อนาคตที่ไม่รู้...แต่ก็ต้องเดินไป


   

ยุคก่อนๆ...ซึ่งก็ไม่ถึงกับ ก่อน มากมายซักเท่าไหร่ ประมาณช่วงที่ ท่านขุนน้อย ยังพอมีเรี่ยวแรง กำลังวังชา อยู่พอประมาณ สมองยังไม่ถึงกับตื้อๆ ตันๆ เหมือนทุกวันนี้ เคยมีคำพูด วาจา ที่ถือว่า...ค่อนข้างเป็น สัจธรรม มิใช่น้อย คือคำพูดประมาณว่า...ถ้าอยากเห็นใครฉิบหายต่อหน้า ต่อตา ให้หาทางชี้ชวน ชักชวน บุคคลผู้นั้น มาทำ 2 อย่าง คือทำหนังสือพิมพ์ ไม่ก็ทำพรรคการเมือง หรือเล่นการเมือง รับรองว่าอีกไม่นาน-ไม่ช้า ย่อมมีโอกาสได้เห็นความฉิบหายมาเยือนบุคคลผู้นั้นอยู่แล้วแน่ๆ...

                                                                  ---------------------------------------------------------

      เมื่อมาถึงยุคนี้...สัจธรรมที่ว่ายังพอมีผลบังคับใช้หรือไม่ ประการใด ก็ยังมิอาจสรุปได้ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...การทำหนังสือพิมพ์นั้น คงไม่ต้องเสียเวลาทำ หรือเสียเวลาไปชี้ชวน ชักชวน ใครต่อใครอีกต่อไปแล้ว เพราะโดยตัวตนของตัวหนังสือพิมพ์เอง แม้แต่คนที่อยากเจ๊ง อยากฉิบหาย ชนิดตัวสั่นเร่าๆ ยังน่าจะ ใจไม่ถึง พอที่จะทำ พอที่คิดจะประกอบธุรกรรมทำนองนี้ต่อไปอีกแล้ว เพราะถ้าอยากจะเจ๊ง อยากฉิบหายแบบทันสมัยขึ้นมาหน่อย คงต้องหันไปเลือกทำทีวีดิจิตง ดิจิตอล อะไรไปโน่น ส่วนที่แตกสาย แตกไลน์ ไปทำสื่อออนไลน์ ด้วยขนาด ด้วยลักษณะของธุรกิจ ที่ไม่ถึงกับต้องทุ่มทุน ทุ่มเท อะไรมากมาย ก็คงไม่ถึงกับต้องฉิบหาย แต่จะให้โดดเด่น เป็นสง่า แบบที่สื่อสิ่งพิมพ์ แบบที่หนังสือพิมพ์เคยเป็นมา คงแทบเอาไปเทียบกันไม่ได้...

                                                             -----------------------------------------------------

      ส่วนการเล่นการเมือง หรือการตั้งพรรคการเมืองนั้น ตัวอย่าง แบบอย่าง เท่าที่เห็น-เป็นมา ก็น่าจะชัดเจนพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะประเภทที่ร่ำรวย มีเงิน มีทอง นับเป็นหมื่นๆ ล้าน ชนิดแทบคิดไม่ออก จินตนาการไม่ออก ว่าจะมีโอกาสฉิบหายในแบบไหน ลักษณะไหนได้เลย แค่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรอีก ก็ปานประดุจล่องลอยอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าได้ไม่ต่ำกว่าสี่ชาติ ห้าชาติ แต่ก็นั่นแหละ...พอเริ่มเกิดอาการ คัน ด้วยสาเหตุอันใดก็มิอาจทราบได้ โผล่เข้ามาเล่นการเมือง ตั้งพรรคการเมือง ไอ้ที่ได้ๆ ไป...ก็คงมิใช่น้อย แต่ไอ้ที่เสียหาย เสียรังวัด เสียผู้-เสียคน ไปจนถึงขั้นเสียสุนัข ก็น่าจะเรียกได้ว่า...ฉิบหายแบบชนิดทันตาเห็น แบบไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี-หนีไม่พ้น ตราบจนเท่าทุกวันนี้...

                                                             -------------------------------------------------------

      แต่ก็นั่นแหละ...ถึงจะฉิบหาย-ขายตัว เผลอๆ อาจต้องขายชาติควบคู่ไปด้วย แต่การเล่นการเมือง ตั้งพรรคการเมือง ยังคงเป็นอะไรที่มีเสน่ห์ดึงดูด ให้ผู้คนคิดสร้าง คิดทำ กันต่อไปอย่างมิได้ขาดสาย แบบเดียวกับหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอะไรที่มีเสน่ห์ดึงดูดอยู่ไม่น้อย ให้ผู้คนยอมเจ๊ง ยอมฉิบหาย ยอมกินเกลือ กินแกลบ เพียงเพื่อให้บินไป-บินมาในไร่ส้มได้โดยเสรี เพียงแต่ทุกวันนี้ เทคโนโลยี มันได้เปลี่ยนสาย เปลี่ยนไลน์ จนเสน่ห์หาย กำไรหด ไปตามสภาพ ต่างไปจากการเล่นการเมือง ตั้งพรรคการเมือง ที่คงไม่ได้เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมากมายซักเท่าไหร่ พรรคอะไรต่อมิอะไร จึงโผล่ๆ ผลุดๆ ไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบพรรค เผลอๆ อาจเป็นร้อยๆ พรรคเอาเลยก็ไม่แน่...

                                                             -----------------------------------------------------------

      ซึ่งก็เอาเถอะ...คงต้องขออนุโมทนา ให้ ไปดีเถอะนะ...พี่ขออวยพร กันไปตามสภาพ...ไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคเล็ก พรรคน้อย พรรคใหญ่ พรรคโต พรรคดัง-ไม่ดัง ที่กำลังดาหน้าเข้ามาสู่แวดวงการเมืองกันเป็นสายๆ คือถ้าหากระบบ จัดสรรปันส่วนผสม ที่ว่ากันว่า ใครที่กำเสียงประชาชนทั่วประเทศไว้ได้แค่ 70,000 กว่าๆ ก็น่าจะได้ ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาฯ นับตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เป็นอะไรที่ลื่นไหล คล่องแคล่ว สะดวกสบายอย่างที่ว่า โอกาสจะได้เห็น ความหลากหลาย ระดับ ดอกไม้บานร้อยดอก ในรัฐสภา ก็น่าจะเป็นไปได้มิใช่น้อย แม้ออกจะน่าเสียดายอยู่มั่ง ที่ทิศทางการเมืองโดยหลักๆ ดูจะไม่ได้หลากหลายตามไปด้วย คือหนักไปทางหนีไม่พ้นต้องเลือกทางใด-ทางหนึ่ง ระหว่าง เอาบิ๊กตู่ กับ ไม่เอาบิ๊กตู่ นั่นแหละเป็นหลัก...

                                                                   ------------------------------------------------------------

      อย่างไรก็ตาม...ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกออกแบบ ดีไซน์ เอาไว้ประมาณนี้ บรรดา ผู้เล่น หรือผู้กระเหี้ยนกระหือรือมิได้หวาดเกรงต่อความฉิบหายทั้งหลาย คงมีแต่ต้องเล่นไปตามบท ตามกติกา อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ อีกทั้งยังต้องแบกรับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะต้องหาทางประคับประคองระบบและระบอบเช่นนี้ ไม่ให้ต้องเกิดอาการฉิบหายตามไปด้วย เพราะถ้าหากความฉิบหายในทางส่วนตัว ส่วนพรรค มันเกิดลุกลามบานปลายกลายเป็นความฉิบหายต่อส่วนรวม ต่อชาติบ้านเมือง ขึ้นมาอีกซักครั้งเมื่อไหร่ งานนี้...คงต้องสารภาพตรงๆ ว่า แม้จะแก่แสนแก่ ผ่านหนาว-ผ่านร้อน ผ่านฤดูกาล ผ่านประสบการณ์การสังเกตการณ์ทางการเมือง ในฐานะผู้หลวมตัวยอมฉิบหาย ขายตัว เพราะอยากจะทำหนังสือพิมพ์มาโดยตลอด แต่ยังแทบจินตนาการไม่ออก คาดคำนวณ หรือแม้แต่กำหนดซิเนริโอออกมาแทบไม่ได้ว่าแล้วฉากต่อไป...มันจะเอายังไงกันต่อ!!! จะไปซ้าย-ไปขวา ขึ้นสวรรค์ หรือลงนรก กันแบบไหน อีท่าไหน ต่อไปดี...

                                                                    -----------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Harry Emerson Fosdick... Each generation imagines itself to be more intelligent than the one that went before it and wiser than the one that comes after it.- คนในแต่ละชั่วอายุนั้น มักจินตนาการไปว่าตนฉลาดกว่าคนในชั่วอายุที่ผ่านไป และมีสติปัญญากว่าคนในชั่วอายุที่จะมาถึง...

                                                                    ------------------------------------------------


"ตัวอะไรเอ่ย........... หางอยู่ไทย หัวไปส่ายอยู่นอกประเทศ?" ไม่ใช่หัวเดียวนะ แต่ "ทีเดียว ๒ หัว" เลย

ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร