วัยเก๋าร่างกายแข็งแรง-จิตใจแจ่มใส...หมั่นตรวจสุขภาพและพบแพทย์สม่ำเสมอ


   

(เพื่อสุขภาพควรพาผู้สูงอายุไปตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อตรวจหาโรคและความผิดปกติของร่างกาย นำมาซึ่งการรักษาที่รวดเร็ว และป้องกันการพลัดหกล้มจากสายตาที่พร่ามัวนั่นเอง)

 

        ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวแซ่บ ถือเป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้ผู้สูงอายุยุค 4 จี อยู่ได้ทั้งมีศักดิ์ศรีและมีความสุข แต่ในมุมกลับกัน การที่คนสูงวัยละเลยในการดูแลสุขภาพในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กระทั่งทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามสโลแกนข้างต้น ย่อมส่งผลต่อการใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อย ประกอบกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดโรคเรื้อ ทั้งโรคเครียด โรคซึมเศร้า หรือแม้แต่ภาวะอัลไซเมอร์ ที่ถามหาคนวัยเก๋าได้อย่างไม่รู้ตัว การดูแลสุขภาพเป็นองค์รวมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ในงานเปิดตัวศูนย์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ฮันโนะ-เวชพงศ์ นพ.วศิน บำรุงชีพ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตแพทย์ รพ.มนารมย์ มีคำแนะนำการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยไว้น่าสนใจ

(นพ.วศิน บำรุงชีพ)

      นพ.วศิน ให้ข้อมูลว่า การที่ผู้สูงอายุจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีต้องเริ่มจากการดูแลสุขภาพอย่างแรกคือ ไม่ล้ม ดังนั้นการที่คนวัยเกษียณหมั่นไปตรวจสุขภาพประจำปีก็สามารถช่วยได้ โดยเฉพาะการตรวจเช็กสุขภาพหู ตา คอ จมูก เพราะบางครั้งการที่สายตาของผู้สูงวัยพร่ามัว ซึ่งอาจจะเกิดต้อหิน ต้อกระจก แต่ไม่ได้รับการรักษา จะทำให้มองเห็นไม่ชัด และเป็นสาเหตุของการหกล้มกระดูกหักได้ อีกทั้งเมื่อสายตาไม่ดี ผู้สูงอายุก็จำเป็นต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังด้วยเช่นกัน เพราะหลายคนไม่กล้าที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ เนื่องจากกลัวเจอโรค แต่การตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำ เช่น หากตรวจพบโรคร้ายอย่างมะเร็ง ก็จะทำให้รักษาได้เร็วและมีโอกาสหายขาด เพราะวิทยาการค่อนข้างทันสมัย นั่นจึงทำให้คนอายุยืนมากขึ้น

      และข้อดีของการพาผู้สูงอายุไปเช็กสุขภาพทุกปีนั้น ยังช่วยคัดกรองผู้สูงวัยเพื่อป้องกันอาการ ไม่หลงลืม เช่น ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมในระยะเริ่มต้น เช่น หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มถามซ้ำๆ หรือลืมสิ่งของไว้ตามจุดต่างๆ ที่ผิดปกติ แต่การหมั่นไปพบแพทย์ก็จะทำให้รู้ถึงการภาวะผิดปกติ และนำไปสู่การรักษาที่รวดเร็ว หรือแม้แต่การที่พ่อแม่ป่วยอัลไซเมอร์และมีพฤติกรรมที่แปลกออกไป เช่น เกิดภาวะระแวงว่าลูกหลานจะขโมยของ และมาทำร้ายตัวเอง หรือการที่ผู้ป่วยเพศชายมีภาวะชีกอ หรือพูดเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ ก็จำเป็นต้องพาท่านไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน เพื่อวินิจฉัยและรักษาให้ตรงกับอาการของผู้ป่วยแต่ละคน

(ป้องกันโรคซึมเศร้า ผู้สูงอายุควรหากิจกรรมที่ชอบทำ เช่น การปลูกต้นไม้ การทำงานฝีมือ หรือรวมกลุ่มเข้าสังคม เพื่อได้พูดคุยและสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น)

      ขณะที่การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยเพื่อป้องกันอาการ ไม่ซึมเศร้า ที่แม้ว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ ดังนั้นแนะนำว่าการเขียนหนังสือสลับข้างก็ช่วยได้ หรือแม้แต่การกินข้าวและฟังเพลงไป ซึ่งถ้าผู้สูงอายุรู้และเข้าใจเพลง นั่นแปลว่าท่านทำทั้ง 2 เรื่องได้อย่างมีความสุข หรือมีสุขภาพจิตที่ดีจากการมีสมาธินั่นเอง หรือพยายามหากิจกรรมทำในบ้าน เช่น บางคนมีพื้นที่ก็ปลูกต้นไม้ บางคนมีพื้นที่น้อยก็ปลูกต้นไม้สวนถาดก็ได้ หรือบางคนที่ชอบการถักทอ ก็สามารถถักไหมพรมง่ายๆ เป็นผ้าพันคอ สีกัก เพื่อเอาไปถวายพระ หรือให้เด็กทางภาคเหนือยากจนได้ใช้ มันก็จะทำให้ท่านภูมิใจและรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ดังนั้นการหาอะไรทำให้เพลิดเพลินและให้ประโยชน์กับผู้อื่นจะช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าในผู้สูงวัยได้ เพราะอันที่จริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดได้จากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง หรือภาวะที่จิตอยู่โดดเดี่ยวก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน แต่การรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม หรือการที่ลูกหลานหมั่นมาเยี่ยมปู่ยาตายายก็ช่วยได้ หรือถ้าใครไม่มีลูกหลานก็สามารถทำกิจกรรม หรืออยู่กับเพื่อนบ้านได้เช่นกัน

      ปิดท้ายกันที่ผู้สูงอายุสุขภาพดีด้วยการ กินข้าวแซ่บ หมอแนะนำว่า ถ้าหากรู้สึกว่าเรากินข้าวไม่อร่อย หรือรู้สึกลิ้นแปร่งผิดปกติ ลูกหลานต้องรีบพามาพบแพทย์ เพื่อนั่นถือเป็นสัญญาณที่ผิดปกติ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเมื่ออายุมากขึ้น และอย่าไปกลัว เพราะว่าเมื่ออายุมากขึ้นถือเป็นปกติที่ร่างกายมักจะเสื่อมลงตามวัย การดูแลตัวเอง พยายามใช้ชีวิตมีความสุข และให้มองผ่านหลายๆ เรื่องไป เพราะว่าถ้าเราเก็บมาเราทุกข์ใจ เช่น การที่ผู้สูงอายุเป็นห่วงลูกหลาน เขาไม่ได้ทุกข์ในสิ่งที่เขาเป็น กลายเป็นเราที่ไปทุกข์แทนลูกหลาน มันก็ไม่มีความสุขใจ ซึ่งจะมีผลต่อร่างกาย ดังนั้นต้องพยายามทำทุกวันให้มีความสุข และเมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องหมั่นดูแลกิจวัตรประจำวัน และออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และหมั่นอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน และรับประทานอาหารที่เหมาะสม ไม่กินอาหารที่มีไขมัน”.


วันนี้ (๑๙ ส.ค.๖๒) "นายกฯ ประยุทธ์" ยกคณะ "ค่อนข้างใหญ่" ไปสุรินทร์-บุรีรัมย์ ฟังที่โฆษกรัฐบาลแถลงวันก่อน บอกว่า.........

รหัสลับ 'ประเทศไทย' ใต้พลูโต
เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'