คืน"นกกระเรียนพันธุ์ไทย "กลับสู่ธรรมชาติ         


   

       ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ในประเทศไทย  เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้อยใหญ่มากมาย รวมทั้ง นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่ในอดีตพบเจอได้ง่าย แต่ ปัจจุบันนกกระเรียนไทย กลายเป็นสัตว์หายาก สาเหตุเนื่องจากการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรม มีการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี  หรือการล่า ที่ยังคงมีการลักลอบทำกันอยู่ทั้งเพื่อนำไปเป็นสัตว์ในครอบครองและเพื่อบริโภค ทำให้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นกกระเรียนพันธุ์ได้ถูกระบุเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ  


       ความสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ของนักกระเรียนพันธุ์ไทย ทำให้ต่อมา ได้มีการจัดให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็น 1 ในสัตว์ป่าสงวนตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และเป็นสัตว์ในบัญชี 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ 


    อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ   ก็เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนมากมาก่อน จากหลักฐานภาพถ่ายของครอบครัว ครูคุ้ม เอี่ยมศิริ ชาวบ้านอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. ประโคนชัย อ.ประโคนชัย  บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ หรือในบันทึกลานกระเรียน ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานว่าเคยมีนกระเรียนอยู่มากมายในจ.บุรีรัมย์  แต่ก็ประสบปัญหาเหมือนพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ คือ นกกระเรียนค่อยๆลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญหาย   และเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองนักกระเรียนไทยให้เป็นสัตว์สงวน มีความพยายามอนุรักษ์    ต่อมาชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนบุรีรัมย์กับกัมพูชา ได้นำนกกระเรียนไทยมาบริจาค นอกจากนี้ ยังมีคนที่ครอบครองนกกระเรียนดังกล่าว ได้นำมาส่งคืนอีก ประมาณ 20 ตัว รวมกับที่มีอยู่ในสวนสัตว์นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานที่เพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ไข่นกกระเรียน

 

ลูกนกกระเรียนที่เสัียชีวิตแล้วถูกดองไว้ในขวดเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการเกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย
                จนในปี 2552 มีลูกนกกระเรียนที่เกิดใหม่รวม 100 ตัว องค์การสวนสัตว์(อสส.) จึงได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติใน 6 แหล่งทั้งที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบงคาย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยตลาดและห้วยจระเข้มาก เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และทุ่งกะมัง  แต่ก็พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จ

ปล่อยนกระเรียน10ตัว คืนสู่ธรรมชาติ

                และในปี  2554 ได้มีการทดลองปล่อยนกกระเรียนไทย จำนวน 10 ตัว อีกครั้งที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ จากการติดตามพบว่านกกระเรียนดังกล่าวสามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ เป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ดีว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเนื้อที่เกือบ 4 พันไร่แห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารที่เพียงพอ อีกทั้งชาวบ้านยังทำการเกษตรแบบอินทรีย์  และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นกกระเรียน เป็นเหตุผลให้เกิดการจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยองค์การสวนสัตว์(อสส.) ร่วมกับ บริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้มีการปล่อยนกกระเรียนเพิ่มอีก 10 ตัว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัด และดูแลอนุรักษ์เหล่านกกระเรียนพันธุ์ไทยเพื่อให้เป็นถิ่นอาศัยและขยายพันธ์ต่อไปในอนาคต

 

 

    นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต ของกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยเป็นงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และอนุรักษ์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน อีกทั้งยังต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย

ณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สวนสัตว์นครราชสีมา

                นายณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สังกัดสำนักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา ได้เล่าว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย(Eastern Sarus Crane) นับว่ามีลักษณะเด่นที่บินได้สูงที่สุดในชนิดพันธุ์ย่อยของนกกระเรียนพันธุ์เอเชีย ที่มีอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่ นกกระเรียนพันธุ์อินเดีย(Indian Sarus Crane) ในสายพันธุ์ย่อยนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด และนกกระเรียนสายพันธุ์ออสเตรเลีย (Australian Sarus Crane) ที่มีขนาดเล็กที่สุด ในช่วงที่ไม่มีการพบนกกระเรียนที่ไทย ก็จะพบได้ในบางประเทศเท่านั้น คือ กัมพูชา พม่า และเวียดนาม

พื้นที่บางส่วนที่จัดแสดงนกกระเรียน

 

