ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป


   

 แม้ว่าในสภาฯ ยังคงต้องเดินหน้ากันต่อ...สำหรับปมประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ แต่โดยสีสัน บรรยากาศ น่าจะหนักไปทาง กร่อย เต็มที โอกาสสร้างความซี้ดๆ ซ้าดๆ ระดับ แมนนี ปาเกียว ปะทะ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อะไรประมาณนั้น น่าจะยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านได้มีวินิจฉัยไม่รับคำฟ้อง หรือไม่รับเรื่องราวดังกล่าวมาไว้ในการพิจารณาไปแล้วก่อนหน้านี้...

                                                             -------------------------------------------------

                คือถึงแม้นมีสิทธิ์ขยับปาก แต่โอกาสที่จะลิ้นพันกัน กรามแข็ง กรามค้าง ย่อมเป็นไปได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะถ้าหากต้องพาดพิง เกี่ยวพัน ไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาลสถิตยุติธรรม แต่ก็นั่นแหละ...ตราบใดที่ยังมีช่อง มีรู พอให้ ออกอาวุธ ได้ บรรดาพลพรรคฝ่ายค้าน ที่อาจหนักไปทาง ฝ่ายแค้น กันอยู่มิใช่น้อย ท่านคงไม่ยอมละทิ้งโอกาส ที่จะสาวหมัด ป่ายซ้าย ป่ายขวา หรือถึงขั้นพร้อมเอาหัวชน กระโดดกัดหู ในทุกๆ ครั้ง ทุกๆ ครา ที่จังหวะเปิดให้ ดังนั้น...ก็คงขึ้นอยู่กับฝ่ายรัฐบาลเองนั่นแหละว่าจะสวมหมวกกันน็อก ยกการ์ดสูง ปิดคาง เก็บคาง เอาไว้ในรูปไหน ถึงจะไม่เผลอถูก น็อก ไปซะก่อนกำหนดการ...

                                                             --------------------------------------------------

                ยิ่งในช่วงจังหวะที่อาการ ปริ่มน้ำ ของรัฐบาล...ชักเริ่มๆ มีน้ำไหลเข้าปาก เข้าตะหมูก กันมั่งแล้ว คือแม้จะดูด จะดม อม หยอด สอด เสียบ เพาะพันธุ์งูเห่า ตั้งฟาร์มงูเห่า กันอย่างเป็นระบบและเป็นกิจการ แต่โดยธรรมชาติของบรรดางูๆ ทั้งหลาย ย่อมต้องเลื้อยไป-เลื้อยมา ตามประสางูๆ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง...มันเลยดูจะหนักไปทาง ดูหนูสู่รูงู-งูสุดสู้-หนูสู้งู-หนูงู-สู้ดูอยู่-รูปงูทู่-หนูมูทู อะไรประมาณนั้น หรือออกจะอุตลุด ชุลมุนวุ่นวาย อยู่พอสมควร...

                                                             -------------------------------------------------

                โดยเฉพาะเมื่อนับ คำนวณ เสียงของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องหดๆ หายๆ ไปในแต่ละกรณี ไม่ว่าตั้งแต่ประธานสภาฯ  รองประธานสภาฯ ที่โดย มารยาท คงยกจั๊กกะแร้ ชูมือ เหมือนอย่าง ส.ส.ธรรมดาเขาไม่ได้ เสียงที่ต้องขาดหายไปเพราะความเป็นรัฐมนตรี ที่ดันไม่คิดจะลาออกจากความเป็น ส.ส.โดยเด็ดขาด อันอาจส่งผลให้เกิด ช่องว่าง ระดับเกือบสิบๆ เสียงเอาเลยก็ว่าได้ ไปจนถึงเสียงของ ลิง ในแต่ละตัว ที่ตัดสินใจ คืนกล้วย ไปแล้วราย สองราย โดยอาจมีลิงรายใหม่ที่ไม่ยอมกินกล้วยขึ้นมาอีก หรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจสรุปได้ ไปจนการโยกพรรค ย้ายพรรค ยุบพรรค การเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่อาจส่งผลให้ต้องคิดคำนวณสัดส่วนกันใหม่ แบบไหน แนวไหน ก็ยากที่จะประเมินออกมาได้ชัดๆ...

                                                               ------------------------------------------------

                อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ...ที่อาจทำให้การป่ายซ้าย ป่ายขวา แบบมวยวัด ของบรรดาฝ่ายค้าน หรือฝ่ายแค้น ทั้งหลาย เกิดจับเปาะเข้าที่ขมับ หรือกระโดงคาง ของฝ่ายรัฐบาล ชนิดต้องหลับกลางอากาศ ถึงขั้นน็อก ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้ไม่มาก-ก็น้อยยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อ อดีตนักเคลียร์ หรือ มือประสานสิบทิศ ของฝ่ายรัฐบาล ต้องกลายสภาพเป็น ตำบลกระสุนตก เพราะเรื่องราวในอดีต เรียกว่า...แค่เฉพาะ เคลียร์ตัวเอง ก็เหนื่อยแล้ว โอกาสที่จะไปรับเคลียร์ผู้อื่น ก็ยิ่งน่าจะลำบากยิ่งขึ้นเท่านั้น...

                                                                 ---------------------------------------------------

                ดังนั้น...ถ้าว่ากันในแง่ เสถียรภาพ ของรัฐบาลแล้ว โอกาสที่จะอยู่ยาวว์ว์ว์กันในระดับ 8 ปี 9 ปี อย่างที่ โหรภาณุวัฒน์ ท่าน โหน เอาไว้ก่อนหน้านี้ เผลอๆ....อาจต้องกลับไปสำรวจ ตรวจสอบ ดวงชะตาใหม่อีกรอบเอาเลยก็ไม่แน่ ว่าจำวันที่ เดือน พ.ศ. คลาดเคลื่อนไปบ้างหรือไม่ อย่างไร ลืมคิดถึงอิทธิพลดาวมฤตยู พลูโต หรือก้อนอุกกาบาต ก้อนหนึ่ง ก้อนใด ไปมั่งหรือเปล่า เพราะการที่น้ำมันชักทะลักเข้าปาก เข้าตะหมูก ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะพะงาบๆ ต่อไปอีกซัก 8 เดือน 9 เดือน ก็ออกจะเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า พอสมควรแล้ว...

                                                                   ---------------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากความหมายของคำว่าเสถียรภาพ นั้น มันไม่ได้อยู่ที่แค่จำนวนเสียง จำนวนเก้าอี้ ของแต่ละฝ่าย แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมไปถึง ความชอบธรรมทางการเมือง ควบคู่ไปด้วย อันนี้...ย่อมหนีไม่พ้นที่ต้องหันไปสำรวจ ตรวจสอบ หันไปชั่งน้ำหนัก ความถูกต้อง ชอบธรรม ของรัฐบาล ว่ามุ่งมั่น เพียรพยายาม ก้าวเดินไปตาม ครรลอง-คลองธรรม มากหรือน้อยขนาดไหน มุ่งที่จะยึดมั่นอยู่กับความซื่อสัตย์ สุจริต มุ่งที่จะขจัดกวาดล้างความทุจริต การประพฤติมิชอบ หรือมุ่งที่จะสร้างสรรค์ ธรรมาภิบาล ให้เป็นที่ปรากฏอย่างเป็นจริง เป็นจัง หรือไม่ อย่างไร???

                                                                   ----------------------------------------------------

                หรือท้ายที่สุดแล้ว...มุ่งที่จะ ส่งเสริมคนดีให้มีโอกาสและบทบาท และมุ่ง ขจัดขัดขวางคนไม่ดี ไม่ให้มีโอกาสขึ้นมามีอำนาจ ตามทิศทาง แนวทาง ที่พ่อหลวงล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ท่านเคยทรงให้คำชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้ มากหรือน้อยเพียงใด อันนี้นี่แหละที่จะเป็นตัววัด ตัดสิน ได้ดีซะยิ่งกว่าดวงดาวใดๆ แถมไม่ต้องเสียเวลาโหนมา-โหนไป ให้ต้องเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว ซะอีกต่างหาก เพราะสุดท้าย...ทุกสิ่งทุกอย่าง หรือทุกสรรพสิ่งในโลกและตลอดไปทั่วทั้งจักรวาลนั่นแหละ ย่อมต้องเป็นไปตาม กฎเหล็กแห่งธรรมชาติ อันว่าด้วย... ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป นั่นแล...

                                                                  -----------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Frank Dickson... By the time a person gets to greener pastures, he can’t climb the fence.- พอพบทุ่งหญ้าอันเขียวชอุ่ม ก็ปรากฏว่าเขาผู้นั้นไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะข้ามรั้วเข้าไปในทุ่งหญ้านั้นได้เสียแล้ว...

                                                                   ---------------------------------------------------- 


ท่าจะรอดยาก เรื่องตัวเองยังไม่รู้ แล้วจะให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไรกัน ครับ...วานนี้ (๑๘ ตุลาคม) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน

ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา
ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี
ความพิเศษของ "บิ๊กแดง"