ร้องปปช.ปมถวายสัตย์ ซัด'ฝ่ายแค้น'วินิจฉัยมั่ว


เพิ่มเพื่อน    


    "บิ๊กตู่" ปัดตอบนักข่าว ซัดมีแต่เรื่องไร้สาระอย่าไปเสนอข่าวมากนัก "ศรีสุวรรณ" ข้องใจนายกฯ ยังไม่มีวี่แววแสดงความรับผิดชอบ จ่อร้อง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนส่งศาลฎีกาเชือดพ้นเก้าอี้ "ภูมิธรรม" แนะผู้นำกล้าหาญยอมรับความผิด ปัญหาจะจบเร็วไม่เสียเวลาประเทศ "เรืองไกร" เปิดปมใหม่ยกคำวินิจฉัยศาล รธน.อ้าง "ชวน" ข้ามขั้นตอนการเสนอชื่อนายกฯ ผิด รธน.อาจทำเรือเหล็กล่มได้ ที่ปรึกษา ปธ.สภาผู้แทนฯ โต้เรืองไกรเข้าใจผิด ระบุ ม.272 กำหนด 5 ปีแรกให้ใช้กระบวนการรัฐสภา 
    เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เสร็จสิ้นการเป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช 2562 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินเข้าไปทักทายคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเดินเข้าไปพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมถือโอกาสอวยพรวันคล้ายวันเกิด พล.อ.ประวิตรที่มีอายุครบ 74 ปี เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะยืนพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยครู่หนึ่ง 
     จากนั้นนายกฯ ยังได้แวะพูดคุยกับท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนหันมาพูดกับผู้สื่อข่าวตอนหนึ่งว่า "วันนี้เรื่องอะไรที่ไร้สาระอย่าไปนำเสนอข่าวมากเลย" 
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯ กล่าวถึงตรงนี้ได้ตัดบททันทีก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะถาม โดยนายกฯ พูดว่า "ไม่ตอบ"
      หลังจากนั้นนายกฯ ได้เดินไปขึ้นรถโดยมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปพร้อมกล่าวให้กำลังใจว่า "ให้กำลังใจขอให้นายกฯ สู้ๆ ลุงตู่สู้ๆ อย่าท้อนะ อยู่ต่อ 20 ปีไปเลย" ขณะที่นายกฯ ได้โบกมือให้ก่อนขึ้นรถ
    ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.พัฑฒะนะ พุธานานนท์ รองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด นำคณะกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อวยพรวันเกิดย้อนหลัง พล.อ.ประวิตร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 74 ปี เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมรับมอบของที่ระลึก  โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนกรมป่าไม้ได้มอบกระเช้าผลไม้ และ พล.ร.ต.เอนก อันสุขสันต์ รองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (รอง ผบ.กปช.จต.) 
    โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวเพียงสั้นๆ หลัง พล.อ.ประยุทธ์โดนมรสุมเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ  รวมถึงพรรคเล็กขอแยกตัวจากรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้านอิสระว่า "ไม่เป็นไร" เมื่อถามย้ำว่าให้กำลังใจนายกฯ อย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ไม่เป็นไร ไม่มีอะไร"
    ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ และในข้อความที่ได้กล่าวไปถือว่าครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นขอให้เรื่องนี้จบลงได้แล้วนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่นักกฎหมาย จึงอาจไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นคืออะไร การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างไรก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น จะมาเอาสีข้างเข้าถูเพื่อตีกรรเชียงหนีความรับผิดชอบมิได้ เพราะหากผู้นำประเทศไม่ยอมกล่าวถวายสัตย์คำว่า "ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" นั่นก็แสดงว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยากจะรักษาและปฏิบัติตาม ก็อาจจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเสียเมื่อใดก็ได้กระนั้นหรือ
ร้อง ป.ป.ช.ฟันนายกฯ
     นายศรีสุวรรณกล่าวว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะพยายามดับกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม โดยการแถลงว่าขอรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวแทน ครม.แล้ว แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร ซึ่งพฤติการณ์และการกระทำที่ไม่ยอมสำนึกในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ดังกล่าว เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม ม.234 (1) แห่ง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ ม.5 ประกอบ ม.160 (5) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถือได้ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตาม ม.170 (4) ของรัฐธรรมนูญ 2560 
    "สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป ในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ" นายศรีสุวรรณกล่าว 
     นายภูมิธรรม เวชยชัย สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกฯ นำ ครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนว่า ถือเป็นเรื่องที่มีความชัดเจนแล้วว่า นายกรัฐมนตรีได้กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถือเป็นการกระทำที่ขัดและผิดรัฐธรรมนูญ และถือเป็นความผิดของ ครม.ทั้งคณะ มิใช่ความผิดเฉพาะผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะแม้นว่านายกฯ จะเป็นผู้นำกล่าว แต่การกล่าวถวายสัตย์เป็นหน้าที่ของครม.ทั้งคณะ ในการกล่าวถวายสัตย์รัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ ครม.ทุกคนที่เข้าถวายสัตย์ต้องกล่าวขานชื่อตัวเองในการถวายสัตย์ ไม่อาจมีใครไปกล่าวแทนได้ และต้องเปล่งวาจาไปตามคำถวายสัตย์ที่ได้เขียนตราไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ให้ครบถ้วนทุกถ้อยคำที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ 
    "โดยการแก้ปัญหาเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นโดยเร็วกว่านี้และง่ายกว่านี้ หากผู้นำของประเทศมีความกล้าหาญที่จะยอมรับความจริง และพร้อมจะเผชิญปัญหาให้เรื่องจบลงอย่างไม่เสียเวลาประเทศ คือสิ่งใดที่ทำผิดก็กลับไปทำให้ถูกต้อง สิ่งใดที่ยังทำไม่ครบ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก็กลับไปทำให้ครบและให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเสียให้ถูกต้องครบถ้วน และนายกรัฐมนตรีมีหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษและขอพระบรมราชานุญาตนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้ง ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกลับไปทำขั้นตอนต่างๆ ให้ครบถ้วน แค่นี้ก็สามารถเรียกความถูกต้องและความเชื่อมั่นทั้งปวงให้กลับมาสู่ความปกติและถูกต้องอีกครั้ง" นายภูมิธรรมกล่าว
จี้ 'บิ๊กตู่' ยอมเสียหน้า
      นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ทางออกเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนของ พล.อ.ประยุทธ์เหลือไม่มากแล้ว หากเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยการขอพระราชทานอภัยโทษ ขอพระบรมราชานุญาตนำ ครม.เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คำถามจากประชาชนที่จะตามมาก็คือ จะถือเป็นการกระทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ และจะส่งผลถึงการแถลงนโยบายใหม่ต่อรัฐสภา รวมถึงผลการปฏิบัติหน้าที่ มติใดๆ ของ ครม.ชุดนี้จะถูกตีความทางกฎหมายอย่างไร จะเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่ ดังนั้นแนวทางที่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ
    "ปัญหาของประเทศชาติและประชาชนมีมากเกินกว่าจะรอการตัดสินใจจาก พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียว ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดคนช่วยคิดช่วยพูดก็ยิ่งลดน้อยถอยลงทุกที สัปดาห์ที่แล้วประชาชนตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์หนีการประชุมสภาไปกินทุเรียนจนเพลียด้วยเรื่องนี้หรือไม่ สัปดาห์นี้สภาผู้แทนราษฎรก็จะตั้งกระทู้ถามสดอีกครั้ง เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาตอบให้ชัดว่าจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีใด หนีอย่างไรก็หนีไม่ออก ดังนั้นต้องหันหน้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยด่วน" นายอนุสรณ์ กล่าว 
    น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรยอมเสียหน้ารับผิดชอบอย่างที่ประกาศเอาหล่อว่าจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว โดยออกมาขอโทษประชาชนในความผิดพลาดและขอพระราชทานอภัยโทษ ทำการถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ แถลงนโยบายใหม่ ทุกคนควรทำตามกฎหมายอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ชอบพูดเสมอ ไม่ใช่ปล่อยผ่าน ซึ่งหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์มีสถานะอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ผลจากการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชนประเมินมูลค่ามิได้ ขณะนี้ในทางกฎหมายรัฐบาลนี้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในส่วนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอำนาจ มติ ครม.และคำสั่งต่างๆ ไม่มีผลในทางกฎหมาย นายกฯ และ ครม.ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีอำนาจลงนาม คำสั่งและการอนุมัติต่างๆ สามารถจะนำไปดำเนินคดีที่ศาลปกครองและศาลอาญาได้ทั้งหมด
    น.ส.เกศปรียากล่าวต่อว่า ขอแนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ยอมเสียหน้าแก้ไขกรณีนี้ให้ถูกต้อง แลกกับการรักษาอำนาจในตำแหน่งนายกฯ ที่สุดหวงแหน น่าประหลาดใจที่ พล.อ.ประยุทธ์และผู้สนับสนุนชอบเรียกร้องให้ทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามว่าต้องทำตามกฎหมายที่คณะ คสช.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้ากำหนดออกมาบังคับใช้ เพื่อจะกำหนดกฎระเบียบให้เป็นประโยชน์กับตนเองเหนือผู้อื่นจัดว่าแย่แล้ว กรณีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ผู้ที่กำหนดกฎกลับทำผิดกฎเสียเอง ช่างเหมือนกับหมูนโปเลียนในเรื่อง  Animal Farm แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจว่าพฤติกรรมหมูนโปเลียนเป็นมาตรฐานความดีจึงทำตาม  ที่ทำตัวเหนือกว่ากฎหมายและประชาชนคนอื่นทั้งประเทศ จึงฝากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำความเข้าใจเรื่องมาตรฐานคนดีใหม่ มีความละอายที่จะทำผิดกฎ พร้อมรับผิดชอบในการกระทำที่ทำผิดกฎ
จวก 'ฝ่ายแค้น' วินิจฉัยมั่ว
    นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เผยแพร่บทความเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ กับการล้มรัฐบาล ระบุว่า "ฝ่ายแค้น" มุ่งคิดแต่จะหาทางล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ทุกวิถีทาง  ทนไม่ได้แม้แต่วันเดียวที่ต้องเป็นฝ่ายค้าน ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มต้นทำงาน การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกล่าวปฏิญาณโดยไม่ครบถ้วนทุกถ้อยคำ จะมีผลทำให้เป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องนี้ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติไว้ในมาตราใดเลย ทั้งไม่เคยมีประเพณีการปกครองว่าต้องจัดการอย่างไรและมีความผิดประการใด     
    "การวินิจของนายชัยเกษม อดีตอัยการสูงสุด หรือความเห็นของนายปิยบุตรก็ดี จึงไม่มีข้อกฎหมายใดรองรับ ไม่อาจเชื่อถือและรับฟังได้ และหากพิจารณาความในวรรคสองของมาตรา 161 แม้ ครม.ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ครม.ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนได้ การถวายสัตย์ปฏิญาณที่มีข้อความตกหล่นบางประการนั้น รัฐธรรมนูญมิได้ถือเป็นความผิดร้ายแรง แตกต่างจากกรณีการกระทำผิดหรือขัดรัฐธรรมนูญด้วยเหตุอื่นๆ เช่น การขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนด หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต" 
    นายประพันธ์ระบุว่า จากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 จะเห็นว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเพียงการกำหนดแบบพิธีกรรม เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น เมื่อ ครม.ได้กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณเสร็จสิ้น และพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัส ก็ย่อมถือว่าเป็นการดำเนินการถวายสัตย์ปฏิญาณที่มีผลเสร็จสมบูรณ์แล้วตามรัฐธรรมนูญ แม้จะมิได้กล่าวข้อความโดยครบถ้วนทุกถ้อยคำก็ตาม  และเมื่อเป็นการกระทำต่อเบื้องพระพักตร์ จึงย่อมต้องถือว่าเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ที่จะมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นถูกต้องสมบูรณ์แล้วหรือไม่ มิควรที่บุคคลใดจะก้าวล่วงไปวินิจฉัยเสียเอง 
     "กรณีดังกล่าวอาจเทียบเคียงได้กับการกล่าวคำสาบานตนของบุคคลที่จะมาเบิกความเป็นพยานต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนตามลัทธิศาสนาหรือจารีตประเพณีแห่งชาติของตน หรือกล่าวคำปฏิญาณว่าจะให้การต่อศาลตามสัตย์จริงเสียก่อน ซึ่งแม้ศาลจะเขียนข้อความให้พยานกล่าวตาม แต่พยานอาจมิได้กล่าวข้อความโดยครบถ้วนทุกถ้อยคำ เพียงได้ความว่าจะให้การต่อศาลโดยสัตย์จริงก็ถือว่าคำให้การของพยานรับฟังได้ตามกฎหมาย เว้นแต่พยานนั้นมิได้กล่าวคำสาบานเท่านั้น จึงมิอาจรับฟังคำให้การพยานปากนั้นได้  เทียบเคียงได้กับฎีกาที่ 7988/2551 ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ครม.กรณีนี้จึงถือว่าสมบูรณ์จบสิ้นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงไม่จำต้องกระทำการใดต่อไปอีกตามที่ฝ่ายแค้นเรียกร้อง เดินหน้าบริหารประเทศให้เกิดความสงบสุขแก่ประชาชนต่อไป ปล่อยฝ่ายแค้นเขาดิ้นรนไปตามกรรมเถอะ" นายประพันธ์ระบุ  
ปมใหม่ 'ชวน' ทำผิด รธน.
    วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า มีประเด็นใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม  มีเหตุมาจากนายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนกรณีให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6/2559 ระบุไว้ชัดเจนว่าการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญได้มีการแบ่งขั้นตอนของการเสนอชื่อและการให้ความเห็นชอบออกจากกัน กล่าวคือขั้นตอนการเสนอชื่อต้องทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และขั้นตอนการให้ความเห็นชอบต้องทำในที่ประชุมรัฐสภา แต่ก็มีเหตุขึ้นมาจนได้เพราะเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 นายชวนในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องดำเนินการให้มีการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน 
    "แต่นายชวนไม่ทำทั้งที่มีการทักท้วงแล้วและมีการรวบขั้นตอนไปทำในที่ประชุมรัฐสภา มีหลักฐาน 2 ชิ้นคือบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และบันทึกการประชุมรัฐสภาที่ระบุชัดเจนว่า ขั้นตอนการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อนไม่มีแต่อย่างใด แต่กลับไปเสนอชื่อและให้ความเห็นชอบในที่ประชุมรัฐสภาซึ่งไม่อาจทำได้เพราะเป็นการข้ามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ"
     นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า ประเด็นใหม่นี้คงทำให้หลายคนรู้สึกเสียวสันหลังกันแล้ว เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักรู้ได้ทันทีว่าการเลือกนายกฯ เกิดความผิดพลาดแล้วอย่างจัง ทำให้การได้มาซึ่งนายกฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ เรื่องนโยบายไม่ใส่ตัวเลขจึงเป็นประเด็นรอง เรื่องนี้อาจเป็นต้นเหตุที่จะทำให้เรือเหล็กจมลงก็ได้ ดังนั้นตนจะร้องไปที่อัยการสูงสุดเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าจะทำให้การกระทำของนายชวนขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการให้ความเห็นชอบ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ จะเป็นโมฆะหรือไม่ โดยจะไปยื่นหนังสือที่สำนักงานอัยการสูงสุด  ศูนย์ราชการ อาคาร A ในวันที่ 13 ส.ค.นี้
    ทางด้าน นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ตอบโต้นายเรืองไกรว่า เป็นความเข้าใจผิดหรือเจตนาเข้าใจผิดเพื่อสร้างประเด็นทางการเมืองของนายเรืองไกร ซึ่งตามกระบวนการของการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นกำหนดไว้ชัดเจนตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 กำหนดให้ใน 5 ปีแรกใช้กระบวนการในรัฐสภา ที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อเสนอชื่อบุคคลที่สภาจะลงมติเลือกให้เป็นนายกฯ ก่อน แล้วถึงจะเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติ ส่วนกรณีที่นายเรืองไกรอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่  6/2559 เป็นเพียงการตีความเพื่อให้อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์  เป็นประธานเขียนบัญญัติขึ้นใหม่ หลังจากที่มีผู้ยื่นให้วินิจฉัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560  จะบังคับใช้ จึงไม่สามารถอ้างเพื่อฟ้องร้องทางกฎหมายใดๆ ได้
    "นายชวนทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทุกอย่าง และไม่มีประเด็นที่จะเอาผิดทางกฎหมายได้ เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่นายเรืองไกรคิดขึ้นเอง ซึ่งไม่มีนัยใดๆ ที่จะดิสเครดิตการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรได้" นพ.สุกิจกล่าว.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"