ว่าด้วยดิน-ฟ้า-อากาศ


   

 

ลองสังเกตให้ดีๆ...ลักษณะ อากาศ กับ การเมือง ช่วงหลังๆ นี้ ออกจะมีอะไรที่ค่อนข้างคลับคล้าย คลับคลึง อย่างน่าคิด น่าสนใจ มิใช่น้อย คือออกไปทางวูบๆ วาบๆ  เปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา พลิกไป-พลิกมา เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เผลอเมื่อไหร่เจอฝน ไปจนเจอหิมะเข้าอีกต่างหาก โดยเฉพาะแถวๆ ยุโรปโน่น สู้กัน ฟัดกัน จนแทบไม่รู้หมู่ รู้จ่า รู้สารวัตร หรือรู้ฤดูไหนเป็นฤดูไหนเอาเลยก็ว่าได้...

                                                             ---------------------------------------------
    บ้านเรานั้น...ผ่านฤดูหนาวมาแบบสะบัดร้อน สะบัดหนาวไปตามสภาพ คือจะว่าหนาวไปซะทั้งหมด หนาวนิ่ง หนาวนาน ก็คงไม่อาจพูดเต็มปาก เต็มคำ ได้ซักเท่าไหร่ เพราะบางช่วง บางระยะ ดันถูกสอดแทรกด้วยอุณหภูมิความร้อน จากไหน แบบไหน ก็มิอาจทราบได้ แถมระหว่างร้อนๆ หนาวๆ เผลอๆ...ดันเจอ ฝนตก เข้าซะอีกต่างหาก จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงเดือนมีนาคม เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มีนาฯ เป็นต้นมา กรมอุตุฯ ท่านก็ได้ออกมาประกาศไว้แล้วว่า เริ่มเข้าสู่ช่วง ฤดูร้อน อย่างเป็นทางการเสียที แต่กระนั้น...อะไรที่น่าจะร้อนๆ ดันถูกสอดแทรกด้วย พายุฤดูร้อน ที่หอบฟ้า หอบฝน เข้ามาสร้างความเปียก ความแฉะ ความชื้น จนทำให้ต้องออกอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาว กันอีกจนได้... 
                                                         ------------------------------------------------------
    แต่หลังผ่านพ้นพายุฤดูร้อนไปแล้วนั่นแหละ งานนี้ ว่ากันว่า...อาจถึงขั้น ร้อนตาย ร้อนระดับตับระเบิด ม้ามระเบิด เอาง่ายๆ ชนิดกระทรวงสาธารณสุขท่านต้องออกมาเตือนเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ถึงเรื่อง ฮีตสโตรก หรือ โรคลมแดด อะไรประมาณนั้น คือว่ากันว่าอุณหภูมิความร้อนในปีนี้...อาจทะลุไปถึงระดับ 40-42 องศา ระดับเดียวกับที่เคยทำให้พวกฝรั่งยุโรปพลิกหงายท้องเป็นปลาตาย ลอยเป็นแพนับหมื่นๆ เมื่อช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่วนชาวไทยแลนด์ แดนสยาม อย่างหมู่เฮาทั้งหลายจะ สีทนได้ ถึงขั้นไหน คงต้องตามไปดูกันอีกที...
                                                          --------------------------------------------------
    อย่างไรก็ตาม...สำหรับพวกฝรั่งช่วงนี้ กลับใกล้จะ แข็งตาย กันไปเป็นรายๆ คือในขณะที่ซีกโลกด้านอย่างเรากำลังร้อนๆ ซีกโลกด้านเหนือแถวๆ ยุโรป อเมริกา รัสเซีย กลับแข็งโด่เด่ หนาวยะเยือกก์ก์ก์ ชนิดไม่เคยหนาวอะไรเช่นนี้ตลอดช่วงระยะ 20-30 ปี ว่ากันว่า...ตัวที่เพิ่มความหนาวให้กับยุโรปแบบหนักหนา สาหัส ยิ่งขึ้นกว่าปกติ ก็คือพายุจากฟากตะวันออกของขั้วโลก ที่เรียกๆ กันว่า อสูรร้ายตะวันออก (Beast of the East) ที่พัดกระหน่ำใส่ยุโรปทั้งยุโรปจนแข็งเป็นไม้ท่อนไปแทบทั้งทวีป แถมยังมีพายุที่เคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติก คือพายุ เอ็มมา (Emma) ที่หอบเอาฝนเข้าไปในสเปน หอบหิมะเข้าไปในอังกฤษ ฝรั่งเศส จนอาจทำให้พวกฝรั่งต้อง หนาวตาย ขณะที่ชาวเอเชียกำลัง ร้อนตาย กันแทนที่...
                                                        --------------------------------------------------
    ความวูบไหวไป-มา พลิกซ้าย-พลิกขวา ปั่นป่วน-รวนเร จนแทบมิอาจคาดคะเนได้เช่นนี้นี่แล ที่ทำให้ลักษณะอากาศ มันจึงออกจะคล้ายๆ กับ การเมือง ไม่ว่าจะเป็น การเมืองไทย หรือ การเมืองโลก ก็แล้วแต่ คือมันเป็นช่วงที่ยังไม่อาจชี้ขาดไปในทางหนึ่ง ทางใด ได้แบบชัดเจน ว่ามันจะร้อน จะหนาว จะเย็น จะชื้น...หรือจะดี จะเลว จะมืด จะสว่าง จะเป็นอะไรที่น่าปลื้ม หรือเป็นอะไรที่ห่วยแตก กันแน่!!! คล้ายๆ มันกำลังสู้กันไป-สู้กันมา ชนิดยกต่อยกอะไรประมาณนั้น ยังไม่อาจตัดสินชี้ขาด ว่าฝ่ายใดแพ้ ฝ่ายใดชนะ แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยออกไปทางอึมครึม ยากที่จะวิเคราะห์ สังเคราะห์กันได้ชัดๆ ถนัดๆ เพราะบางครั้ง...ไอ้ฝ่ายที่ทำท่าว่าจะชนะ ดันทำท่าว่าจะแพ้ขึ้นมาซะดื้อๆ ส่วนไอ้ฝ่ายที่เคยทำท่าว่าจะแพ้ ดันได้จังหวะ ได้โอกาส ได้ฤทธิ์ได้เดช มาจากไหนก็แล้วแต่ ทำท่าว่าจะชนะขึ้นมาอีกซะแร้นน์น์น์...
                                                        --------------------------------------------------
    รายการพลิกไป-พลิกมา ไหวไป-ไหวมา วูบไป-วูบมาเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้ ลักษณะอากาศ กับ ลักษณะทางการเมือง แทบเหมือนกัน ออกไปทางพิมพ์เดียวกันราวกับแกะ และอาจส่งผลให้ มนุษย์อุจจาระเหม็น ผู้ชอบ เคี่ยวเข็ญเทวดา ทั้งหลาย นั่งด่าพ่อล่อแม่เทวดาไปแล้วไม่รู้กี่ยกต่อกี่ยก ชนิดทิพอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจเอาง่ายๆ ทั้งๆ ที่ความเปลี่ยนแปลงของดิน-ฟ้า-อากาศกับความวิปริตผิดเพี้ยนในหมู่มวลมนุษย์ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้เลย เหมือนกับเรื่อง ภาวะโลกร้อน กับ ภาวการณ์เผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไม่บันยะบันยัง นั่นเอง...
                                                       ---------------------------------------------------
    ดังนั้น...สำหรับผู้ที่มี สติ และ ปัญญา ผู้ที่พอเข้าใจกฎเกณฑ์ความเป็นไปแห่งธรรมชาติ รวมทั้ง เข้าใจ-เข้าถึง ต่อความเป็นไปในหมู่มวลมนุษย์ได้กระจ่างแจ้งพอสมควร ก็อย่าถึงกับต้องไป ซัดส่าย อะไรให้มากมายเกินไปนัก ค่อยๆ ไตร่ตรองพิจารณาสภาพความเป็นไปต่างๆกันทีละขั้น ทีละตอน และที่สำคัญเอามากๆ ก็คือ ต้องอาศัย ศรัทธา หรือความเชื่อใจ มั่นใจต่อ กฎเกณฑ์ความเป็นไปแห่งสรรพสิ่ง กฎที่สรุปไว้แบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป เอามาใช้เป็นองค์ประกอบในการวัดตัดสินแต่ละเรื่อง แต่ละราวไปตามลำดับ เพราะด้วยความเชื่อมั่น-ศรัทธาว่า...สุดท้ายแล้ว ธรรมะย่อมชนะอธรรม อย่างไม่พึงต้องสงสัยนั่นเอง ที่อาจช่วยให้ ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ไปโดยตลอด ไม่ว่าความผันผวนของสภาวะอากาศ หรือความผันแปรของการเมือง จะเป็นไปในรูปไหนก็ตามที...
                                                              ---------------------------------------------------
    ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก Mahatma Gandhi... In the midst of death life persists, in the midst of untruth truth persists, in the midst of darkness light persists.- ท่ามกลางความตาย...มีชีวิต ท่ามกลางความไม่จริง...มีความจริง ท่ามกลางความมืด...มีแสงสว่าง...
                                                              ---------------------------------------------------
 


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?