      นักวิจัยภาคสนาม เล่าต่อว่า จากการที่นกกระเรียนสูญหายไปในธรรมชาติ ทำให้เกิดโครงการวิจัยเพื่อขยายพันธุ์นกกระเรียนทั้งแบบเทียมและแบบธรรมชาติ เพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งก็ได้มีการเรียนรู้จากมูลนิธินกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) รัฐวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา ทั้งวิธีการเลี้ยง ที่ผู้เลี้ยงต้องส่วมชุดมาสคอสเพื่อให้กลมกลืน การผสมพันธุ์ มาปรับใช้ในประเทศไทยจนประสบผลสำเร็จ โดยได้เลือกพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ แห่งเดียวในประเทศไทย จากการคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ที่พบว่ามีหญ้าแห้วทรงกระเทียม เป็นพืชตระกูลกก คล้ายกับสมหวังที่รับประทาน ซึ่งเป็นอาหารทดแทน กินในช่วงฤดูแล้งได้ และชาวบ้านที่มีความเข้าใจและพร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์ ให้เป็นพื้นที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการใส่หวงขาที่ตัวนกเพื่อทำการติดตาม เพราะเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่

                  “ดังนั้นตั้งแต่ปี 2554 – ปัจจุบัน ได้มีการปล่อยนกกระเรียนทั้งหมด 114 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว เกิดในธรรมชาติ 15 ตัว และ ในสวนสัตว์นครราชสีมาที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราวๆ 100 ตัว และคาดว่าในทุกปีจะมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ประมาณ 10-15 ตัว หรือขึ้นอยู่กับการว่างไข่ในปีนั้นๆด้วย” นักวิจัยภาคสนาม เล่า


                นายทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านสวาย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เล่าให้ฟังว่า จากคำบอกเล่าของรุ่นพ่อแม่ที่มีอายุ 80 ปี  ว่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก มีการพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบนี้ แต่ก็มีการล่านำมาเป็นสัตว์เลี้ยงและบริโภคเพราะเมื่อก่อนยังไม่มี พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จนมันหายไปไม่เคยอีกเลย จนกระทั่งได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าจะมีการอยู่รวมกันอย่างไร เพราะด้วยวิถีนกกระเรียนที่กิน หอย ปู ปลา และวัชพืชในนาข้าว ก็ไม่ได้เป็นปัญหา อุ้งเท้าของมันก็ไม่ได้ทำลายนาเสียหาย เมื่อนกกระเรียนวางไข่ หรือเวลาบินไปที่ไหนก็จะมีการรายงานกันอยู่ตลอด เพราะหวังว่านกกระเรียนจะมีการขยายพันธุ์สู่ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ

ห่วงขาไว้ใส่นกระเรียนที่ผ่านการผสมพันธุ์ เพื่อขยายจำนวน

    โดยในศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จะมีการจัดแสดงประวัติความเป็นมาของนกกระเรียนชนิดพันธุ์ต่างๆ และความเป็นมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีทั้งโหลดองลูกนกกระเรียน ไข่ ขน หรือห่วงขาที่ใช้สำหรับติดตามนกกระเรียน รวมไปถึงหอดูนก และพื้นที่จัดแสดงนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัว เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ชมด้วย

พื้นที่ไว้บางส่วนที่มีไว้่เพื่อจัดแสดงนกกระเรียน 


     นอกจากนี้ยังสามารถติดตามดูนกกระเรียนพันธุ์ได้ง่ายขึ้น ดร.ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึง การจัดทำแอปพลิเคชัน Doo Nok (ดูนก) ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการระยะยาว เพื่อเป็นอีกช่องทางในการรับทราบจุดที่จะพบนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยมีฟังก์ชั่นพิเศษในการทราบพิกัดที่จะพบเจอนก และยังเป็นการรวบรวมข้อมูลพันธุ์นกกว่า 500 ชนิด สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งในระบบ iOS App store และ Google Play store

 

นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จัดแสดง


 


 


ทอนเอ้ย.... ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.และเขาแปะข้างฝาให้คนดูเมื่อวาน (๒๐ ก.ย.๖๒) นั่นน่ะ บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของทอน

เฟกนิวส์ "อาวุธพิทักษ์ฐานคะแนน"
วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา
นวัตกรรม 'กล่องข้าวน้อยให้แม่'
ร้อยล้าน ‘ศรัทธาบริการ’ บิณฑ์
'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส