"2เทคนิคหายใจ"แบบพิเศษ!!  แก้เครียดลดฉุนเฉียวดีต่อกาย


   


              
    วิถีชีวิตและสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเผชิญความเครียด หรือความไม่สบายใจได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็ตาม
    นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า วิธีการสังเกตง่ายๆ ที่จะรู้ว่าตนเองหรือคนรอบข้างเครียดหรือไม่นั้น ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือการแสดงออกของอารมณ์ ผู้ที่มีความเครียดมักจะมีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย โมโหง่าย เนื่องจากความอดทนต่ำลง เมื่อเกิดความเครียดมักจะควบคุมตัวเองได้น้อยลง โดยขณะที่เกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เป็นสารแห่งความทุกข์ออกมา จะมีผลให้การทำงานของอวัยวะภายใน เช่น หัวใจเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นแรงและเร็วกว่าปกติคือจากนาทีละ 60-80 ครั้ง จะเพิ่มเป็น 100-120 ครั้ง มีอาการใจสั่น ถอนหายใจบ่อย และมีผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง เกิดอาการปวดหลัง ปวดไหล่ คิ้วขมวดหรือที่เรียกว่าคิ้วผูกโบ ซึ่งเห็นกันได้บ่อย บางคนหากเครียดมากอาจทำให้ท้องเสียได้เช่นกัน    


    ประชาชนสามารถแก้ความเครียดได้หลายวิธี เช่น นอกจากออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว ยังมีวิธีใกล้ตัวที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีเมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ จะเรียกว่าเป็นอาวุธประจำตัวก็ได้ ทำได้ทุกคน ทุกอาชีพ คือการใช้วิธีคลายเครียดด้วยการหายใจแบบพิเศษ 2 แบบ แบบที่ 1 คือการหายใจแบบสลับรูจมูก และแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก สามารถนำมาใช้ในสภาวะจิตใจปกติก็ได้ ทั้ง 2 แบบนี้ให้ผลดีทั้งใจและกายพร้อมกัน
    สำหรับการหายใจแบบสลับรูจมูก ทำได้ดังนี้ 1.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างขวา หรือมือข้างที่ถนัด กดที่รูจมูกข้างขวา แล้วหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างซ้าย 2.ใช้นิ้วหัวแม่มือข้างที่ถนัดกัดที่รูจมูกข้างซ้าย และหายใจเข้า-ออกทางรูจมูกข้างขวา ทำสลับกันทั้ง 2 ข้างไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้นอกจากจะช่วยให้โพรงจมูกทั้ง 2 ข้างทำงานสมดุลกันแล้ว จะช่วยให้เรามีสติ จดจ่อที่ลมหายใจมากขึ้น และจับความรู้สึกในการหายใจง่ายขึ้น     


    ส่วนการหายใจแบบที่ 2 คือการหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกทางปาก วิธีการคือให้สูดลมหายใจเข้าทางจมูกเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ แล้วกลั้นไว้สักครู่ จากนั้นให้เป่าลมหายใจออกทางปากแรงๆ ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ การหายใจแบบนี้จะเป็นการฝึกการทำงานของปอด การหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ จะทำให้ลมหายใจเข้าไปเต็มปอด การกลั้นลมหายใจจะได้ประโยชน์จะเป็นการเพิ่มเวลาการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่อยู่ในเลือดที่ปอดได้นานขึ้น ส่วนการพ่นลมหายใจออกมาทางปากแรงๆ จะเป็นการช่วยฝึกความดันของปอดด้วย ผลดีของการหายใจแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง ใช้แก้อาการง่วงได้อีกด้วย
    “ขณะที่เราฝึกการคลายเครียดจะมีผลให้อัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายลดลง หัวใจจะเต้นช้าลง อัตราการหายใจลดลง ระดับความดันโลหิตลดลง ความตึงตัวหรือการหดเกร็งกล้ามเนื้อคลายตัวลง หลังจากที่เราฝึกแล้วจะรู้สึกว่าใจเย็นขึ้น ความกังวลใจน้อยลง สบายใจมากขึ้น สมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น สมองแจ่มใส ความคิดโลดแล่น” นพ.กิตต์กวีกล่าว  
    ทั้งนี้ ในการฝึกการหายใจให้ได้ผลควรทำติดต่อกันประมาณ 4-5 ครั้ง ควรฝึกทุกครั้งที่รู้สึกเครียด หรือรู้สึกโกรธ ไม่สบายใจ หรือฝึกทุกครั้งที่นึกได้ จะให้ประโยชน์ทั้งการคลายเครียดและการป้องกันการเกิดโรคทางกายที่เป็นผลกระทบจากจิตใจ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูงได้.  


สมัยก่อน......... เรือสำเภา มีหินเป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงท้องเรือ กันเรือโคลง สมัยนี้...... ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มี ส.ส.เป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงประเทศ กันบ้านเมืองเจริญ!

แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"