งัดข้อหาฟ้องกันนัว พปชร.ชงถอด6หัวโจก/ฝ่ายแค้นร้องปปช.ฟันบิ๊กตู่


   

  ผู้นำทหารพรึ่บ! ตบเท้ารับ “บิ๊กตู่” ตรวจเยี่ยมเหล่าทัพทำพิธีเปิดอาคาร "ศรีสิทธิสงคราม" จารึกประวัติศาสตร์แกนนำ“กบฏบวรเดช” ปกป้องสถาบันฯ โอดไม่เคยโดนด่าเหมือนตอนมาเป็นนายกฯ 2 ขั้วการเมืองอ้างกฎหมายฟ้องกันดะ! พปชร.ยื่น ปธ.สภาฯ ชงศาล รธน.ถอด 6 หัวโจกฝ่ายแค้นร่วมวงแก้ ม.1 ฟันธงไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนทักษิณ ขณะที่ "พลท." ยื่น ป.ป.ช.ฟัน "นายกฯ-มทภ.4-บุรินทร์" ผิด ม.157 ฐานแจ้งเท็จ จ่อฟ้องแพ่งร้อยล้าน "ชวน-2 องครักษ์" รุมดีดปาก "อดิศร" ยันไม่ได้ห้ามแก้ รธน. แต่เตือนแก้มาตรา 1 จะซ้ำรอยไฟใต้ "ป้อม" ท้าเดิมพัน พ.ร.บ.งบฯผ่านสภาแน่

     ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน เวลา 07.30 น. วันที่ 9 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม, พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.), พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.), พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.), พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ
    ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ทำพิธีตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ บริเวณลานด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ จากนั้นเป็นประธานตัดริบบิ้นในพิธีเปิดอาคารศรีสิทธิสงคราม โดยอาคารศรีสิทธิสงครามนั้น เป็นอาคารสูง 2 ชั้น ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก ถือเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง ผบ.ทบ.ได้มีดำริให้ปรับปรุงอาคารสำหรับใช้เป็นอาคารอเนกประสงค์ในการจัดประชุมต้อนรับและประกอบพิธีที่สำคัญของกองทัพบกเป็นส่วนรวม โดยอาคารดังกล่าวจะอยู่ในแถวอาคารเดียวกับพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ
    ต่อจากนั้น พล.อ.อภิรัชต์ยังได้ใช้ห้องประชุมภายในอาคารศรีสิทธิสงครามบรรยายสรุปภารกิจของ ทบ. และรับมอบนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตำรวจแห่งชาติ รวมถึง 5 เสือ ทบ. เข้าร่วมด้วย นอกจากนั้นยังได้เยี่ยมชมภายในตัวอาคาร ซึ่งมีห้องบวรเดช ซึ่งเป็นห้องอเนกประสงค์ที่เอาไว้ใช้จัดงานรับรองแขกในและต่างประเทศ ซึ่งอยู่บริเวณชั้น 2 ของตัวอาคาร และได้ลงนามที่สมุดเยี่ยมที่ตั้งบนโพเดียม ด้านหลังเป็นรูปภาพของพันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) อดีตทหารผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ และกองทัพ และเป็นอดีตนายทหารบกผู้เป็นแกนหลักในเหตุการณ์กบฏบวรเดชเมื่อปี พ.ศ.2476 พระยาศรีสิทธิสงคราม มีชื่อเดิมว่า ดิ่น ท่าราบ และมีศักดิ์เป็นตาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี
      รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวมอบนโยบายให้กับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตอนหนึ่งว่า ขอให้ทุกคนตระหนักว่าภารกิจการพิทักษ์ ปกป้อง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันอันสูงสุด ที่เป็นศูนย์รวมของจิตใจปวงชนชาวไทย เป็นภารกิจอันสำคัญยิ่ง พร้อมขอให้นำความรู้จากการฝึกและการดูงานกองทัพประเทศที่เจริญแล้วมาพัฒนาปรับปรุงกิจการกองทัพบกให้มีความทันสมัย เพื่อสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และให้มีการเตรียมความพร้อมที่สามารถรองรับได้ทั้งภัยคุกคามแบบเดิมและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
ไม่เคยโดนด่าเหมือนเป็นนายกฯ
      ส่วนการทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่นๆ หรือหน่วยงานภาคส่วนอื่นๆ ขอให้ดำเนินการอย่างประสานสอดคล้องกัน รวมทั้งสั่งการให้ดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ในเดือนต.ค.นี้ทั้ง 3 วาระสำคัญ ได้แก่ วันที่ 13 ต.ค. วันคล้ายวันสวรรคตในหลวง ร.9, วันที่ 18 ต.ค. วันคล้ายวันพระราชสมภพ ร.4 และ วันที่ 23 ต.ค. วันคล้ายวันสวรรคต ร.5
     นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวตอนหนึ่งอีกว่า "ตั้งแต่รับราชการทหารมา ไม่เคยต้องมาโดนด่าเหมือนตอนมาเป็นนายกฯ แต่ก็ต้องอดทน เพราะภารกิจยังไม่จบสิ้น ส่วนตัวยืนยันไม่ได้ต้องการจะมาอยู่ตรงนี้ แต่สถานการณ์มีความจำเป็นที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ"
      ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการเดินทางมาเยี่ยมกองทัพบกครั้งนี้ ยังได้นำยานเกราะล้อยางสไตรเกอร์มาจอดไว้ด้านหน้าหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้ชมยุทโธปกรณ์ใหม่ที่กองทัพบกนำเข้าประจำการ แต่ไม่ได้นำไปจอดด้านหน้าเพื่อต้อนรับ เพราะเกรงว่าจะมีคนนำไปโจมตี
     อย่างไรก็ตาม ในระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับเวลา 09.30 น. กองทัพบกได้จัดกำลังพลจากทุกหน่วยภายในกองทัพบกมาตั้งแถวส่ง พล.อ.ประยุทธ์จนถึงประตูทางออกด้านหน้า บก.ทบ. โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้เปิดกระจกพร้อมทั้งทำมือเป็นสัญลักษณ์ “ไอเลิฟยู” ให้กับกำลังพลด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่กำลังพลล้วนฮือฮาจดจำเลขทะเบียนรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หมายเลข 4 กต 29 กทม. โดยตลอดเส้นทางก่อนออกจากประตู เจ้าหน้าที่ได้นำต้นพุดซึ่งเป็นดอกไม้หอมในวรรณคดีตามที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยระบุว่าชื่นชอบดอกไม้หอมมาประดับไว้บริเวณรอบสนามหญ้าด้านหน้า บก.ทบ.ด้วย
     ช่วงบ่าย ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล อาคารลาดพร้าว ฮิลล์ ซอยลาดพร้าว 4 ถนนลาดพร้าว กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์  เยี่ยมชมภารกิจสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและมอบนโยบาย โดยนายกฯ ได้เยี่ยมชมภารกิจจุดให้บริการดิจิทัลครบวงจร และยังได้ทดลองสแกนเครื่องตรวจจับใบหน้าและอารมณ์ พบว่า ณ เวลานี้นายกฯ อารมณ์ดีเกิน 90% ขณะที่ช่วงดูเครื่องตรวจวัตถุระเบิดนายกฯ ได้หันหน้าไปทางสื่อ พร้อมกับพูดอย่างอารมณ์ดีว่า ต้องเอาไปตรวจนักข่าวบ้าง เพราะวางระเบิดนายกฯ ทุกวัน
    จากนั้นนายกฯ เป็นประธานการประชุมหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาประเทศไทยสู่ ASEAN Digital Hub” ก่อนที่เวลา 16.30 น. นายกฯ ได้มอบนโยบายกลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ตอนหนึ่งว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ใช่ว่าไม่ฟังใครเลย เวลาด่าก็ด่าจัง ตนไม่อยากโมโหใครทั้งสิ้น ต้องช่วยกันทำความเข้าใจว่าวันนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหน และปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหาสำคัญคือความเป็นอยู่ของประชาชนทุกอาชีพ 
    หลังจากนั้น นายกฯ ได้รับฟังข้อเสนอจากตัวแทนกลุ่มสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ โดยช่วงหนึ่งมีข้อเสนอเรื่องอธิปไตยด้านการลงทุนหรือการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งทันทีที่นายกฯ ได้ยินคำว่า อธิปไตย ก็ได้หันหลังมาพูดกับทุกคนว่า "อธิปไตยไม่ต้องกลัว ยังเป็นของประเทศไทยอยู่"
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ฝากพวกเราเอาคนกลับมาพัฒนาประเทศให้ถูกทาง อย่าไปแก้ปัญหาผิดๆ แบบเดิม มันทำไม่ได้ จะเอาทุกอย่างเหมือนที่อื่นคงไม่ได้ เพราะที่นี่คือประเทศไทย “ถ้าจะด่าจะว่าลุงแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ ก็ทำได้ แต่ก็ขอให้เข้าใจกันบ้าง ไปว่าใครเขาไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อเลือกทางนี้ก็ต้องโดนอยู่แล้ว เป็นทหาร 40 ปี เป็นนายกฯ มา 5 ปี ก็แก่ไปเยอะ”
    ช่วงท้ายนายกฯ พูดหยอกพร้อมหัวเราะด้วยว่า "เลิกเป็นนายกฯ ดีกว่า มาเป็นนายกฯ สตาร์ทอัพ มีความสุขดีเนอะ”
ยื่นถอด 6 หัวโจกฝ่ายแค้น
    ที่รัฐสภา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมด้วยนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรค พปชร. นำรายชื่อ 51 ส.ส.พปชร. ยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายแทนคุณ จิตต์อิสระ เลขานุการคณะทำงานทางการเมืองประธานสภาฯ เพื่อให้ใช้อำนาจประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพ 6 ส.ส. ประกอบด้วย 1.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย 2.นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ 3.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ 4.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ 5.นายนิคม บุญวิเศษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และ 6.นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 ประกอบมาตรา185 (1) หรือไม่ จากกรณีจัดเวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จังหวัดปัตตานี โดยได้มีการพูดถึงการแก้ไขในมาตรา 1
    โดยนายชัยวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องไม่ควร รวมถึงกรณีการใช้อำนาจหน้าที่การเป็น ส.ส. เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของ กอ.รมน.เพื่อตัวเองและพรรคนั้น โดยเตรียมจะเรียก พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เข้าชี้แจง กมธ. ซึ่งเป็นการใช้อำนาจมิชอบ เป็นการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของพรรคและเพื่อตัวเอง
    นายสิระกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ฝ่ายค้านหยุดทำลายประเทศชาติ หยุดทำลายรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีกระบวนการแบ่งกันทำงานหรือไม่ เพราะมีฝ่ายหนึ่งพยายามทำลายรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งพยายามทำลายฝ่ายนิติบัญญัติ และขณะนี้กำลังมีอีกฝ่ายพยายามทำลายฝ่ายตุลาการ จึงขอเตือนคนที่คิดจะทำลายประเทศชาติว่า จะไม่มีแผ่นดินอยู่ในประเทศไทย เช่นเดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และขอทำนายว่าคนเหล่านี้จะต้องหนีไปจากประเทศไทย และจะไม่ได้ตายอยู่ในประเทศไทยแน่นอน
    นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไม่เป็นไร แล้วแต่เขา เรื่องนี้ต้องดูข้อเท็จจริง แต่เรามองว่าไม่มีอะไร เมื่อเขามีช่องทางก็ให้เป็นเรื่องของเขาให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน
     ด้านนายสุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายอดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้าน  แต่งกลอนโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก โดยมีลักษณะเหน็บแนมนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ว่า เป็นคำหยาบและเป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม แต่ตนก็ไม่ได้แปลกใจสำหรับคนอย่างนายอดิศรที่ใช้ถ้อยคำแบบนี้ เพียงแต่เห็นว่าหายหน้าไปนาน นึกว่าอุปนิสัยจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่น่าผิดหวังที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม 
นายชวนพูดภาษาไทย แต่ทำไมนายอดิศรฟังไม่เข้าใจว่าไม่ได้ห้ามให้มีการแก้ไข รธน. แต่เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงขอให้ระมัดระวังที่นายชวนต้องเตือนเพราะเคยมีความผิดพลาดในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเป็นรัฐบาลที่นายอดิศรเคยสังกัดอยู่ เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2544 เกิดวลีพูดติดปากว่าโจรกระจอก รวมถึงกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงผิดพลาด ส่งผลให้สถานการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ที่ทำท่าจะเย็นลงกลับลุกเป็นไฟ
รุมดีดปาก"อดิศร"มั่วนิ่ม
    นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาฯ กล่าวว่า การโพสต์ของนายอดิศร เป็นข้อความใส่ร้ายประธานสภาฯ เป็นการวัดคุณภาพของคน ไม่ว่าจะจบการศึกษาระดับไหน มีคำนำหน้านามเป็น ดร. ก็ไม่ได้วัดว่าคุณเป็นคนดี นายอดิศรใช้ทักษะการเเต่งกลอนมาทำร้ายบุคคล เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ยอมรับ นายอดิศรเคยเป็นสมุนของบริษัทที่เข้ามาทำการเมือง วันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายเเดนภาคใต้ก็เกิดจากเจ้านายของนายอดิศรเอง ทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ฝ่ายค้านทำเรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญก็ไปเกี่ยวข้องกับความมั่นคง จึงทำให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จำเป็นต้องเเจ้งความ 
    ขณะที่นายชวนกล่าวชี้แจงว่า เป็นการเข้าใจผิด และนายอดิศรจับประเด็นไม่ถูก ยืนยันไม่เคยคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นจึงไม่วิจารณ์ เพียงแต่จะเสนอแนะขอให้คุยกับทุกฝ่าย รวมถึงวุฒิสภาด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่อยากแก้ไข แต่ก็ควรมาหารือร่วมกัน เพื่อหาแนวทางร่วมกันว่ากระบวนการแก้ไขควรเป็นอย่างไร และหลังจากนั้นค่อยไปดูในรายละเอียดว่าอะไรที่ควรแก้ไขต่อไป
    ทั้งนี้ จากคำให้สัมภาษณ์ ตนบอกเพียงว่าขณะนี้ได้มีญัตติการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหารัฐธรรมนูญเข้ามาในสภาเท่านั้น โดยจะพิจารณาในสมัยประชุมหน้า แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะแก้ไขในมาตราใด เพราะอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาแนวทาง เช่นเดียวกับกรณีที่สื่อมวลชนสอบถามการแก้ไขมาตรา 1 ซึ่งตนได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่ขอวิจารณ์ แต่อยากแนะนำว่า ไม่ว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ควรศึกษาประวัติศาสตร์ และดูให้ดี หากเสนอแนวทางที่ดีกว่าเดิม ก็สามารถแก้ไขได้ แต่หากไม่มั่นใจควรต้องระมัดระวัง เพราะเคยมีประสบการณ์ความผิดพลาด เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 มาแล้ว ซึ่งในขณะนั้นตนเป็นคนเดียวที่ทักท้วงว่าอย่าทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะมีผลเสียตามมา
    "แต่รัฐบาลขณะนั้นซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่นายอดิศรสังกัดไม่รับฟัง จนทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นในวันนี้หากจะเปลี่ยนแปลงอะไร จะต้องมั่นใจ เพราะเรื่องของความมั่นคงจะไปทดลองไม่ได้ เพราะหากผิดพลาดแล้วจะแก้ไขยาก จึงขอเตือนด้วยความหวังดี" นายชวน กล่าว
    ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. สนามบินน้ำ นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย (พลท.) ยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.รมน. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฐานจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามกฎหมายอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157 ที่ได้มีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายตาม ม.137 และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตาม ม.172 รวมไปถึง ม.173 และ ม.174 วรรคสอง กรณีมอบให้ พล.ต.บุรินทร์แจ้งความกล่าวหาพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการจำนวน 12 คน ในความผิดมาตรา 116 ที่ จ.ปัตตานี
ขู่ฟ้องแพ่งร้อยล้าน
    นายนิคมกล่าวว่า ทางพรรคยังจะได้หารือกับทีมกฎหมายต่อไปอีกด้วยว่าจะดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจาก พล.อ.ประยุทธ์เป็นหลักร้อยล้านบาท ฐานทำให้ตนและพรรคพลังปวงชนไทยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ถูกลดคุณค่า ลดบทบาท ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม และชื่อเสียงด้านการเมือง และเมื่อยื่น ป.ป.ช.แล้ว จะไปยื่นเรื่องที่กองบัญชาการปราบปรามอีกทางหนึ่งด้วย
     ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดเพชรบุรี พรรคเพื่อไทยจัดสัมนาโครงการเสริมศักยภาพ ส.ส.และบุคลากรทางการเมือง โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค แกนนำพรรค และส.ส.ของพรรคทุกภูมิภาค เดินทางมาร่วมรับฟังการสัมมนาอย่างคับคั่ง โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค กล่าวเปิดสัมมนาตอนหนึ่งถึงการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นภาระสำคัญของเราอย่างยิ่งยวด เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประชาชนพ้นจากวิกฤติต่างๆ เราจะหาทางปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้มีชีวิตที่ดีเยี่ยม ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ในการอภิปรายงบประมาณ 17-18 ต.ค. ได้คุยกับนายชวน หลีกภัย แม้รัฐบาลกำหนดให้ฝ่ายค้านอภิปรายเพียง 2 วันนั้น ได้บอกว่าคงเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยต้องให้เวลา 3 วัน ขอยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด 
    นายสมพงษ์ให้สัมภาษณ์กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 60 เปิดช่องให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. สามารถโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ได้ว่า หากรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ก็แล้วแต่เขา ถ้ามีสิทธิ์ก็ว่าไป แต่โดยปกติรัฐมนตรีเขาไม่เคยโหวตยกมือในประเด็นที่ถูกอภิปราย ถ้าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่ผ่าน นายกฯ จะต้องรับผิดชอบ สำหรับ ส.ส.ของพรรค ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามมติพรรคจะแหกไม่ได้ ตนเป็น ส.ส.มา 30 ปี ไม่เคยเห็นฝ่ายค้านโหวตให้รัฐบาลก่อนวันอภิปรายจะกำชับเรื่องการโหวตอีกครั้ง
     พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย เดินทางมาพบนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร เพื่อขอความร่วมมือโหวตร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 63 ว่า ไม่ต้องคุย หากดีเขาก็โหวตเอง หากไม่ดีก็ไม่ต้องโหวต ยืนยันว่าไม่ได้มอบหมายให้นายสัมพันธ์ไปพูดคุยกับพรรคเล็ก และกล่าวยอมรับว่าหาก พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่ผ่าน ก็เป็นไปตามที่นายวิษณุได้ระบุไว้คือยุบสภา ในส่วนของรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส. ทุกคนจะต้องยกมือโหวต เพราะมีสิทธิ์โหวต สำหรับงบประมาณกองทัพไม่ได้มากกว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และใช้น้อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นแผนการพัฒนาของกองทัพ ซึ่งผบเหล่าทัพดำเนินการ และวางแผนใช้งบประมาณไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ใช่เบิกปากเปล่า
    "มาเดิมพันกันเอาไหมว่า พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะผ่านหรือไม่" พล.อ.ประวิตรกล่าวเมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่า พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะผ่านสภา. 


ดูไว้.....ไม่เสียหลาย การชุมนุมอันยืดเยื้อของ อาตี๋ อาหมวย ฮ่องกง จากค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน มาเป็นให้คนฮ่องกงเลือกผู้นำของตนเอง เพราะคนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน 

ธนาธร:ไก่อ่อนเผยอเป็นอินทรี
ความพิเศษของ "บิ๊กแดง"
อย่าลืม...เรามีนัดกัน "๒๑ ตุลา."
อนุทิน 'อย่าห้าวริมปากเหว'
เมื่อ 'อนาคตใหม่' ผิดแผน
อย่าให้เป็น 'วิกฤติตุลาการ'