ประมวลสาเหตุ 4 จังหวัดเลือกตั้งซ่อม


   

         สแกนการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นแน่ๆ ในขณะนี้ 4 จังหวัด 4 เขตการเลือกตั้ง ประกอบด้วย จังหวัดนครปฐม อำเภอสามพราน (ยกเว้นตำบลตลาดจินดา ตำบลคลองจินดา และตำบลบางช้าง) จังหวัดขอนแก่น อำเภอหนองเรือ อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดกำแพงเพชร อำเภอพรานกระต่าย อำเภอลานกระบือ อำเภอโกสัมพีนคร อำเภอไทรงาม (เฉพาะตำบลมหาชัย ตำบลพานทอง ตำบลหนองคล้า และตำบลหนองทอง) อำเภอเมืองกำแพงเพชร (เฉพาะตำบลสระแก้ว) และจังหวัดสมุทรปราการ อำเภอบางบ่อ อำเภอบางเสาธง อำเภอบางพลี (เฉพาะตำบลหนองปรือ และตำบลราชาเทวะ)

                โดยจังหวัดนครปฐม เขต 5 นั้น เกิดจากนางจุมพิตา จันทรขจร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ลาออก เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้บุคคลสมัครชิงตำแหน่งแล้ว

                ส่วนตัวเต็งยังคงเป็นของพรรคอนาคตใหม่ ได้แก่ ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ซึ่งเป็นสามีของจุมพิตา นอกจากนี้ ยังมีผู้สมัคร ส.ส.สอบตกจากครั้งที่แล้ว คือ สุรชัย อนุตธโต พรรคประชาธิปัตย์ และเผดิมชัย สะสมทรัพย์ พรรคชาติไทยพัฒนา

                อย่างไรก็ตาม รอบที่จะถึงนี้อาจแตกต่างจากรอบที่แล้ว  เพราะพรรคพลังประชารัฐไม่ส่งผู้สมัครแข่ง ซึ่งเท่ากับว่าคะแนนของ “ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว” พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่มีใครจับจอง

                ตามธรรมเนียม การส่งผู้สมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งซ่อมจะพิจารณาจากคะแนนของรอบที่ผ่านมาว่าใครอยู่อันดับที่สอง  โดยในที่นี้คือพรรคการเมืองในฝั่งรัฐบาลทุกพรรคต้องถอยให้กับประชาธิปัตย์ เนื่องจากผลการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. “สุรชัย”  จากค่ายแม่พระธรณีบีบมวยผม ได้รองอันดับหนึ่งจาก ส.ส.จุมพิตา 18,970 คะแนน

                ทว่า พรรคชาติไทยพัฒนากลับไม่รักษามารยาทนี้ และส่ง “เผดิมชัย” แก้มืออีกครั้งเป็นที่เรียบร้อย โดยอ้างว่าบ้านใหญ่ตระกูลสะสมทรัพย์เก่าแก่และเก๋ามากในพื้นที่นครปฐม จึงต้องส่งชิงเก้าอี้กู้หน้า

                ฉะนั้น แมตช์นี้ขึ้นอยู่กับว่าพลังประชารัฐจะยกคะแนนให้ใครระหว่าง “ประชาธิปัตย์” กับ “ชาติไทยพัฒนา”

                หากดีดลูกคิดแบบหยาบๆ โดยอ้างอิงจากคะแนนรอบที่ผ่านมานั้น คะแนนจากประชาธิปัตย์ถ้ารวมกับพลังประชารัฐจะได้ทั้งสิ้น 37,711 คะแนน ในทางตรงกันข้าม พลังประชารัฐรวมกับชาติไทยพัฒนา จะได้เพียง 21,020 แต้ม

                หรือหมายความว่า หากต้องการล้มแชมป์เก่าอย่างพรรคอนาคตใหม่ ประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐจะต้องช่วยกัน เพื่อให้ฝั่งรัฐบาลได้เสียงในสภาเพิ่มขึ้นอีก 1 เสียง

                ขณะที่การเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดขอนแก่น เขต 7 เดิมมี “นวัธ เตาะเจริญสุข” เป็น ส.ส. แต่เจ้าตัวถูกศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาให้ประหารชีวิต ในคดีจ้างวานฆ่านายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ทำให้ “นวัธ” สิ้นสภาพการเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (6)  ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล”

                โดยตอนแรกเรื่องนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันมากว่า ส.ส.ผู้นี้สิ้นสภาพ ส.ส.หรือไม่ เพราะยังมีหลายคนให้เหตุผลว่าคำพิพากษานี้เป็นเพียงศาลชั้นต้น ยังไม่ถึงที่สุด จึงถือว่าเป็น ส.ส.ต่อไปได้

                ล่าสุด “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยแล้วว่า กกต.ไม่ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพิจารณา เนื่องจากทาง กกต.ได้วินิจฉัยเองแล้ว “นวัธ” ขาดจากความเป็น ส.ส.เท่ากับว่าหลังจากนี้จะต้องมีพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้จัดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายใน 45 วัน

                ส่วนสาเหตุที่ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ที่สนามกำแพงเพชร เขต 2 อันเนื่องมาศาลฎีกาพัทยาพิพากษาให้ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ จำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีล้มการประชุมอาเซียนที่เมืองพัทยา เมื่อปี 2552 ซึ่งสมัยนั้น พ.ต.ท.ไวพจน์ เป็นแกนนำคนเสื้อแดง

                แต่สำหรับคดีนี้ เมื่อครั้นศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา ปรากฏว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ ไม่ได้เดินทางมาฟังคำตัดสินใจ โดยอ้างว่าไม่ได้รับหมาย ดังนั้น ศาลจึงให้โอกาสรับฟังคำพิพากษาอีกครั้งช่วงปลายเดือนตุลาคม ทั้งนี้ แว่วว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ จะส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนแทน

                ตบท้ายที่จังหวัดสมุทรปราการ เขต 5 ของอดีตดารา “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” ส.ส.สมุทรปราการ จากพรรคพลังประชารัฐ  กกต.มีมติแจกใบเหลือง เนื่องจากคนใกล้ชิดใส่ซองงานศพ ทำให้ต้องเลือกตั้งซ่อมในเขตดังกล่าว

                แต่ “กรุงศรีวิไล” ออกมาแก้เกี้ยวว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. อีกทั้งเป็นการกระทำของลูกน้องที่ไปทำหน้าที่แทน เพราะขณะนั้นตัวเองอยู่อีกงานหนึ่ง ยืนยันไม่มีนัยอะไรทั้งสิ้น

                ทั้งนี้ คะแนนของจังหวัดสมุทรปราการนี้จะต้องคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคใหม่ด้วย.