'ป้าธิดา' ยืนยัน 'เผาบ้านเผาเมือง' เป็นความเชื่ออยู่เหนือความจริง!


   

19 ส.ค. 62  - เฟซบุ๊กเพจ "ยูดีดีนิวส์" ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ โพส์คำกล่าวของ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษานปช.หลังเฟซบุ๊กไลฟ์ เมื่อบ่ายวันนี้ว่า "ความจริงก็มีประเด็นที่น่าสนใจในการขับเคลื่อนทางการเมืองปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็มีประเด็นของคดีความของพรรคการเมือง ของแกนนำในปัจจุบัน เช่น กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กลุ่มประชาชนที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทในกิจกรรมล่าชื่อถอดถอนกกต. ดิฉันจึงนำมารวม ๆ กันรวมทั้งประเด็นของแกนนำนปช. ซึ่งกำลังอยู่ในคดีความที่มาถึงขั้นฎีกา 2-3 คดีแล้ว โดยวันนี้จึงตั้งประเด็นว่า "ชะตากรรม! แกนนำประชาชนฝั่งตรงข้ามอนุรักษ์นิยมไทย"

อ.ธิดากล่าวว่า "เหตุเพราะว่าในช่วงเวลานี้ คำพูดคำจาของท่าน ผบ.ทบ. เป็นการตอบย้ำในแย่คิดที่ว่า การใช้การทหารหรือทางกองทัพประเมินประชาชนฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร ฝั่งที่เห็นต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน ประเมินในระดับข้าศึกศัตรูเทียบเคียงกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่เราได้พูดไปแล้ว"

ซึ่งทำให้เราไม่แปลกใจที่มีการใช้อาวุธจริง แล้วทำประหนึ่งศึกสงครามเข่นฆ่าประชาชนได้ ดังที่ในเสนาธิปัตย์ที่พูดถึงการใช้การรบเต็มรูปแบบ การทำสงครามเต็มรูปแบบกับเหตุการณ์ในปี 53 ซึ่งตรงนี้ที่เป็นที่มาของนายทหารที่เห็นต่างที่ใช้คำว่า...คุณทำได้ยังไงกับประชาชน ที่คุณทำมันเหมือน "รุมยิงนกในกรง" ที่เราได้เอามาทำเป็นบันทึกเหตุการณ์ ถ้าใครยังไม่เห็นก็เข้าไปดูได้ที่ลิ้งค์นี้ (https://www.youtube.com/watch?v=bsI8Ixy-0xw)

นี่เป็นการยืนยัน คือพูดง่าย ๆ ว่า เราไม่อยากจะเชื่อว่ากองทัพและฝ่ายอนุรักษ์นิยมเห็นประชาชนเห็นข้าศึกศัตรู แต่มันก็อธิบายได้ว่าที่ลงมือทำถึงขนาดนั้นได้ก็เพราะนี่เป็นการสู้รบกับข้าศึก

เมื่อประเมินคนที่ไม่เห็นด้วยกับอนุรักษ์นิยมอำนาจนิยม จะเป็นแนวคิดฝ่ายเสรีนิยมซึ่งถือว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา สนับสนุนให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน แต่ถ้าเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเต็มที่และความยุติธรรม อันนี้ก็จะมีลักษณะที่เรียกร้องสูงขึ้นไปและมีลักษณะต่อสู้ทางการเมืองด้วย

ฝั่งที่มีแนวคิดเสรีนิยม แม้ความคิดทางการเมืองต่างกันเช่นเขาอาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองต่างกัน แต่เขาจะไม่มองประชาชนเป็นศัตรู พูดง่าย ๆ ว่าอนุรักษ์นิยมที่มีแนวคิดเสรีนิยมอยู่ระดับหนึ่งก็จะไม่สนับสนุนให้มีการใช้อาวุธในการเข่นฆ่าประชาชนหรือสร้างความรุนแรง นี่จึงทำให้เสรีนิยมเป็นที่แพร่หลายทั่วไปในโลกปัจจุบัน เพราะว่ามนุษย์เริ่มมีความเท่าเทียมกันทางความคิด ทางความรู้มากขึ้น ก็ต้องการความเท่าเทียมกันในสิทธิเสรีภาพและโอกาส

สรุปว่าฝั่งอนุรักษ์นิยมในประเทศไทยเป็นผู้กระทำต่อผู้ที่ไม่สนับสนุน เมื่อประเมินคนเห็นต่างเป็นข้าศึกแล้วเขาทำอย่างไรบ้าง?

ประการแรกก็คือ การใช้สงครามเต็มรูปแบบ นั่นก็คือใช้การทหารปราบปราม เข่นฆ่า ทำให้มีคนตาย คนบาดเจ็บ

ประการที่สองถัดมาก็คือ การใช้ประกาศ คำสั่ง กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำให้มีคนถูกดำเนินคดี จับกุม คุมขัง เหมือนเช่นตอนนี้แกนนำนปช.ก็กำลังจะเจอคดีในปี 51 วันที่ 23 ก.ย.นี้ ก็จะมีคำพิพากษาในขั้นฎีกา ซึ่งขั้นอุทธรณ์นั้นพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน นี่ไปอยู่หน้าบ้านสี่เสา 7-8 ช.ม. แล้วกลับตามสัญญา

แต่อย่างไรก็ตามคนก็ยอมรับคำพิพากษา เพียงแต่ว่าประชาชนก็ต้องศึกษาทั้งการเมือง ทั้งกฎหมาย ขณะนี้เป็นโรงเรียนการเมืองที่ดีที่สุด

ส่วนอีกคดีก็คือคดีที่พัทยาปี 52 ซึ่งวันที่ 11 ก.ย. นี้ก็จะมีคำพิพากษาขั้นฎีกา ซึ่งขั้นอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 4 ปี และในปี 52 สำหรับแกนนำนปช.ส่วนกลางก็เพิ่งมีการฟ้องร้องขึ้นมาใหม่ก็อยู่ในระหว่างดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่ไปถึงฎีกาแล้ว ส่วนคดีในปี 53 ศาลชั้นต้นก็เป็นการยกฟ้อง ซึ่งก็เรียกได้ว่าฮือฮามาก โดยเฉพาะฝ่ายประชาชนที่มองว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการพูดว่าการต่อสู้ของฝ่ายประชาชนไม่ได้ล้ำเส้นถึงขั้น "ผู้ก่อการร้าย" ยังเป็นการต่อสู้ในทางการเมือง

และกติกาของนปช. ข้อ 1) การเมืองการปกครองก็เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แล้วในข้อที่ 3) ก็ชัดเจนว่าไม่ใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธ เป็นการต่อสู้ด้วย "สันติวิธี" ซึ่งสันติวิธีนี้จะห้ามประท้วง ห้ามการพูดโจมตี มันไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือเส้นชัดเจนของแกนนำนปช. การพูดจาซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายนั้นมันต้องสัมพันธ์กันโดยตรง เมื่อพูดแล้วก็มีการกระทำทันที เมื่อศาลมองว่ามันไม่ใช่การพูดที่ทำให้เกิดการกระทำทันที มันเป็นการพูดตั้งแต่เดือนมกราคม ยกตัวอย่างเช่น คำพูดของคุณณัฐวุฒิ หรือว่าของคุณอริสมันต์ แต่เหตุการณ์ที่มาเกิดขึ้นในเดือนเมษายน-พฤษภาคม มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่มีความสัมพันธ์จากคำพูด เพราะสิ่งที่เกิดจากคำพูดไม่ได้เกิดผลใด ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เราก็กำลังรอคำพิพากษาเต็ม

แต่ดิฉันก็ถือว่านี่เป็นการศึกษาที่ดีในปัจจุบัน มันเหมือนโรงเรียนการเมือง ปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่กระทำต่อแกนนำประชาชนผู้เห็นต่าง ต่อพรรคการเมืองผู้เห็นต่าง ผู้ไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ทั้งหมดนี้เราจำเป็นต้องศึกษาเพื่อมาดูว่าธาตุแท้ เนื้อแท้ของเรื่องทั้งหมดแก่นมันอยู่ที่ตรงไหน?

มันก็มีคำตอบมาจากผบ.ทบ.ว่า แก่นมันก็คือ คนเหล่านี้เป็นข้าศึกเทียบเท่ากับพรรคคอมมิวนิสต์! มันใช่หรือ?

เมื่อมองว่าเป็นข้าศึก การฆ่าฟันถึงตายก็ชอบธรรม
การใช้กำลังทหาร การใช้อาวุธจริง ก็ชอบธรรม

ในส่วนคำพิพากษานั้นประชาชนก็ยอมรับ แต่ในมุมมองที่เห็นแตกต่างกันในการประท้วงแต่ละชุด นั่นหมายความว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนการทำรัฐประหารไม่ใช่ข้าศึกใช่ไหม? เป็นประชาชนที่เห็นดีเห็นชอบ ทำเพื่อบ้านเมือง

แต่กลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนการทำรัฐประหารกลายเป็นข้าศึก กลายเป็นพวกที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย เป็นอย่างนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ประชาชนที่เห็นต่างต้องการระบอบประชาธิปไตย แต่ประชาชนที่สนับสนุนต้องการระบอบเผด็จการทหาร

ตกลงประเทศไทยจะเอาระบอบอะไรกันแน่?

ดังนั้นชะตากรรมก็มีทั้งการถูกเข่นฆ่าด้วยอาวุธ การถูกจับกุมคุมขัง ประชาชนก็จะได้มองเห็นว่า ผลพวงของคำพิพากษาปี 51 ชะตากรรมของแกนนำจะเป็นอย่างไร 2 ปี 8 เดือน แบบศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเอาไว้ ดูว่าอาจจะเป็นเช่นนั้นเพราะนี่เป็นการกระทำของข้าศึก...หรือเปล่า?

