ศึกยกแรก "รัฐบาลประยุทธ์" ลมใต้ปีกดัน "รัฐบาล" ฝ่ามรสุม


   

 

          ผ่านการเลือกตั้งมาจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบา ลได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ใช่ว่าจะหายใจทั่วท้อง ในการนำพารัฐนาวา “เรือเหล็ก” ไปจอดป้ายได้จนครบวาระ เพราะแค่เริ่มการแถลงนโยบาย ก็ถูก ส.ส.หน้าใหม่จากพรรคฝ่ายค้านเปิดประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ

ในการประชุมรัฐสภา ไม่มีการตอบคำถามในเรื่องดังกล่าวอย่างแน่ชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ถวายสัตย์ครบตามนั้นหรือไม่ แต่หลังจากนั้นเรื่องดังกล่าวก็กลายเป็นปมประเด็นให้ฝ่ายค้านนำไปใช้รุกไล่ พล.อ.ประยุทธ์นอกสภาฯ จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว เหมือนเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า การถวายสัตย์ดังกล่าวไม่ครบถ้วนจริง

  ความผิดพลาดดังกล่าว ไม่มีใครระบุชัดว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือไม่ ปล่อยทิ้งให้เป็นปริศนาคาใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับไปเต็มๆ แม้กระทั่ง “เนติบริกร” อย่าง “วิษณุ เครืองาม” ก็ไม่กล้าที่จะให้ความเห็นทางกฎหมายใดๆ เพราะเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

แต่การที่ฝ่ายค้านส่งให้องค์กรอิสระไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า “เกม” ที่หมิ่นเหม่เช่นนี้ ไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ในทางการเมือง กลับยิ่งเป็นปัจจัยในการขยายบาดแผลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นทหารผู้จงรักภักดีให้กว้างขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ออกมาตอกย้ำเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง หลังจากถูก “ตัดพี่ตัดน้อง” ในสภาฯ

"ยกตัวอย่างกรณีพันท้ายนรสิงห์ แม้ว่าจะเป็นคนโปรดของพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อได้ทำความผิด และแม้เป็นเพียงไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้เสียพระเกียรติพระมหากษัตริย์และกฎจารีตประเพณี จึงยอมรับโทษประหาร ยิ่งกรณีนี้เป็นการจงใจกระทำผิด นายกฯ จึงควรต้องแสดงความรับผิดชอบในทางการเมืองจนถึงที่สุดด้วย" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่ไม่ใช่ “การลาออก” โดยคาดว่าจะมีทางออกในเรื่องดังกล่าวแล้ว

 “เรื่องแรกที่เป็นประเด็นสำคัญ ผมขอเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเป็นห่วงกังวลอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรถึงทำงานได้ ก็หวังให้ทุกคนได้ทำงานต่อไป อย่างไรก็ตาม ต้องไปศึกษาในรัฐธรรมนูญดูว่าเขียนว่าอย่างไร อย่างไรก็ตาม ก็คงยังมีรัฐบาลอยู่ และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอโทษบรรดารัฐมนตรีด้วย เพราะผมถือว่าผมได้ทำของผมเต็มที่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

และเป็นเรื่องปกติที่เมื่อ “ผู้นำ” อยู่ในภาวะที่ถูกกระหน่ำหลายด้าน ก็เป็นจังหวะของฝ่ายตรงข้ามต้องซัดกลับให้ตั้งตัวไม่ติด หลังจากที่พ่ายแพ้ทางการเมืองด้วยกติกาที่เขียนขึ้นมาอย่างไม่เป็นธรรม

ตอกย้ำด้วยปัญหากวนใจในพรรคร่วมรัฐบาลเอง ที่ไม่ได้ผนึกเหนียวแน่นด้วยอุดมการณ์ ทำให้เหล่าบรรดาพรรคเล็กที่เข้ามาร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จึงมีอาการร้องกระจองอแงอยู่เป็นระลอก และยังไม่รู้อนาคตในวันข้างหน้าของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ร่วมทำงานกันมาจะมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องนโยบายที่แตกต่างกันอีกหรือไม่

                เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อเกิดเหตุระเบิดเชิงสัญลักษณ์หลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้างกองบัญชาการกองทัพไทย และป้ายสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ศรีสมาน ไม่นับรวมพื้นที่กลางใจเมืองอีกหลายแห่ง

                เป็นห้วงหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการปรับย้ายทหารชั้นนายพล และยังคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นั่งประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลื่อนลด ปลด ย้าย ทหาร-ตำรวจโดยตรง 

                ทิศทางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่จากการจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุระเบิดเป็นกลุ่มที่เดินทางมาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเยาวชนจากขบวนการก่อความไม่สงบ หนึ่งในสอง พบประวัติการก่อเหตุโจมตีฐานทหารนาวิกโยธินมาแล้ว แต่การเชื่อมโยงและเป้าประสงค์ของผู้บงการในการจ้างวานกลุ่มเหล่านี้นอกจากการแสดงศักยภาพของขบวนการแล้ว จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองหรือไม่ ยังไม่มีข้อสรุป

                แต่สิ่งที่ปรากฏชัดคือ ความเป็นปฏิปักษ์ของรัฐบาลชุดนี้ ด้วยปฏิบัติการลอบกัด ลดความน่าเชื่อถือของรัฐ มีกลุ่มที่สามารถก่อการขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

                ในขณะที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านที่กำลังรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างเครือข่ายแนวร่วมกลุ่ม “หัวก้าวหน้า” ที่ไม่เห็นด้วยในการ “เอาเปรียบ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กินรวบสร้างอำนาจในการเข้าไปบริหารประเทศผ่านการเลือกตั้งด้วยกติกาที่เป็นธรรม เพื่อเป็นหัวเชื้อในการรวบรวมมวลชน ภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมต่อสู้

                ผ่านโมเดล “สสร.-ธงเขียว” กดดันให้รัฐบาลพร้อมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความสมัครใจ เพราะจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันยากที่ฝ่ายค้านจะชูธงเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการในรัฐสภาได้

                “หัวเชื้อ” ของกลุ่มรณรงค์เรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็น “พลังทางสังคม” ที่น่ากลัว แม้จะถูกฝ่ายรัฐมองว่าเป็นแนวร่วมของ “ระบอบทักษิณ” เก่า แต่ในองค์ประกอบแล้วมี กลุ่มที่เป็นกลาง-ทางเลือกที่สาม ที่มุ่งหมายให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ไร้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีอยู่ ก็ได้รับเสียงตอบรับจากคนส่วนใหญ่ไม่น้อย          แค่เริ่มต้นของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1 ก็ดูเหมือนว่าการทำงานต่างๆ ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เสียงปริ่มน้ำที่คิดว่าจะพ้นน้ำด้วยปรากฏการณ์ของ ส.ส.ที่ไหลมารวมกับขั้วพลังประชารัฐ ไม่ได้ง่ายเหมือนการสั่งซ้ายหัน-ขวาหัน เพราะสถานการณ์ป่วนรัฐบาลยังไม่นิ่ง  นักการเมืองที่ต่างเป็นนกรู้จึงต้องซอยเท้าดูสถานการณ์ไปพลางๆ ก่อน          

หรือจะวางใจว่า วันนี้ไม่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นมือดีลการเมือง แก้ไขปัญหาให้ พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนในอดีต แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็มีพันธมิตรหลักเป็นกองทัพที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มร้อย ซึ่งทุกฝ่ายมองว่าเป็นปัจจัยเข้มแข็งที่สุดในการทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าไปอย่างมั่นคง

ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็พร้อมสนับสนุนกองทัพในทุกเรื่อง เพราะรู้ดีว่ากองทัพคือกลไกหลักในการรักษาความมั่นคงของชาติ และสถาบันสำคัญ อีกทั้งเป็นองค์กรที่ความผกผันต่อการเมืองสูงด้วย ดังนั้นสูตรการ “ปฏิรูปกองทัพ” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศเป็นภารกิจลำดับแรกๆ ในการเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม จึงเป็นการปฏิรูปบนพื้นฐานของการปรับในโครงสร้างเดิม ซึ่งคาดว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
                ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล แม้จะกระจองอแง ดูทิศทางลม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็เชื่อว่าจะยังไม่มีการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างในตอนนี้ เพราะกลุ่มหลักๆ ที่อยู่กับรัฐบาล คือกลุ่มที่ไม่เอา “ทักษิณ-เสื้อแดง” จึงไม่มีทางเลือกอื่นที่จะใช้พื้นที่ทางการเมือง

จึงมองได้ว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะเจอมรสุมรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นใหญ่ๆ อย่างถวายสัตย์ หรือระเบิดป่วนเมือง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้รัฐบาลนี้ล่มลงในระยะเวลาอันใกล้ แต่น่าสนใจว่าเมื่อทอดระยะเวลายาวออกไป ปัญหาอื่นที่รุมเร้า ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้อีกหลายเรื่อง ทั้งภัยแล้ง-อุทกภัย ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องความเป็นอยู่ ค่าครองชีพของคนไทย ที่มีผลอย่างสูงต่อทัศนคติทางการเมือง จะทำให้รัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ครบวาระเหมือนที่มีคนคาดการณ์ไว้หรือไม่ 

                เพราะต่อให้มี “ลมใต้ปีก” เป็นกองทัพ-ตำรวจ ด้วยการจัดสรรอำนาจให้ลงตัว ไม่กระจุกอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือกระจายประโยชน์ให้กลุ่มการเมืองอย่างเป็นธรรม แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถดึง “มวลชน” อยู่ฝ่ายตัวเองได้ ก็มีภาวะเสี่ยงที่รัฐบาลจะอยู่ได้ไม่นาน!!.  


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา