ท่องราตรีที่ดานัง


เพิ่มเพื่อน    

             สนธยามาเยือนพร้อมแสงไฟตามร้านรวง เขตเมืองเก่าของดานังสีสันเพิ่มขึ้นด้วยผู้คนในอาภรณ์เนื้อบางสบายที่ออกมาเดินหนาตาขึ้นกว่าช่วงกลางวัน หน้าร้อนของที่นี่อากาศร้อนกว่าเมืองไทยเสียอีก

                แม้มีร้านอาหารมากมายให้เลือก แต่ผมกลับพลาดท่าให้กับร้านในซอย เยื้องๆ กับที่พัก คงเพราะความหิวและอากาศที่ยังอบอ้าวอยู่มากจึงเลือกร้านนี้เพราะเป็นห้องแอร์ ภาพโฆษณาข้าวผัดซีฟู้ดที่ติดอยู่กับกระจกหน้าร้านเป็นเหมือนฝ่ามือผลักผมเข้าไป แต่ตอนเสิร์ฟกลายเป็นข้าวผัดแห้งๆ แข็งๆ กับกุ้งสับชิ้นเล็กๆ ส่วนน้ำมะนาวที่สั่งไปกลายเป็นน้ำมะม่วง ราคาของข้าวผัดคือ 80,000 ดอง ส่วนน้ำมะม่วง 30,000 ดอง

                การคำนวณค่าเงินจากดองเป็นเงินไทยคิดง่ายๆ โดยการตัดเลข 0 จำนวน 3 ตัวท้ายออกไป เพราะไม่มีความหมายใดๆ เลย อาจเรียกศูนย์ 3 ตัวนั้นว่า K ก็ได้ ซึ่ง 75K จะเท่ากับ 100 บาท หรือ 15K เท่ากับ 20 บาท แล้วค่อยเทียบบัญญัติไตรยางศ์ไปเรื่อยๆ ในกรณีของผมน้ำมะม่วงจะเท่ากับ 40 บาท ส่วนข้าวผัดก็จะประมาณ 107 บาท 

 


สะพานซองฮาน เมืองดานัง สะพานขึงสามารถหมุนเปิดกลางสะพานได้

                อิ่มแล้วผมก็ออกจากถนนซอยไปยังถนนใหญ่ชื่อว่าบักดัง (Bach Dang) ถนนมี 4 เลน เดินรถทางเดียว ขนานไปกับฝั่งตะวันตกของแม่น้ำฮาน แม่น้ำสายนี้ขีดเส้นแบ่งเขตเมืองเก่าทางซ้ายมือ (ตะวันตก) ออกจากเมืองใหม่ด้านขวามือ ก่อนไหลลงสู่ทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) ที่อ่าวดานัง

                ชื่อของถนนบักดังน่าจะมาจากแม่น้ำบักดังที่ตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศ มีประวัติที่ได้ฟังแล้วชวนฮึกเหิม นั่นคือ “ยุทธนาวีบักดัง” เมื่อเกือบพันปีก่อน เวียดนามหรือ “ไดเวียต” ขณะนั้นสามารถทำลายและขับไล่กองเรือของมองโกลยุคกุบไลข่านออกไปได้สำเร็จ นอกจากชื่อถนนนี้แล้วก็ยังมีสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่งในเวียดนามที่ใช้ชื่อบักดัง หรือแท้แล้วอาจจะเป็นแค่ชื่อมงคลชื่อหนึ่ง ผมถามคนเวียดนามสอง-สามคนก็ไม่สามารถให้คำตอบได้

                ร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่ผุดขึ้นเต็มฝั่งซ้ายของถนน (ฝั่งขวาคือแม่น้ำฮาน) แปลกตาไปกว่า 6 ปีก่อนที่เคยมาเยือนชนิดจำแทบไม่ได้ ตั้งใจจะหาร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ขายกาแฟและน้ำมะพร้าว เคยแวะนั่ง 2 ครั้ง หวังจะทักไอ้หนูที่คงโตขึ้นมากแล้ว แม่และยายของไอ้หนู แมวลายปลาสลิดขี้เล่นประจำร้านที่หากยังไม่เสียชีวิตก็คงเข้าขั้นชราเต็มที ผมหาไม่เจอ ร้านอาจขยับขยาย เปลี่ยนรูปแบบ หรือไม่ก็ขายกิจการไปแล้ว

                นอกจากคาเฟ่สมัยใหม่ บนถนนสายนี้ก็ยังมีร้านน้ำชาแบบเก่า ตั้งเป็นซุ้มง่ายๆ สำหรับเตรียมเครื่องดื่ม โต๊ะ-เก้าอี้เล็กๆ เตี้ยๆ ตามสไตล์เวียดนามตั้งบนบาทวิถี ขายน้ำชา กาแฟ น้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำมะพร้าว (เป็นลูก) ผมไม่เคยเห็นที่ไหนกินน้ำมะพร้าวกันเยอะเท่าที่นี่มาก่อน บางร้านเสริมเขี้ยวเล็บด้วยขนมปังบาแก็ตผ่าใส่ไส้คล้ายแซนด์วิช เรียกว่าบันหมี่ (Bahn Mi) และของขบเคี้ยวคล้ายเมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน

 


พื้นที่หย่อนใจริมน้ำฮานฝั่งเมืองเก่า ดานัง

                ผมแวะที่ร้านชื่อ Cong Caphe เป็นคาเฟ่แบรนด์เวียดนาม มีหลายสาขาทั่วประเทศ โดยคำว่า Cong แปลว่าชุมชน มาจากคำว่า Viet Cong (เวียดกง) หรือคำเต็มคือ Viet Nam Cong-san แปลว่า คอมมิวนิสต์เวียดนาม ร้านตกแต่งให้สื่อถึงความเป็นสังคมนิยม เช่น มีโทนร้านสีเขียวขี้ม้า โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อ ภาพเขียนเกี่ยวกับทหาร ข้อความขบขัน โต๊ะเก้าอี้ใช้แบบวินเทจ ผนังร้านเป็นไม้ลายอิฐ แต่ร้านเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว และเกือบทั้งหมดที่ผมเห็นเป็นคนเวียดนาม 

                เครื่องดื่มขึ้นชื่อมีตั้งแต่กาแฟเย็นมะพร้าว, กาแฟเย็นผสมนม และกาแฟเย็นผสมโยเกิร์ต (คนรุ่นใหม่ไม่นิยมดื่มกาแฟร้อน เหมือนจะผลักของขมให้นิยมอยู่แต่ในคนรุ่นเก่าเท่านั้น!) แม้จะเป็นเวลากลางคืน แต่พวกเขาก็ยังดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือบทสนทนาในหมู่เพื่อนฝูง ผมแปลกใจมานานแล้วที่พวกเขาคุยกันได้ออกรสชาติโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบคนหนุ่มสาวชาติอื่น

                คนล้นมานอกร้านจนแทบจะเต็มโต๊ะที่วางบนบาทวิถี เห็นมีแต่หนุ่มสาวดื่มกินของหวานๆ ผมสงสัยว่าจะมีเบียร์ขายหรือเปล่า เดินเข้าไปถามพนักงานที่ยืนอยู่หน้าประตูร้าน เขาตอบว่ามี ชี้ให้ผมเข้าไปเลือกเอาจากเมนูหน้าเคาน์เตอร์ ผมเลือกเบียร์ขวดอ้วน Saigon Special แล้วขอออกไปนั่งโต๊ะข้างนอกที่ว่างอยู่ แคชเชียร์ขอเก็บเงินก่อน สนนราคา 35,000 ดองต่อ 1 ขวดเล็ก เสิร์ฟพร้อมถั่วลิสงคั่ว แก้วใส่น้ำแข็ง และแก้วใส่น้ำเปล่า เราจะหาของแบบนี้ในเมืองไทยที่ราคาต่ำกว่า 50 บาทไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะซอกมุมไหน

                มองวิวและความเป็นไปในร้านนี้อยู่จนเบียร์หมดขวดก็ออกจากร้าน แวะซื้อเบียร์กระป๋องที่ร้านมินิมาร์ท ราคาทั่วไปกระป๋องละ 12,000 ดอง หรือประมาณ 16 บาทเท่านั้น ผมหยิบ Huda เบียร์จากเมืองเว้มา 1 กระป๋อง พร้อมน้ำเปล่าขวดเล็กจากญี่ปุ่นที่ยังแพงกว่า ราคา 13,000 ดอง แล้วเดินต่อไปยังสะพานซองฮาน สะพานอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของเมือง (นอกจากสะพานมังกรทอง) ใช้ข้ามแม่น้ำฮานไปยังฝั่งเมืองใหม่ สะพานนี้เป็นประเภทสะพานขึงและสะพานหมุนรวมกัน สายเคเบิลขึงสะพานจะเรืองแสงสลับสีอย่างสวยงามในเวลากลางคืน และในช่วงสุดสัปดาห์เวลา 5 ทุ่มตรง จะมีการปิดสะพานไม่ให้รถข้ามเพื่อหมุนช่วงกลางสะพานให้เรือขนส่งสินค้าผ่านได้เป็นเวลา 15-20 นาที ถือเป็นไฮไลต์หนึ่งในการเยือนดานังเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวไม่ค่อยทราบข้อมูลนี้มากนัก 

                เลยสะพานซองฮานไปหน่อยมีโรงแรมหรู อาทิ โนโวเทล ฮิลตัน ตั้งอยู่ ผมเดินข้ามถนนแล้ววกกลับเดินเลียบแม่น้ำ ชมแสงไฟของโรงแรมจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำและเรือนักท่องเที่ยวล่องลำดินเนอร์ในแม่น้ำฮาน ทางเดินริมน้ำมีพื้นที่กว้างขวาง มีคนออกมาเต้นรำ-ออกกำลังกายกันเป็นจุดๆ บางส่วนจัดเป็นสวนสาธารณะย่อมๆ มีประติมากรรมหินอ่อนรูปร่างแปลกๆ จัดวางอยู่เป็นจำนวนมาก ดานังนั้นขึ้นชื่อเรื่องหินอ่อนอยู่แล้ว

                จนใกล้ถึงสะพานมังกรทอง (ไว้จะกล่าวถึงในฉบับต่อไป) ผมก็ข้ามถนนกลับไปยังฝั่งบาร์และคาเฟ่ แวะที่ร้านชื่อ Bamboo 2 Bar ร้านตกแต่งในสไตล์ยุโรป ออกไปทางสปอร์ตบาร์ พนักงานสาวยื่นเมนูให้ ผมสั่งเบียร์ Larue เห็นราคา 35,000 ดอง เธอนำเบียร์มาให้ 2 ขวด ผมถามว่าอีกขวดให้ใคร เธอตอบว่านึกว่าผมสั่ง 2 ขวด พอผมบอกว่า “มาคนเดียวจะสั่งเบียร์ทีละ 2 ขวดทำไม แต่หากคุณจะดื่มอีกขวดก็เชิญ” เธอว่า “งั้นฉันนำไปแช่ไว้ให้ก่อนละกัน” ผมเดาว่าน่าจะเป็นกลวิธีการทำยอดขายมากกว่า

                 โต๊ะและเก้าอี้ไม้ทรงสูงที่ผมนั่งอยู่โคลงเคลง เพราะก้อนอิฐของบาทวิถีไม่เสมอกัน พนักงานสาวคนเดิมแนะให้ย้ายไปอีกโต๊ะติดกับโต๊ะสองสาว คนหนึ่งผมสั้นอีกคนผมยาว สักพักพวกเธอก็เริ่มเอาขวดเบียร์ของพวกเธอมาชนกับขวดเบียร์ของผม พอได้คำตอบว่าผมเป็นคนไทย สาวที่นั่งใกล้ก็แนะนำตัวและว่าเพิ่งไปเมืองไทยมาไม่นานนี้ ชอบพัทยา (อีกแล้ว) แต่ไปคนเดียวจึงไม่สนุก ผมแหย่ว่าเที่ยวคนเดียวน่าจะดีกว่า เธอว่าไม่สะดวกและเหงา แต่ไม่มีเพื่อนไปด้วย ว่าแล้วเธอก็เอามือถือขึ้นมาโชว์สถานที่เที่ยวใกล้ๆ ดานัง แนะให้ไปเกาะแห่งหนึ่ง แล้วเธอก็บอกว่าเคยไปมาแล้ว นี่ไงรูปของเธอในชุดบิกินี เหมือนจะอวดหุ่น เพราะให้ผมดูหลายสิบรูป

 


สะพานมังกรทองมองจากฝั่งเมืองเก่า

                ฝรั่งชายวัยประมาณ 40 กลางๆ เข้ามายืนตรงข้ามกับผมโดยมีโต๊ะกลมสูงคั่นกลาง เขายังไม่นั่ง แต่ชวนสาวเวียดนามคนผมสั้นเต้นรำ เธอก็เต้นกับเขาได้ค่อนข้างเต็มเหนี่ยว วาดลวดลายได้สักพักก็กลับมานั่ง ฝรั่งนั่งลงตรงข้ามผม แนะนำตัวชื่อ “มาร์ติน” มาจากอังกฤษ อยู่สิงคโปร์ได้ 10 ปี เพิ่งจะย้ายมาดานังได้ไม่นาน อาชีพของเขาคือ Financial Consultant คอยให้คำปรึกษาแก่นักธุรกิจที่ต้องการโยกย้ายเงินไปออฟชอร์หรือตามหมู่เกาะต่างๆ 

                เขาบอกว่าเศรษฐกิจดานังกำลังบูมได้ที่ เป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงมาก หากจะลงทุนทำอะไรต้องเริ่มลงมือตอนนี้ โดยเฉพาะอีกฝั่งของแม่น้ำฮานมีชายหาดหมีเคห่างออกไปแค่ 2 กิโลเมตร ผมถามว่าธุรกิจอะไรที่น่าจะรุ่ง เขาตอบว่าร้านอาหารไทย แต่ต้องไทยแท้และอร่อยจริง เขาพร้อมจะลงหุ้น แล้วก็ขออีเมลของผมไป

                มาร์ตินลุกไปเต้นกับสาวผมสั้นอีกรอบ ตอนกลับมานั่งเขาสั่งเบียร์มาให้ผมขวดหนึ่ง สั่งให้สองสาวคนละขวด แถมยังจ่ายเงินเบียร์ 2 ขวดให้ผม ปรากฏว่าพนักงานคิดเงินรายการของสองสาวที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้เขาไม่ค่อยพอใจ เพราะสองสาวน่าจะเป็นฝ่ายส่งสัญญาณให้พนักงานรวมบิล เขาชวนผมย้ายไปร้านอื่น ผมกระซิบถามเขาว่าเธอทั้งสองนี้เป็นผู้หญิงทำงานเฉพาะด้านหรือเปล่า? เขาตอบว่าไม่น่าจะใช่ แต่ที่ไม่ชอบเพราะพวกเธอหลอกกินฟรี

                ผมลุกตามมาร์ติน นึกว่าเขาจะไปไหนไกล แค่ร้านถัดไปชื่อ Sky Pub เปิดเพลงอิเล็กทรอนิกแดนซ์ เขาก็หยุดนั่งที่โต๊ะนอกร้าน ผมสั่งเบียร์ Larue มา 2 ขวด ราคาขวดละ 55,000 ดอง มาร์ตินทำท่าจะจ่ายเงินอีก แต่ผมแย่งจ่ายทันพร้อมทิป 10,000 ดอง แล้วเขาก็ขออีเมลผมอีกครั้ง

                มีสาวเจ้าถิ่นคนหนึ่งสูดอากาศจากลูกโป่งที่ใส่แก๊สหัวเราะแล้วเต้นไปทั่วร้าน พนักงานหนุ่มหันมาหัวเราะกับเราแล้วพูดว่าเธอบ้า แต่แก๊สหัวเราะนี้มาจากในร้าน และคนที่ยื่นให้เธอก็คือคนในร้าน หมดลูกโป่งใบเดิมก็มีคนยื่นใบใหม่ให้

                ไม่กี่นาทีต่อมา สาวผมสั้นของมาร์ตินจากร้าน Bamboo 2 ย้ายมานั่งอยู่กับเพื่อนของเธออีกกลุ่ม เธอทักมาร์ติน แล้วมาร์ตินก็เข้าไปคุย ผมจึงขอลาไปนอน เข้าตำรา “ยูดริงก์ไอดริงก์ ยูกลิ้งไอโก”

 


แถวยาวของคาเฟ่สไตล์เวียดนาม ริมถนนบักดัง

                การดื่มกินกลางคืนที่ดานังนั้นสำหรับผมถือว่าบันเทิงหรรษากว่า “เว้” จุดหมายถัดไปอยู่มาก ในเขตท่องเที่ยวของดานังยังมีคนเวียดนามออกมาเที่ยวมากกว่าชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วงนี้สถานศึกษากำลังปิดเทอม และยังถือเป็นช่วงพักผ่อนท่องเที่ยวของชาวเวียดนามด้วย ผับบาร์ไม่ได้มีมากมายกลาดเกลื่อน ร้านน้ำชา-น้ำมะพร้าวมีมากกว่า ผิดกับโซนนักท่องเที่ยวของเว้ที่ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ กิจการเปิดรับการท่องราตรีจึงเป็นล่ำเป็นสัน

                ในวันที่ผมไปถึงเว้ หลังจากมื้อเย็นแล้วก็ออกเดินในโซนผับบาร์ คล้ายๆ ย่านถนนข้าวสารบ้านเรา ไปทางไหนก็มีคนถีบสามล้อและขี่มอเตอร์ไซค์ตามเพื่อชักชวนให้เที่ยวผู้หญิง พอรู้ว่าผมไม่ใช่ชาวเวียดนามก็พูดภาษาอังกฤษ “เวรี่ ชีป” ราคาถูกมากคือคำเชื้อเชิญ ยิ่งเมื่อรู้ว่าเป็นคนไทย นายหน้าพวกนี้ก็พูดภาษาไทยที่ท่องจำมาว่า “พันบาท” เพื่อนฝรั่งของผมที่ไปเยือนเว้หลายครั้งเล่าว่า เมื่อก่อนการพาณิชย์ชนิดนี้ไม่ต้องพึ่งนายหน้า แบบเดียวกับที่ผมเคยเจอมาที่ไซ่ง่อน คือฝ่ายผู้ให้บริการจะออกมาพบผู้บริโภคโดยตรงแบบเชิงรุกไปจนถึงขั้นคุกคาม แต่ไม่กี่ปีมานี้มีการเก็บกวาดย่านท่องเที่ยวนี้ให้ดูปลอดการค้าประเวณี แม้ว่าจริงๆ ยังคงมีอยู่ โดยอาศัยนายหน้ามาเดินงานแทน

                คนพวกนี้มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก เจอกันวันหลังพวกเขาก็ยังจำผมได้ บางคนขี่มอเตอร์ไซค์ตามจนผมต้องแวะดื่มที่บาร์ เขาก็ยังนั่งคอยบนมอเตอร์ไซค์ฝั่งตรงข้ามกับบาร์เพื่อว่าเมื่อผมดื่มหมดขวดเดินออกจากร้านเมื่อไหร่เขาก็จะได้เดินเกมต่อ จนผมต้องตัดสินใจสั่งอีกขวด เขาจึงสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไป

                ผมสรุปในประเด็นนี้ได้ว่า ผู้ชายที่เดินคนเดียวเป็นเป้าหมายหลักของพวกนายหน้า พวกเขาตีความว่าชายที่เดินคนเดียวในเมืองท่องเที่ยวจะต้องเปลี่ยวเหงาอุราจำต้องมีนารี บางครั้งแม้ผมจะโกหกว่ามีภรรยาแล้วเขาก็ไม่ละเว้น บอกว่าภรรยานอนอยู่ที่โรงแรมก็ยังไม่ฟังเสียง บางคนที่อาจมีศีลธรรมขึ้นมาบ้างเปลี่ยนแนวไปล้วงห่อกัญชาออกมาเสนอขายแทน

                ส่วนที่ฮอยอันนั้นนักท่องเที่ยวแน่นทุกซอกทุกมุมอย่างกับงานวัดใหญ่ๆ สมัยก่อนในบ้านเรา แน่นตั้งแต่สายๆ จนถึงประมาณสาม-สี่ทุ่ม หลังจากนั้นพวกเขาก็เหมือนมุดดิน ดำหายไปพร้อมๆ กัน ในเขตเมืองเก่ามรดกโลกผมไม่เห็นผับบาร์ มีเพียงคาเฟ่ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งปิดไม่ดึก ออกมานอกเขตเมืองเก่าก็มีบาร์ของฝรั่งและบาร์ท้องถิ่นไม่กี่แห่ง ส่วนการเสนอหญิงบริการผมไม่เห็นเลย

                การท่องเที่ยวดานังเพิ่งเฟื่องฟูมาได้ราวห้า-หกปีนี้เท่านั้น เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวบินมาดานังก็เพื่อจะต่อไปยังเว้และฮอยอัน หากไม่แวะนอนดานังเลยสักคืนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก การเที่ยวกลางคืนที่ดานังจึงดูเป็นธรรมชาติมากกว่าทั้ง 2 เมืองยอดฮิตที่ได้พูดถึงไป

                คืนต่อมาผมไปที่ร้าน Bamboo 2 Bar อีกครั้ง กะว่าจะเจอมาร์ตินเพื่อฟังเรื่องราวทางด้านเศรษฐกิจของดานังในสายตานักการเงินในสภาพที่เขาไม่เมา พนักงานสาวคนเดิมยกเบียร์มาให้ 1 ขวด เพราะผมกำชับไว้ตั้งแต่แรก มาร์ตินไม่โผล่มา ผมยิ้มให้ชายที่นั่งโต๊ะข้างๆ หน้าออกแขกๆ วัยกลางคน เขาหันมาถามผมว่า Are you gay? คุณเป็นเกย์หรือเปล่า? ผมต้องย้อนคำถามของเขา เพราะแทบไม่เชื่อว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้ ผมตอบว่าไม่ได้เป็น คุณล่ะเป็นหรือเปล่า เขาตอบว่า “โน” แล้วบอกว่ามีลูก 4 คนแล้ว ตอนนี้อายุ 55 ปี มาจากดูไบ จบปริญญาเอกสาขาการเงินและการบัญชี

                ผมเชื่อว่าประโยคที่พรั่งพรูออกมาหลังคำว่า “โน” ล้วนเป็นความจริง แต่มีเจตนากลบเกลื่อน เพราะผมไม่ได้ถามเขาเลย เคยทราบจากเพื่อนชาวสีรุ้งผู้คร่ำหวอดในวงการว่าชาวเกย์และเสือไบในประเทศแขกรวยน้ำมันต่างมีความอึดอัดมาก เพราะกฎหมายเข้มงวด ถูกจับได้เมื่อไหร่มีสิทธิ์ติดคุกหัวโต จึงรอโอกาสปลดปล่อยเมื่อเดินทางไปต่างแดนเช่นน้าคนนี้

                เขาหันมาถามผมอีกว่า “เคืองมั้ยที่ถามเรื่องเป็นเกย์ ขออภัยด้วย” ผมตอบว่าไม่เป็นไร เขายื่นมือมาให้ตีแบบที่เรียกว่า Hi 5 ผมรีบเรียกน้องพนักงานมาจ่ายเงินแล้วลุกออกไปโดยไม่สนใจเงินทอน. 

 

 

แกลลอรี่