แต่ถ้าเป็นแกนนำกลุ่มสนับสนุนนั้น ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเหมือนกัน แต่มุมมองจะต่างกันแบบที่ท่าน ผบ.ทบ. พูดหรือเปล่า? ชะตากรรมก็จะมีแตกต่างกันอยู่ระดับหนึ่ง นี่คือโรงเรียนทางการเมืองของประชาชนที่สำคัญ

ดังนั้นในเดือนก.ย.เราก็จะได้ทราบเรื่องราวอะไรต่าง ๆ สำหรับที่หลายคนดีใจในเรื่องคดีก่อการร้าย ก็ยังมีศาลอุทธรณ์ ยังมีศาลฎีกา ยังตอบไม่ได้ แต่ที่ดิฉันอยากจะเรียนมายังพี่น้องเราก็คือว่า ชะตากรรมนั้นมีทั้งบาดเจ็บล้มตาย มีทั้งติดคุกติดตะราง ซึ่งเราจะเห็นมากขึ้นในเดือน ก.ย. และต.ค. ซึ่งมันไม่ใช่แต่เฉพาะแกนนำนปช. พวกที่ต่อต้านรัฐประหาร พวกที่อยากเลือกตั้งก็มีคดีความเป็นลำดับ

ที่ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกตทิ้งเอาไว้ก็คือ ชะตากรรม นอกจากปฏิบัติการทหารในการจัดการ ปฏิบัติทางกฎหมาย เพื่อให้เข้ากับเรื่องราวปัจจุบันก็คือ ปฏิบัติการทางสังคม ที่เราพูดกันถึงเรื่องการใช้วาทะกรรมลวงโลก เรื่องข่าวลวง ทั้งหมดนี้เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา เป็นปฏิบัติการทางสังคมให้เกิดความเกลียดชัง พูดง่าย ๆ ว่าศาลยังไม่ทันติดสินแต่สังคมตัดสินไปแล้วส่วนหนึ่งว่า พวกนี้เป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง พวกนี้เป็นพวกล้มเจ้า

นี่คือปฏิบัติการทางสังคมนะ ให้คนเกลียดชังไปก่อน พอตอนนี้ศาลพิพากษาแล้วว่าเรื่องเผา...ไม่ใช่! เรื่องผังล้มเจ้า...ก็เป็นเรื่องโกหก เป็นปฏิบัติการลวงโลก เป็น Fake news แต่ดิฉันก็ยังเห็นคนก็ยังท่องวาทะกรรมนี้ เพราะเขาเชื่อไปแล้ว เมื่อเป็นความเชื่อที่อยู่เหนือความจริง เป็นความเชื่อที่อยากจะเชื่อ นี่คือปฏิบัติการทางสังคมที่ปลุกให้คนแตกแยกเกลียดชังกันโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงเลย แต่อยู่บนพื้นฐานของการสู้รบ ถือว่าเป็นข้าศึกศัตรู โกหกใส่เข้าไปเลย นี่คือฝ่ายกระทำเพราะเห็นอีกข้างหนึ่งเป็นศัตรู

เพราะฉะนั้นฝ่ายประชาชนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายจารีตนิยม อำนาจนิยม ก็ถูกปฏิบัติการทางสังคมซึ่งในทัศนะดิฉันมันก่อความเสียหายร้ายแรง ไม่ใช่ก่อกับตัวแกนนำนะ แต่มันเกิดขึ้นกับประเทศชาติ และยากที่จะเยียวยาก็คือปฏิบัติการทางสังคม

สุดท้ายคือปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ การเอาใจกลุ่มทุน ทำให้ทุนผูกขาดและทุนใหญ่ขยายตัวและสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยม รัฐประหาร ห้ามไม่ให้ไปสนับสนุนพรรคการเมือง หรือกลุ่มคนฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย อย่างนี้เป็นต้น

ดังนั้น มีการทหาร มีการใช้กฎหมาย มีการใช้ปฏิบัติการทางสังคม และปฏิบัติการเศรษฐกิจ ครบถ้วน แต่ถ้าเฉพาะแกนนำหรือประชาชนเฉพาะตัว คือเจอการทหารกับกฎหมาย แต่ประเทศชาติเจออะไร ประเทศชาติเจอปฏิบัติการทางสังคมให้คนแตกแยก และเจอความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพราะนายทุนได้ผลประโยชน์เต็ม ๆ จากเผด็จการทหารค่ะ อ.ธิดากล่าวในที่สุด"


เงินนี่...ชักน่ากลัวขึ้นทุกวัน!นับวันจะใช้ซื้อได้ทุกอย่าง จนมองไม่เห็นว่าจะมีอะไรไปหยุดมันได้ถึงจุดหนึ่ง โลกไม่แตก แต่มนุษย์จะตกต่ำ เมื่อสังคมให้ค่าเงินเหนือความเป็นมนุษย์

นี่ไง....'ใบเสร็จปล่อยกู้พรรค'
เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'