แผงอำนาจใหม่ใน "ศาล รธน.” มองยาวถึงเก้าอี้ประธาน


   

 

หลังที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อ 2 กันยายนที่ผ่านมา มีมติตั้งคณะ กมธ.วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 รายชื่อ ที่จะมาแทนตุลาการศาล รธน.ที่จะต้องพ้นตำแหน่งเพราะครบวาระ จำนวน 5 คน อันประกอบด้วย นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาล รธน., ชัช ชลวร อดีตประธานศาล รธน., บุญส่ง กุลบุปผา, อุดมศักดิ์ นิติมนตรี และจรัญ ภักดีธนากุล

ทางคณะกรรมาธิการฯ ก็เร่งเครื่องประชุมกันทันที โดยต่อมา 3 ก.ย. กมธ.ก็ประชุมลงมติเลือก พลเอกอู้ด เบื้องบน สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธาน กมธ. จากนั้น กมธ.ได้มีการวางกรอบการตรวจสอบประวัติในด้านต่างๆ  ทั้ง เปิดเผย-ปิดลับ ที่ก็เป็นวิธีการที่ใช้ทำกันมาทุกยุคสมัย เช่น การทำหนังสือในนาม กมธ. สอบถามไปยังหน่วยราชการที่สำคัญ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบหาข้อมูลในทางเปิดเผย-ลึก-ลับ ของผู้ที่ถูกส่งชื่อมาให้วุฒิสภา เลือกเป็น ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีข้อมูลถูกสอบสวน ร้องเรียน หรือมีคดีความอะไรหรือไม่ มีประวัติส่วนตัวและการทำงานที่เข้าข่ายขัดคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นตุลาการศาล รธน.หรือไม่ เป็นต้น เพื่อที่ กมธ.จะนำมาเขียนไว้ในรายงานต่อไป

รายชื่อว่าที่ตุลาการศาล รธน. ซึ่งรอบนี้ส่งมา 5 ชื่อ อันเป็น 5 ชื่อเสียงข้างมากในการลงมติของที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีต่างๆ ที่มีด้วยกัน 9 คน ดังนั้น 5 เสียงของตุลาการศาล รธน.ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ต่อจากนี้ จึงถือเป็นเสียงข้างมากในการกำหนดทิศทางการลงมติของศาล รธน.ให้ออกมาในทางใดทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ชื่อ 5 ว่าที่ตุลาการศาล รธน. ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาเป็น แผงอำนาจใหม่ ในองค์กรศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาได้ ชี้เป็นชี้ตาย และ สร้างจุดเปลี่ยนทางการเมืองไทย มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ยกตัวอย่างมาได้มากมาย ทั้งการยุบพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคใหญ่-พรรคเล็ก-พรรคใหม่-พรรคเก่า หรือการตัดสินในคำร้อง จนส่งผลให้นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, สมัคร สุนทรเวช หรือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในคดียุบพรรคพลังประชาชน เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ ทิศทางแผงอำนาจใหม่, เสียงข้างมากในศาล รธน. 5 คน ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อไปอีกร่วม 7 ปี หรือไม่เกินอายุ 75 ปี จึงอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างยิ่ง

โดย 5 ว่าที่ตุลาการศาล รธน.แผงอำนาจใหม่ ที่ถูกส่งชื่อมาให้วุฒิสภาลงมติ เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ แต่ละรายชื่อมีที่มาจากสามทาง ประกอบด้วย รายชื่อที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา, วิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และ จิรนิติ หะวานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

ส่วนอีก 2 ชื่อ แยกเป็น ผู้ได้รับการคัดเลือกจากการลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มีชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ซึ่งได้ลงมติเลือก นภดล เทพพิทักษ์ อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกด้วยเสียงเอกฉันท์ หลังที่ประชุมต้องเลือกกันถึงสามรอบเพราะคะแนนสูสีกับเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการศาล รธน.คนปัจจุบัน ก่อนที่สุดท้ายกรรมการสรรหาจะเทเสียงเลือกนพดลไปในทางเดียวกัน ทำให้เชาวนะพลาดโอกาสเป็นตุลาการศาล รธน.ไปแบบเกือบได้เฮ

และชื่อสุดท้ายมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คือ ชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเสนอตัวเพียงคนเดียวจากตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีอยู่รวม 25 คน ทำให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด เลือกชั่งทองให้ได้รับการเสนอชื่อให้ไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม พิจารณาจากปฏิทินตัดสินคดีที่รอการวินิจฉัยของที่ประชุมตุลาการศาล รธน.ในเวลานี้ ทั้งคำร้องที่รับไว้วินิจฉัยและคำร้องที่รอการวินิจฉัย เปรียบเทียบกับกรอบเวลาการที่ 5 ว่าที่ตุลาการศาล รธน.จะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ก็พบว่ายังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติ-ขั้นตอน การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบของวุฒิสภา ที่น่าจะใช้เวลาร่วม 2-3 เดือน จากนั้น ก็นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป และยังต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับกรณีเกิดเหตุคาดไม่ถึง เช่น หากเกิดกรณี ส.ว.ลงมติตีร่วง ไม่เห็นชอบบางรายชื่อ หรือไม่เห็นชอบทั้งหมด ซึ่งดูแล้วคงเกิดขึ้นได้ยากในกรณีหลัง คงไม่เหมือนกับที่เคยมีเคสสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติคว่ำกระดานโหวตล้ม กกต.-กสทช.

พิจารณาจากลำดับขั้นตอนต่างๆ ตามกฎหมายข้างต้น จึงทำให้มีการประเมินกันว่า หากสุดท้ายว่าที่ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 5 ชื่อ ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาทั้งหมด ยังไงก็ไม่สามารถเข้าพิจารณาตัดสินคดีร้อนๆ ของศาล รธน.ในเวลานี้ได้อยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่การพิจารณาของศาล รธน.ก็ใกล้งวดพิจารณากันไปมากแล้ว บางคำร้องก็จ่อลงมติกันหลายเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีหุ้นสื่อของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, คดีหุ้นสื่อของ ส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน, คดียุบพรรคอนาคตใหม่, คดีถวายสัตย์ฯ ของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

ที่น่าสนใจก็คือ เมื่อ 5 รายชื่อว่าที่ตุลาการศาล รธน.ข้างต้น ได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นตุลาการศาล รธน. สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การเลือก ประธานศาล รธน. คนใหม่แทนนายนุรักษ์ที่ต้องพ้นวาระไป ซึ่งถึงตอนนั้นจะมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันที่จะยังทำหน้าที่ต่อไป 4 คน ประกอบด้วย วรวิทย์ กังศศิเทียม อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด, ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อดีต อจ.นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์, ปัญญา อุดชาชน อดีตเลขาธิการศาล รธน. และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีต อจ.รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

มีการมองกันว่า จาก 4 ชื่อข้างต้น คนที่มีอาวุโสและถูกคาดหมายจากบางฝ่ายว่าอาจจะได้ลุ้นเป็น ปธ.ศาล รธน.ก็คือวรวิทย์ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เมื่อแผงอำนาจใหม่ของศาล รธน.เข้ามาทั้ง 5 เสียง ความคาดหมายดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?

 

 


วันนี้...จันทร์ที่ ๒๐ มกรา ๖๓ ผมว่า......คนฉีกปฏิทินไปรอพรุ่งนี้ "อังคารที่ ๒๑ มกรา" กันหมดแล้ว เพราะตอนเวลา ๑๑.๓๐ น.ศาลรัฐธรรมนูญ จะอ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ "นายณฐพร โตประยูร" ร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'
ประเดิมศกด้วย"ศึก ๒ สวน"