ไทยสานต่อการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เรื่องการพูดคุยต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังอย่างที่สุด สิ่งแรกที่มีความแตกต่างก็คือ เพราะเหตุใดเราถึงไม่พูดในประเทศของเรา ไม่สงสัยกันบ้างเลยหรืออย่างไร เพราะการที่รัฐจะไปพูดคุยกับใครก็ตามในเรื่องของความไม่เรียบร้อยไม่สามารถทำได้
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาช่วย ก็ไปหารือกันได้ข้อสรุปอย่างไรเสนอมาทางรัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งในการทำงานต้องยึดมั่นในหลักการของรัฐธรรมนูญ  ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ ทั้งในเรื่องของดินแดนหรือพื้นที่ภายในทั้งหมดต้องเห็นใจกัน  และขอให้ติดตามดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองของเราแตกต่างกับต่างประเทศอย่างไร หลายประเทศมีการต่อสู้กันมายาวนาน เราก็ไม่ต้องการให้ยาวนานขนาดนั้นอยู่แล้ว อะไรก็ตามที่รับได้ก็จะทำ อยากจะบอกว่าเรามีหลายมาตรการ ทั้งเรื่องกฎหมายและการพัฒนา การพาคนกลับบ้าน แต่ทุกอย่างก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราก็เปิดทุกช่องทางขอให้ใจเย็น ซึ่งการพูดคุยสันติสุขไม่ใช่การเจรจา
    ถามว่าหัวหน้าคณะการพูดคุยสันติสุขยังเป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อยู่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่ากำลังพิจารณาอยู่เพราะ พล.อ.อุดมชัยไปทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขอให้ใจเย็น
    ที่ทำเนียบรัฐบาล สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมนำสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ปัตตานี และยะลา ระหว่างวันที่ 5-7 ส.ค.62 ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลงพื้นที่ในวันที่ 7 ส.ค.เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนและพัฒนาพื้นที่ด้านเศรษฐกิจตามโครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ต.ค.59  โดยมี พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)  นำเยี่ยมชม 
    สำหรับโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน  ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง  ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้อย่างเต็มรูปแบบ โดยนำร่องในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ 1.อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร 2.อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นเมืองต้นแบบการค้าขายชายแดนระหว่างประเทศ และ 3.อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการจัดเยี่ยมชมโครงการที่สำเร็จนำร่อง คือ บริษัท ม่านกู่หว่าง ฟู้ด จำกัด อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและจีน ก่อสร้างโรงงานแปรรูปทุเรียน เงินลงทุน 700 ล้านบาท รับซื้อผลผลิตทุเรียนเพื่อแปรรูปแช่แข็งส่งออกไปยังประเทศจีน โดยใช้แรงงานในพื้นที่ในกระบวนการผลิตในโรงงานประมาณ 1,200 คน ใช้เงินทุนหมุนเวียนประมาณ 2,000 ล้านบาท รับซื้อทุเรียน 1.2 หมื่นตันต่อปี และในปี 2563 ตั้งเป้าไว้ว่าจะรับซื้อทุเรียนเพิ่ม 2 หมื่นตัน ซึ่งเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของผลผลิตทุเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 
    นอกจากนี้ มีการเยี่ยมชมบริษัท หนองจิกพัฒนา จำกัด อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โรงงานแปรรูปมะพร้าวครบวงจร โดยในขณะนี้มีการสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อรองรับผลผลิตจากมะพร้าวของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกําลังผลิต 160,000 ลูก/วัน และจะขยายเป็น 240,000 ลูก/วัน 
    พล.ร.ต.สมเกียรติกล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังพัฒนาให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และจะพยายามพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่บอบช้ำให้กลายมาเป็นพื้นที่สีม่วง เพิ่มการลงทุนและมุ่งการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน อีกทั้งจะพัฒนาเมืองโก-ลก จ.นราธิวาส ให้กลับมาเป็นเมืองการค้าชายแดน โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้หารือทวิภาคีกับนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศเห็นพ้องจะผลักดันสะพานข้ามแม่น้ำทั้งสองแห่งให้เร็วที่สุด
    ที่ จ.ปัตตานี มีความคืบหน้ากรณีคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มใน 3 อำเภอ จ.ปัตตานี ซึ่งทั้ง 3  อำเภอเหตุการณ์เกิดในเวลาเดียวกัน และคนร้ายเลือกก่อเหตุกับตู้เอทีเอ็มของธนาคารอิสลามที่ตั้งอยู่บริเวณสถานศึกษา จนทำให้ตู้เอทีเอ็มได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนมูลนิธิอาซิซสถาน ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ คนร้ายได้ขโมยเงินไปด้วยและอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจำนวนเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดได้มีการเผยแพร่คลิปจากกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุดังกล่าว
    ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า คลิปจากกล้องวงจรปิดมีความยาว 3 นาที ซึ่งเป็นกล้องที่อยู่ประตูทางเข้า หน้ามหาวิทยาลัยฟาฏอนี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งจะเห็นประตูและตู้ยาม โดยที่กล้องสามารถจับภาพคนร้ายแต่งกายชุดดำคล้ายทหารพราน จำนวนกว่า 10 คน มีอาวุธสงคราม แบ่งกำลังเป็นสองชุด โดยชุดแรกเข้าไปจับตัว รปภ.ที่อยู่ในป้อมยามและมัดมือมัดเท้า ส่วนอีกชุดนำระเบิดแสวงเครื่องไปวางไว้ที่ตู้เอทีเอ็ม พร้อมกับลากสายไฟเพื่อเตรียมการจุดระเบิด โดยภาพสุดท้าย 1 ในคนร้ายได้เดินมาที่กล้องวงจรปิดและใช้มือปัดกล้องไปทิศทางอื่นเพื่อไม่ให้เห็นการปฏิบัติการครั้งนี้
     พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จว.ปัตตานี กล่าวว่า หลังจากที่ได้สืบสวนสอบสวนทั้ง 3 จุดพบคนร้ายแต่งกายในลักษณะเดียวกัน และคล้ายกับคนร้ายที่ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจปะกาฮารังเมื่อวันที่ 23  ส.ค.ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการใช้ระเบิด ซึ่งทั้งสามจุดจากการตรวจสอบพฤติกรรมของคนร้ายในการก่อเหตุนั้น ต่างกันที่บางจุดใช้อาวุธปืน เผายาง และบางจุดวางระเบิดซ้อนกัน 2 ลูก แต่อย่างไรก็ตามเป้าหมายการก่อเหตุคือตู้เอทีเอ็มของธนาคารอิสลาม 
    "เชื่อว่าคนที่สั่งการคนเดียวกัน เพราะจากการสืบสวนในทางลับพอจะทราบตัวบ้างแล้วบางคน แต่ขอให้ผลการตรวจสอบจากพยานหลักฐานออกมาก่อน โดยได้นำพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติม เชื่อว่าจะสามารถยืนยันตัวผู้ที่ก่อเหตุได้แน่นอนและน่าจะออกหมายจับได้" พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์กล่าว
    ถามว่าเป้าหมายผู้ก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์ใช่หรือไม่ ผบก.ภ.จว.ปัตตานีกล่าวว่า ทรัพย์น่าจะเป็นผลพลอยได้ เพราะดูจากจุดเกิดเหตุมีเพียงตู้เอทีเอ็มเพียงจุดเดียวที่เงินได้หายไป แต่ยังไม่ทราบจำนวนของเงินที่หายไปต้องรอธนาคารตรวจสอบทางระบบอีกครั้ง 
    ด้านนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าฯ ปัตตานี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการแจ้งเตือนจะมีการก่อเหตุและทุกหน่วยได้วางมาตรการป้องกันและระมัดระวังอย่างเข้มงวด แต่คนร้ายเลือกก่อเหตุในยามวิกาล เป็นเวลาที่ทุกคนพักผ่อนกันแล้วดังที่เห็น ซึ่งจากการตรวจสอบเป็นระเบิดเพื่อมุ่งหวังทำลายล้างอย่างชัดเจน เป็นระเบิดบรรจุถังแก๊สหนัก 15 กก. จุดสัญญาณแบบลากสาย ทั้ง 3 จุดเหมือนกันหมด 
    ผู้ว่าฯ ปัตตานีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างใกล้ชิด จากกล้องวงจรปิดและหลักฐานที่เก็บไว้ได้และพฤติกรรมคนร้าย พอจะทราบแล้วว่าเป็นกลุ่มที่ปฏิบัติการอยู่ใน จ.ปัตตานี  เพราะเป็นลักษณะการก่อเหตุที่เหมือนกันพร้อมๆ กัน
    "อย่าเพิ่งสรุปอะไรง่ายๆ เราผ่านอะไรมามากมายแล้ว ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชนมั่นใจ ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้งว่าคนร้ายมีเป้าหมายอะไร เพราะที่หนึ่งเงินหาย  แต่อีกสองที่เงินไม่ได้หายไป คงต้องรอดูเจ้าหน้าที่สรุปอีกครั้ง" ผู้ว่าฯ ปัตตานีกล่าว.


ที่ว่า "หนัก" เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก....... ก็เบา!

"ทำบุญไว้เถิด" จะเกิดผล
นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!
คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร