'ปิยบุตร'แนะศาลรธน.อดทนต่อเสียงวิจารณ์ เชื่อเป็นเกราะคุ้มภัยให้องค์กร


   

แฟ้มภาพ

14 ส.ค.62 - เมื่อเวลา 16.45 น.  ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาวาระรับทราบรายงานประจำปี 2560 ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่า สมัยที่ตนเป็นนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัย และการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ ด้วยความปรารถนาดีว่าอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์ระบบนิติรัฐ นิติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสำคัญในการรักษากฎหมายสูงสุดของประเทศ มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเสียงข้างมาก คุ้มครองเสียงข้างน้อย คุ้มครองสิทธิของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นธรรมชาติที่ศาลรัฐธรรมนูญมักเผชิญหน้ากับสภาอยู่เสมอ ในส่วนของสภามีความชอบธรรม เพราะมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติด้วย พวกเราจึงต้องแสวงหาความชอบธรรมเช่นกัน

นายปิยบุตร กล่าวว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องออกแบบให้เชื่อมโยงประชาชนผ่านกระบวนการทางสภา เช่น ประเทศเยอรมนี แต่ในประเทศไทยที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่เชื่อมโยงกระบวนการทางสภา ส.ส.แทบไม่มีโอกาสพบปะกับบุคคลที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเลย เพราะมีที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง และให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงมติรับรอง ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีปัญหาที่ต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะตัวศาลเองมีที่มาที่ไม่เชื่อมโยงสภาเลย

นายปิยบุตร กล่าวด้วยว่า ในรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ ได้รวบรวมสถิติคดีตั้งแต่ปี 2551 – 2560 พบว่าตั้งแต่ปี 2557 จำนวนคำร้องลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะปี 2557 เป็นปีที่มีการรัฐประหาร ซึ่งปกติเวลารัฐประหารสิ่งแรกๆที่คณะยึดอำนาจต้องทำ คือยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ เพื่อใช้อำนาจตัวเองตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนมูญมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต้องแสดงบทบาทไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และต้องบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง ดังนั้น เมื่อมีการรัฐประหารนอกจากคณะยึดอำนาจจะฉีกรัฐธรรมนูญ ยังต้องออกประกาศยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้ง แต่ปรากฎว่าการรัฐประหารปี 2557 คณะยึดอำนาจปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อซึ่งถือว่าแปลกประหลาด

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับรองให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ต่อ แบบนี้จะเข้าไปตรวจสอบองค์กรที่มาจากการยึดอำนาจได้หรือไม่อย่างไร เมื่อสภาพการณ์ทางรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้จึงไม่ต้องสงสัยถึงจำนวนคดีที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ว่าสัมพันธ์กับการยึดอำนาจในปี2557 เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 รับรองแล้วว่าคสช.ถูกเสมอจึงบีบบังคับศาลรัฐธรรมนูญให้ไม่มีโอกาสพิทักษ์รัฐธรรมนูญในช่วงคสช.ยึดอำนาจ ต่อให้อยากตรวจสอบคณะรัฐประหารอย่างไรก็ทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2557 รับรองไว้หมด เป็นปัญหาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้

“เวลารัฐประหารเสียงปืนดังขึ้นกฎหมายก็เงียบลง วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญ 2560 มีรัฐบาลใหม่แล้วหากการถวายสัตย์สมบูรณ์จริง วันนี้เสียงปืนสงบลงแล้วจะถึงเวลาที่กฎหมายกลับมาดังขึ้นเหมือนเดิมได้หรือไม่ วันนี้ยังมีประกาศคำสั่งคสช.จำนวนมากมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีเนื้อหาหลายอย่างขัดรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งคนร่างรัฐธรรมนูญมองการณ์ไกลว่าอะไรที่ชอบในรัฐธรรมนูญ 2557 ให้ชอบในรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย ดังนั้น เราจะพยายามผลักดันแก้ไขให้ยกเลิกมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อตรวจสอบคำสั่งคสช.ให้ได้ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่” นายปิยบุตร กล่าว

นายปิยบุตร ยังอภิปรายถึงการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า มาตรา 38 ของพ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เกิดคำถามว่าแบบใดจึงจะเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต ไม่หยาบคาบ ไม่อาฆาตมาดร้าย ยกตัวอย่าง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ ถามว่าตนวิจารณ์ได้หรือไม่ เพราะเป็นทางเดียวที่ตรวจสอบถ่วงดุลศาลรัฐธรรมนูญได้ ตนเห็นว่าการวิจารณ์เป็นเรื่องดีที่จะช่วยปรับปรุงการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

 “อยากให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ อดทน อดกลั้น ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัย เราเป็นนักการเมืองธรรมดาไม่มีอาวุธจะไปยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยได้ แต่การถูกวิจารณ์จะเป็นเกาะคุ้มกันศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน จึงอยากเห็นศาลรัฐธรรมนูญเป็นเสาหลัก ได้รับความเชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชน และช่วยประคับคองบ้านเมืองในยามหัวเลี้ยวหัวต่อ ผมอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญดำรงต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ” นายปินบุตร กล่าว

 ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย ว่า การดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา มีคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมากถึง 120 คำร้องขึ้นไป และสามารถพิจารณาเสร็จสิ้นเป็นสัดส่วนจำนวน 50 - 100 เปอร์เซ็นต์ มีเพียงปี 2558 มีคำร้องเข้ามา 3 คำร้อง พิจารณาเสร็จ 1 เรื่อง จึงตั้งข้อสังเกตว่าทำไมปี 2558 มีคำร้องน้อยแต่ไม่สามารถพิจารณาให้เสร็จสิ้นหมดได้ พร้อมทั้งยังอภิปรายถึงเรื่องการฝึกอบรมบุคคลากรของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการเปิดหลักสูตรโครงการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) เพราะไม่อยากให้องค์กรด้านความยุติธรรมเปิดหลักสูตรพิเศษอย่างนี้ เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกมาใกล้ชิดกับบุคคลากรด้านยุติธรรม จะเกิดการสร้างระบบอุปถัมภ์ หรือสร้างคอนเน็กชั่น สร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สนับสนุนให้ศาลยุติธรรม หรือการเปิดหลักสูตร บยส. ศาลปกครอง เปิดหลักสูตร กปส. และคณะกรรมการเลือกตั้งเปิดหลักสูตร (พตส.) ซึ่งทั้งหมดจะมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อกระบวนการยุติธรรม อาจจะทำให้ความยุติธรรม ไม่ยุติธรรมตามความเชื่อมั่นของสังคมได้

เลขาฯศาลรธน. โต้ “ปิยบุตร” ยิบทุกประเด็น ยัน คสช.ไม่เคยแทรกแซง

จากนั้น นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่า กรณีที่นายปิยบุตร ไม่เห็นด้วยกับการคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาล ขอเรียนว่า การคุ้มครองนั้นมีเจตนารมณ์สองด้าน คือ คุ้มครองความสงบเรียบร้อยในการพิจารณา และคุ้มครองคุณธรรมกฎหมายที่ศาลใช้พิจารณา ซึ่งครอบคลุมทั้งในห้องพิจารณา และผลการวินิจฉัยของศาล ซึ่งการวิจารณ์ศาลก็ถือว่าอยู่ในข่ายที่ต้องควบคุมและคุ้มครอง เป็นสองด้านของเหรียญเดียว ส่วนที่บอกว่าควรใช้ความอดทน อดกลั้น แทนการคุ้มครอง จากประสบการณ์ 20 ปี ภาพในทางร้ายทางดีได้นำไว้ไปในพิพิธพันธ์ของศาลตลอดมา เป็นที่เรียนรู้ และพัฒนาการการรับผิดชอบรัฐธรรมนูญ เป็นหลักการดำรงนิติธรรมของบ้านเมือง การคุ้มครองการละเมิดอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จึงเป็นไปตามเหตุผลตามประสบการณ์ศาล และหลักวิชาการที่ทุกศาลย่อมได้รับการคุ้มครอง

 “กรณีที่ท่านเคยให้ความเห็นทางวิชาการของศาล โดยไม่เคยถูกฟ้องร้องนั้น การคุ้มครองตามหลักวิชาการ สุจริต จะได้รับความคุ้มครอง ต้องไม่เสียดสี หยาบคาย โดยการคุ้มครองนั้น ก็มีทั้งการตักเตือน หรือให้พ้นจากเขตอำนาจ แต่อีกส่วนก็มีเรื่องทางอาญาประกอบกันด้วย ส่วนคดีที่ลดลงในปี2557 ที่มีการรัฐประหาร ก็ขอเรียนว่า เป็นคดีทางการเมืองไม่ใช่คดีทั่วไประหว่างเหตุการณ์พิเศษ จึงไม่มีข้อพิพาทมายังศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มีคำสั่งคสช.คุ้มครองสถานะของตุลาการฯ ยืนยันว่า จะไม่มีส่วนกับการทำให้ศาลเป็นกลาง หรือเป็นคุณเป็นโทษกับคสช.แต่อย่างใด ขอเรียนข้อเท็จจริงว่า มีการเชิญไปประชุมกับคสช.กับทุกหน่วยงาน แต่ก่อนประชุมมีหนังสือมาแจ้งยกเลิก ไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญไปร่วมประชุมกับองค์กรอื่นๆ เพราะคสช.เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ จะไม่มีการเข้ามาควบคุมแทรกแซงใดๆ คสช.ตระหนักในความเคารพศาลรัฐธรรมนูญ” นายเชาวนะ กล่าว


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา