อยู่ให้เป็น-เย็นให้พอ-รอให้ได้


   

 

อาการ ต่ำกว่ามาตรฐาน ของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล...ทำให้ใครต่อใคร อดที่จะหันไปมองถึงสิ่งที่เรียกว่า กุนซือ  หรือบรรดาผู้ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะให้คำปรึกษา แนะนำ กับทั้งสองฝ่ายขึ้นมาไม่ได้ ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว...เป็นใคร? กันแน่!!! ถึงไม่ได้แสดงออกถึงความเพียรพยายาม ที่จะงัดเอาความคิด ความอ่าน ในแบบที่เข้าท่า-เข้าทาง ออกมาชี้แนะ ชี้นำ แต่ละฝ่าย ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว ได้เรื่อง ได้ราว ได้มาตรฐานสูงขึ้นไปกว่านี้...

                                                                -------------------------------------------------

                เพราะสิ่งที่เรียกว่า กุนซือ นั้น...คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า เป็นกลุ่มคนซึ่งออกจะมีบทบาทสำคัญเอามากๆ ต่อสังคม บ้านเมือง ประเทศชาติ ไม่ว่าบ้านไหน เมืองไหน ในตลอดห้วงระยะประวัติศาสตร์เท่าที่ผ่านมา ใครที่พอเคยได้อ่าน พงศาวดารสามก๊ก ไม่ว่าจะเที่ยวเดียว หรือกี่เที่ยว ไม่ต้องถึงกับเป็นร้อยๆ เที่ยว อย่างระดับ เสธ.ไพศาล หรือ เรืองวิทยาคม เอาเลยก็ยังได้ ก็น่าจะพอตระหนัก รับรู้ ได้ไม่ยากว่า ถ้าหาก เล่าปี่ ไม่มี หมงเท่ง หรือ ขงเบ้ง ไม่มี บังทอง ยังไงๆ...คงหนีไม่พ้นต้องนั่ง ทอเสื่อ ขายตั้งแต่พันๆ ปีมาแล้ว ไม่มีโอกาสผงาดขึ้นเป็นประมุขแห่ง จ๊กก๊ก ได้เลย...

                                                                  ------------------------------------------------------

                โจโฉ ก็เช่นกัน...ถ้าปราศจากเสียซึ่ง กุยแก กาเซี่ยง  ซุนฮิว เทียหยก ฯลฯ อาจได้แต่หงุดๆ หงิดๆ เอาแต่ชี้นิ้ว ชี้โน่น ชี้นี่ ไปตามเรื่อง ตามราว ยากที่จะสามารถเสริมสร้าง วุยก๊ก ให้เป็นปึกแผ่น แน่นหนา จนเอาชนะก๊กต่างๆ ลงไปได้แบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ซุนกวน ก็ไม่ต่างไปจากกัน แม้กุนซืออย่าง จิวยี่ อาจต้องกระอักเลือดตาย แต่ก็ยังพอมี โลซก ลกซุน พอให้ใช้บริการ ช่วยประคับประคอง ง่อก๊ก ให้พอมีอายุยืนยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไปได้ตามสมควร สิ่งที่เรียกว่า กุนซือ จึงเป็นอะไรที่ออกจะเอาเรื่องไปด้วยประการละฉะนี้...

                                                                   -----------------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...ถึงแม้ กุนซือ จะเฉียบขาด แหลมคม ลุ่มลึก ครอบจักรวาลเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าผู้ซึ่งต้องคอยฟังคำปรึกษา คำชี้แนะ ชี้นำ เกิดไม่เอาเรื่อง หรือไม่เอาอ่าว ขึ้นมาซะอย่าง!!! บรรดากุนซือทั้งหลาย ก็อาจ ไปไม่เป็น ขึ้นไม่ได้เหมือนกัน เรียกว่า...ขนาดระดับ สุดยอดกุนซือ อย่าง ขงเบ้ง เมื่อต้องมาเจอกับ อาเต๊า หรือเจอกับลูกชาย เล่าปี่ ที่ขึ้นมาครองตำแหน่งกันแทนที่ หลังบิดาบังเกิดเกล้าวายชนม์ลงไปเรียบร้อยแล้ว ขงเบ้ง เลยต้อง หมงเท่ง หรือ ม่องเท่ง เอาง่ายๆ ต้องตกอยู่ในสภาพขงเบ้งดูดาว...ชะเออ เอ่อ เอ๊ย เมื่อดาวตก-หนาวในหัวอก-เมื่อเห็นดาวไม่แจ่มใส-หรือว่าตัวเรา-จะหมดบุญจึงเป็นไป ดาวที่สดใส-แต่ก่อนนั้น-พลันมืดมน อะไรประมาณนั้น...

                                                                      ------------------------------------------------------

                อาการ ต่ำกว่ามาตรฐาน ของทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล...จึงยังไม่อาจสรุปได้ชัดเจนซักเท่าไหร่ ว่าเป็นเพราะ กุนซือ ไม่เข้าท่า หรือเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะถ้ากุนซือพยายามพูดแล้ว พูดเล่า ชนิดแทบปากฉีก ปากแหก ว่า อย่าพยายามแกว่งปากหาตีน อย่าพยายามสร้างศัตรูโดยใช่เหตุ แต่ผู้ฟังคำชี้แนะ ชี้นำ กลับยังคงเดินหน้า ด่าโน่น ด่านี่ ด่าสังคม ด่าวัฒนธรรม ประเพณี ไปจนด่ารัฐบาลกันชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่ว่าขี้ไม่ออก-เยี่ยวไม่ออก ก็หันไปโทษรัฐบาลลูกเดียวเท่านั้นเอง อันนี้...ไม่ว่ากุนซือรายไหนก็รายนั้นนั่นแหละ คงหนีไม่พ้นต้องเอาสากกะเบือยัดปากตัวเอง อมสากกะเบือให้มิดด้ามเข้าไว้ ถึงจะพออยู่ๆ กันไปได้...

                                                                        -------------------------------------------------------

                หรือถ้าหากกุนซือพยายามบอกแล้ว บอกเล่า ว่า พูดไปสองไพเบี้ย-นิ่งเสียตำลึงทอง แต่ผู้ฟังคำชี้แนะ ชี้นำ กลับหันมาเล่นเบี้ย ทอยเบี้ย ชนิดสนุกปาก ชนิดเอามันซ์ซ์ซ์เข้าว่า ด้วยเหตุเพราะคิดว่าตัวเองยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ต้องมีโกรธ มีโมโห ต้องออกอาวุธโต้กันมั่ง มันถึงจะสมน้ำ สมเนื้อ อันนี้...กุนซือคงต้องตามแก้ ตามล้าง ตามเช็ด กันไปอีกนานเท่านาน โดยเฉพาะไอ้ที่ควรพูด กลับไม่พูด ไอ้ที่ไม่ควรพูด กลับพูด เล่นเอาแม้แต่ที่ปรึกษากฎหมายระดับ เครืองาม อาจถึงขั้น เครืองอม เอาดื้อๆ...

                                                                         ----------------------------------------------------------

                สรุปรวมความแล้ว...ก็คงต้องถือเป็น กรรม ของประเทศ ของสังคม ไปตามเรื่อง ตามราว นั่นแหละทั่น ที่ระดับคุณภาพของบุคลากร โดยเฉพาะผู้ซึ่งมีบทบาท อำนาจ ในบ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ยังไม่ถึงกับสูงโด่เด่ ดี-เด่น-ดัง เหมือนอย่างบ้านอื่น เมืองอื่น ที่อาจพอมี โชคดี อยู่บ้าง เช่น เมืองจีน หรือประเทศรัสเซีย เป็นต้น แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยเหตุเพราะไม่ยังถึงกับมีโชค มีวาสนา อย่างบางประเทศ บรรดาปวงชน พสกนิกร หรือผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองทั้งหลาย ก็พึงต้องรู้จักปรับตัว ปรับใจ ไปตามสภาพ รู้จักอดทน อดกลั้น หมั่นสร้าง ขันติธรรม ในจิตใจตัวเองให้มากๆ เข้าไว้ เพราะไม่ว่ารัฐบาล หรือฝ่ายค้าน สุดท้าย...ต่างก็ผ่านมาและผ่านไป แต่การดำรง คงอยู่ ของประเทศชาติจะยืนยง มั่นคง ถาวรได้ มีแต่ต้องอาศัย สามัคคีธรรม อันมีที่มาจาก ขันติธรรม ทั้งหลาย...นั่นแล...

                                                                           ------------------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Anon... Patience is the virtue most needed just when we run out of it.- ขันติธรรมความอดทน เป็นคุณธรรมที่เรามักขาด โดยเฉพาะในยามที่เราต้องการมันที่สุด...

                                                                              --------------------------------------------------------

 


ดูไว้.....ไม่เสียหลาย การชุมนุมอันยืดเยื้อของ อาตี๋ อาหมวย ฮ่องกง จากค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน มาเป็นให้คนฮ่องกงเลือกผู้นำของตนเอง เพราะคนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน 

ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี
ความพิเศษของ "บิ๊กแดง"
อย่าลืม...เรามีนัดกัน "๒๑ ตุลา."
อนุทิน 'อย่าห้าวริมปากเหว'
เมื่อ 'อนาคตใหม่' ผิดแผน
อย่าให้เป็น 'วิกฤติตุลาการ'