‘สนธิรัตน์’ ดันไทยขึ้นฮับรถอีวี


   

29 ส.ค. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการจักรยานยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 5 พร้อมมอบนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ว่า การดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ในประเทศ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี2018) ที่คาดว่าจะมี 1.2 ล้านคันตลอดทั้งแผน โดยเรื่องนี้ต้องเป็นการร่วมมือกันหลายฝ่ายทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพื่อร่วมพัฒนาแผนส่งเสริมการใช้ สนับสนุนทางด้านภาษี และทำให้เกิดการผลิตในประเทศ

“เร็วนี้คาดว่าจะมีแคมเปญที่ส่งเสริมการใช้รถอีวีในประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการร่วมมือกับหน่วยงานดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ยังตั้งเป้าที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของภูมิภาคในการใช้รถอีวีอีกด้วย”นายสนธิรัตน์ กล่าว

ขณะที่การมอบนโยบายให้กับ กฟผ. เน้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. กฟผ.ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เนื่องจากเห็นว่าหากในอนาคตประชาชนเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น การให้บริการของ กฟผ. จะต้องเปลี่ยนไป ทั้งนี้จะต้องทำความเข้าใจในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และผันตัวมาเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคตผ่าน

2.กฟผ.ยังจะต้องคงความเป็นผู้นำในด้านการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพเดิมที่มีอยู่ยกระดับประเทศไปสู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าของภูมิภาค ซึ่งเรื่องเป็นเรื่องหลักที่ กฟผ. จะต้องให้ความสนใจเป็นลำดับต้น ๆ และ 3. กฟผ.จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เดินหน้าทันกับองค์กรเล็ก ๆ ที่ปัจจุบันเติบโตเร็วมาก โดยจะต้องปฏิรูปองค์กร ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของโลก

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่าการดำเนินโครงการสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าระดับชุมชน ปัจจุบันกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กำลังกำหนดแผนดำเนินการอยู่ โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า โดยดูจากศักยภาพและความพร้อมของชุมชน ซึ่งอาจจะอยู่ที่สัดส่วน 30% และนอกนั้นให้เอกชนเข้าไปดำเนินการ ซึ่งหากมีการกำหนดแผนเรียบร้อยแล้วจะออกมาประกาศผลเป็นระยะเพื่อประกาศพื้นที่


ขออาลัย.......... ต่อการสิ้นอายุขัยของ "นายชัย ชิดชอบ" อดีตประธานรัฐสภา ที่บ้านจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวาน (๒๔ ม.ค.๖๓) ด้วยวัย ๙๒ ปี และขอแสดงความเสียใจกับ "ตระกูลชิดชอบ" ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเคารพและเป็นหลักชัยของตระกูลครั้งนี้ด้วย

ทำไมต้อง "กดบัตรแทนกัน"?
แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'