จวกฮ่องเต้ซินโดรม! บิ๊กแดงจัดหนัก'แม้ว-ทอน' ธนาธรแถคุย'หว่อง'5นาที


   


     นายกฯ เมินนักการเมืองไทยจุ้นม็อบฮ่องกง ระบุเป็นเรื่องส่วนบุคคล ยันไทย-จีนยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน   "บิ๊กแดง" เปิดหน้าชนพวกคอมมิวนิสต์ที่ยังมีความคิดล้มสถาบันฯ เป็น "มาสเตอร์มายด์" ซัดหนักแผ่นดิน "ใช้สงครามลูกผสม-ไฮบริดวอร์แฟร์" ล้างสมองคนรุ่นใหม่สมคบ "โจชัว หว่อง" ชักศึกเข้าบ้าน ลั่นแก้มาตรา 1 ไม่ได้ กระทบหมวดพระมหากษัตริย์ ยกเหตุไฟใต้ยุคโจรกระจอกเตือนสติ ย้อนถามเรื่องความมั่นคงจะให้ "ซ้ายดัดจริต-กลุ่มนักการเมืองลูกพี่ใหญ่หนีคดี-นักธุรกิจฮ่องเต้ซินโดรม" มาแก้หรือ "ทอน” โอดถ่ายรูปทีเดียวโดนขยายเกินจริงไปเป็นกิโล แจงเคารพ “หนึ่งประเทศสองระบบ "ปิยบุตร" นัดเปิดเวทีโต้เสาร์นี้ 
     ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.30 น. วันที่ 11 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ทั้งนี้ ก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กลุ่มที่คิดแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีนสมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก โดยมีนักการเมืองของไทยบางคนได้มีการติดต่อกับกลุ่มดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการทำผิดร้ายแรง อาจกระทบสายสัมพันธ์ไทย-จีน โดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่ให้คณะติดตามมาสอบถามประเด็นที่ผู้สื่อข่าวถาม 
    อย่างไรก็ตาม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ให้ทางนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ดูในเรื่องของรายละเอียด 
    ภาหลังการประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามเพียงสั้นๆ ว่า "ฮ่องกงก็เรื่องของฮ่องกง"
    ด้านนางนฤมลกล่าวว่า นายกฯ ไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นการกระทำของนักการเมืองตามที่สถานทูตจีนระบุถึง ซึ่งไม่ได้ระบุถึงรัฐบาลแต่อย่างใด ดังนั้นจึงให้ไปถามนักการเมืองที่แถลงการณ์กล่าวถึง ส่วนรัฐบาลไทยและจีนนั้นยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และคงไม่มีท่าทีจากรัฐบาลไทย เพราะแถลงการณ์ที่ออกมาไม่กล่าวถึงรัฐบาล แต่เป็นเรื่องตัวบุคคล
     พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้ติดตามข่าวจากทางโทรทัศน์ ยังไม่ได้รับรายงานใดๆ แต่การที่ใครจะไปเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ต้องรับผิดชอบ และรับผลกระทบที่จะได้รับกลับมา อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลไทยไม่มีอะไรกับจีนอยู่แล้ว คงไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน และไม่ต้องมีการไปชี้แจงอะไร เนื่องจากมีการติดต่อกันอยู่ตลอดเวลาระหว่างทูตจีนกับรัฐบาลไทย
     ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องจับตากลุ่มการเมืองที่มีการอ้างว่าเดินทางไปพบแกนนำผู้ชุมนุมที่ฮ่องกงหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ต้องจับตาหรอกก็ว่าไป เรื่องของเขา เป็นเรื่องส่วนตัว
    เมื่อถามว่า ทางรัฐบาลต้องออกมาแสดงท่าทีอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของพรรคการเมืองเขา อย่างไรก็ตามก็ขอเวลาติดตามก่อน ถามอีกว่าต้องมีการตักเตือนนักการเมืองหรือไม่ เพราะภาพที่ออกมาคือคนไทยเข้าไปอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวที่ฮ่องกง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เดี๋ยวดูไปก่อน การจะไปตักเตือนต้องดูว่ามีการฟ้องร้องดำเนินการอย่างไร แล้วต้องรู้ตัวบุคคลที่ชัดเจนว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าเป็นใคร
    เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก มีการจัดการบรรยายพิเศษ โดย พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” โดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้นำองค์กร ผู้นำมวลชนรอบค่าย นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย,นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์, นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ข้าราชการทหาร ตำรวจ อดีตตุลาการศาล รวมทั้งศิลปินดารา อาทิ นก สินจัย เปล่งพานิช, นายฉัตรชัย เปล่งพานิช ตลอดจนสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมรับฟังการบรรยาย
ร่ายยาวตั้งแต่ยุคอาณานิคม
    พล.อ.อภิรัชต์บรรยายในช่วงต้นของการบรรยายพิเศษหัวข้อเรื่อง แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง ถึงบทบาทของทหาร ว่าวันนี้หลังมีการเลือกตั้งทหารได้ถอยห่างจากการเมือง ไม่มี คสช. มีแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีคำถามว่าทำไมต้องมีทหาร คำตอบคือทหารถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่พิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ดูแลประชาชน รักษาเอกราช อธิปไตย บูรณาการแห่งอาณาเขต ดูแลความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 52 ในรัฐธรรมนูญไทย พร้อมยกข้อความหนึ่งขึ้นมา คือ “ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เต็มใจและพร้อมที่จะจับอาวุธขึ้นมาเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติแล้วละก็ ขอจง "หยุด" วิพากษ์วิจารณ์คนที่กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่”
    ทั้งนี้ ผบ.ทบ.ได้ย้อนทบทวนประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และการเสียแผ่นดินทั้ง 14 ครั้งในอดีต และบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวเท่านั้นในภูมิภาคนี้ที่ยังเป็นเอกราช เพราะพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยที่ได้ทรงปกป้องรักษาแผ่นดินเอาไว้ และได้เปิดวีดิทัศน์ให้รับชมมีความยาวประมาณ 1 นาทีเศษ เป็นเรื่องราวของบรรพบุรุษในอดีต ที่ได้ต่อสู้เพื่อปกปักรักษาแผ่นดินไทยเอาไว้
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวถึงเหตุผลการเข้ามาเป็นทหารว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2515 มีพาดหัวหนังสือพิมพ์ระบุว่า มีเฮลิคอปเตอร์ตก 2 ลำซ้อน ขณะบินปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มคอมมิวนิสต์ และต่อมาในวันที่ 26 ต.ค. ฮ.ถูกผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ยิงตก และอยู่ในเขตอันตราย 11 ชีวิต ขณะนั้นตนอายุ 12 ขวบ ไม่รู้ว่าบิดาตนเป็น 1ใน 11 ชีวิตที่อยู่ในป่าและถูกยิงตกด้วย เมื่อบิดาได้รับการช่วยเหลือตนจึงถามกับตัวเองว่าทำไมพ่อต้องถูกยิง เหตุผลคือเพราะต้องปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่จังหวัดราชบุรี เพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข
    จากนั้นเหตุการณ์ยังคงรุนแรง มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เกือบร้อยบุกยึดหมู่บ้านและจับ 2 ราษฎรยิง ขณะที่กลุ่มโจรภาคใต้ได้ลักตัวครู ดับ 1 รอด 1 คน ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความไม่สงบมาเป็นเวลานานแล้ว หลายคนเคยไปร่วมรบ หลายคนเคยไปเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ บางคนกลับตัวกลับใจได้ บางคนมาเป็นนักวิชาการ นักการเมือง ยังคงมีความเป็นคอมมิวนิสต์ที่ถูกฝังชิปไว้ในหัวอยู่
    ต่อจากนั้นได้เปิดพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศพระบรมโอรสาธิราช พระยศร้อยเอก ที่ได้เสด็จฯ ไปยังอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2519 เพื่อร่วมรบกับทหาร พร้อมกล่าวว่า ในปี 2519 สงครามคอมมิวนิสต์ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงดำรงพระยศร้อยเอก เป็นพระบรมโอรสาธิราช พระองค์เสด็จฯ พื้นที่ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2519 เพื่อร่วมรบกับทหาร ทรงอยู่ในฐานปฏิบัติการ กินนอนเหมือนทหาร ทรงเยี่ยมประชาชน ทรงเป็นมิ่งขวัญ ทรงเป็นกำลังใจ ทรงรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหารหาญ หลังจากนั้นยังมีอีกหลายยุทธการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกว่าพรรคคอมมิวนิสต์ถึงจะยอมวางอาวุธ เสร็จสิ้นปี 2531 จึงสิ้นยุคคอมมิวนิสต์ 
    "แต่ปัจจุบันนี้ยังมีพวกหัวเดิมๆ ที่กลับออกมา มาเป็นนักการเมืองบ้าง เป็นนักวิชาการบ้าง และยังฝังชิปการเป็นคอมมิวนิสต์เอาไว้ ดังนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทหาร และประชาชน เป็นสิ่งที่แยกออกกันไม่ได้ ในอดีตพระมหากษัตริย์อยู่บนหลังช้าง ทหารอยู่รายล้อมรอบช้าง ซึ่งทหารเหล่านั้นก็คือประชาชนที่เสียสละเข้ามาร่วมรบกับพระมหากษัตริย์"
นักการเมืองสมคบโจชัว หว่อง
    ผบ.ทบ.กล่าวอีกว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันเกิดขึ้นทั่วโลก ที่ส่วนหนึ่งมาจากการยุยงปลุกปั่นของคนภายในชาติเอง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ฮ่องกง ที่มีนักการเมืองไทยเดินทางไปให้กำลังใจ และมีความเชื่อมโยงถึงกัน โดยในช่วงนี้ ผบ.ทบ.ได้เปิดภาพวิดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศให้ผู้เข้ารับฟังการบรรยายได้รับชม พร้อมกับเปิดภาพของนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง ซึ่งเป็นภาพที่ได้ถ่ายคู่กับนักการเมืองของไทย โดย ผบ.ทบ.บอกว่านายหว่องได้เดินทางมาประเทศไทยหลายครั้งเพื่อมาพบกับบุคคลบางคน พร้อมตั้งคำถามว่าการเดินทางมาพบพูดคุยกันนั้นไม่การสมคบคิดวางแผนอะไรอยู่หรือไม่
    "ผมจึงขอถามนักศึกษาว่าคนที่ยั่วยุปลุกปั่น คนที่ใช้โซเชียล การโฆษณาชวนเชื่อมาปั่นสมองให้ออกมาแบบฮ่องกงจะทำหรือไม่ เราจำภาพเหตุการณ์บ้านเมืองปี 2552-2553 ได้หรือไม่ นักเรียนและนักศึกษาที่ผมไปพบ ต่างไม่ทราบและลืมเหตุการณ์เหล่านี้ไปแล้ว มีการเพิ่มข้อมูลซ้ำๆ ทางโซเชียลฯ จนข้อเท็จจริงถูกลบไป ก็เป็นทฤษฎีหนึ่งที่เกิดขึ้น"    
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้าย พล.อ.อภิรัชต์ได้บอกให้เจ้าหน้าที่นำภาพของโจชัว หว่อง ออกจากจอวีดีทัศน์ โดยระบุว่า "เอาหน้านายคนนี้ออกไป "
    จากนั้นได้เล่าถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มที่ พ.ศ.2545 ที่รัฐบาลประกาศยุบ ศอ.บต. และประกาศว่าไม่มีโจรผู้ก่อการร้ายอีกต่อไป มีแต่ "โจรกระจอก" จากนั้นเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยยุทธการโปรยดอกไม้ สำหรับเหตุการณ์ภาคใต้ เจ้าหน้าที่ได้น้อมนำพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เป็นเหมือนไฟส่องทาง สำหรับผู้ปฏิบัติพื้นที่ในชายแดนจังหวัดภาคใต้ คือคำว่า "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ซึ่งตนก็ได้มีโอกาสทำงานในพื้นที่ภาคใต้ ถือว่าโชคดีที่ได้กลับมาบ้าน แต่เพื่อนร่วมงาน ผู้นำทางศาสนา รวมทั้งประชาชนหลายคนไม่มีโอกาสได้กลับมาบ้านเหมือนผม สำหรับผมเมื่อกลับมายังนอนผวา เคยแม้กระทั่งกระโดดลงจากเตียง ถามภรรยาได้ ซึ่งคนอื่นก็เป็นเพราะเป็นการรบภายใต้สภาวะการความกดดัน
    สำหรับสถิติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2547-2562 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบแบ่งเป็นทหาร 587 คน ตำรวจ 396 คน ผู้นำท้องถิ่น 242 คน ครู 109 และประชาชน 2,731 คน ยอดผู้เสียชีวิตลดลงทุกปีนอกจากนี้ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยืนยันฝ่ายความมั่นคง จะเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ รวมถึงจะต้องตรวจสอบว่ามีความเชื่อมโยงกับบุคคลใด และจะนำมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า ในวันนี้ยังมีนักวิชาการพยายามยกประเด็นมาตรา 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ ตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญมันแก้ไม่ได้ ตนไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี่เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เพราะประเทศจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่หากแก้มาตรา 1 จะกระทบกับมาตราอื่นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แบบนี้ทำไม่ได้ ทหารทุกคนเป็นหลักประกันแห่งความมั่นคง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ตนและทหารก็ทำงานให้ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่มีการเลือกนาย เพราะทหารคือหลักของความมั่นคงในการปกป้องอธิปไตย แต่ตอนนี้ทหารถูกตกเป็นเหยื่อ 
    "กลุ่มคนพวกนี้รู้ดี ไม่ได้มองทหารปกป้องรัฐธรรมนูญหรือประเทศชาติ แต่มองทหารเป็นอุปสรรคประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ทหารก็คือประชาชนเหมือนกัน จึงมีความพยายามโจมตีทหาร เพราะทหารคือเสาหลักความมั่นคง ป้องกันอธิปไตย จึงมีวาทกรรมขึ้นทุกครั้งมาหวังผลทางการเมือง “เอาใจน้องๆ วัยรุ่น ไม่ต้องเกณฑ์ทหารบ้างละ ลดงบประมาณกองทัพบก งบประมาณกระทรวงกลาโหม จัดซื้ออาวุธทำไม หนักแผ่นดิน ประเทศไทย เปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ เหนือหลังคาขึ้นไปคือสถาบันพระมหากษัตริย์” 
    ผบ.ทบ.ยังกล่าวว่า ประเทศไทยประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ นิติบัญญัติ ในการออกกฎหมาย บริหาร ในการที่รัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศและตุลาการ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ แต่วันนี้มีความพยายามทำให้อำนาจตุลาการขาดความน่าเชื่อถือ ตนเคยมีส่วนไปดูแลความมั่นคง หลังการยุบพรรคการเมืองหนึ่งในอดีตที่ระบุว่ากระบวนการศาลไม่ยุติธรรม แล้วบางคนก็หนีคดีไปต่างประเทศ 
จับตาสงครามลูกผสม
    ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ยังกล่าวถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่เป็นแบบ "Hybrid Warfare (ไฮบริดวอร์แฟร์)" หรือ "สงครามลูกผสม" คือ สงครามที่ใช้วิธีการผสมผสานกันของเครื่องมือทั้งจากสงครามตามแบบและสงครามไม่ตามแบบ ที่ประกอบด้วย กองกำลังทหารปกติ, กำลังทหารรบพิเศษ, กองกำลังที่ไม่ใช่ทหาร อาทิ มวลชนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ, การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่น, สงครามข้อมูลข่าวสาร และการโฆษณาชวนเชื่อ, การทูต, การโจมตีด้านไซเบอร์, สงครามเศรษฐกิจ
    "สำหรับประเทศไทยหนักมาก น่าห่วง การโฆษณาชวนเชื่อที่สำคัญ ที่เป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ ที่ไม่ได้กลับตัวกลับใจ ยังมีแนวความคิดล้มล้างระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ประเทศไทยเป็นรูปแบบคอมมิวนิสต์ คนพวกนี้อายุมากแล้ว ไม่ออกตัว คือนักวิชาการ ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น และผนึกกำลังร่วมพวกอาจารย์ นักวิชาการ ที่ไร้จรรยาบรรณ ปลูกฝังนักเรียนสิ่งที่ผิด เด็กก็ต้องเชื่อ ซึ่งอยู่ในฐานะมาสเตอร์มายด์ กับครูอาจารย์ที่ไปเรียนต่างประเทศ เป็นพวกซ้ายจัด และเรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคมที่ยึดประเทศไทย เอาความคิดผสมผสานรวมกันสร้างโฆษณาชวนเชื่อ แล้วนำแนวความคิดของตัวเอง ผ่านโซเชียลฯ ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ออกข่าวลวงเฟกนิวส์ หรือแม้แต่การสร้างสัญลักษณ์เพื่อให้เป็นที่จดจำ เช่น เสื้อเหลือง เสื้อแดง ชู 3 นิ้ว”
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวอีกว่า ทุกครั้งที่ประเทศบ้านเมืองเกิดภัยพิบัติ หรือเกิดความวุ่นวาย คนที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แกนนำคนสำคัญหนีกันไปหมด ปล่อยให้ลูกน้องติดคุกติดคดีขึ้นศาล คนที่มาร่วมชุมนุมก็กลับไปจนเหมือนเดิม อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย รู้จักและสนิทกับตนมาตั้งแต่รุ่น พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่หนีไปต่างประเทศว่าลำบากแค่ไหน ลูกก็ต้องมาลำบาก กว่าจะกลับมาประเทศไทยได้อยู่ต่างประเทศไม่ได้สบาย และไม่มีเงิน 
    “ที่พูดมาทั้งหมดไม่จำเป็นต้องเชื่อผม แต่ขอถามว่าปัญหาเรื่องความมั่นคงจะให้ใครแก้ นักวิชาการหรืออาจารย์ที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์ ร่วมกับนักเรียนนอกซ้ายจัดดัดจริต ที่ไปเรียนมาจากประเทศที่ล่าอาณานิคมอบรมสั่งสอนไร้จรรยาบรรณ ชอบอ้างเลข 2475 ชี้นำอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่ว่ามีวาทกรรมจาบจ้วง หรือเลือกกลุ่มนักการเมืองที่มุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว เพื่อพวกพ้อง และยังมีนักการเมืองบางคนใน 3 จชต.ที่เคยเกาะแข้งเกาะขานายทหารใหญ่ที่เป็นพ่อของผม ตั้งพรรคการเมืองมาจนบัดนี้เป็นใหญ่เป็นโต นำเรื่องศาสนาและแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือ เพื่อหาเสียงหรือเชื่อกลุ่มนักการเมืองที่เป็นผึ้งแตกรัง ลูกพี่ใหญ่หนีคดีไปต่างประเทศ หรือจะเชื่อนักธุรกิจที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ชีวิตไม่เคยลำบาก เหมือนพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” เคยชุมนุมร่วมกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นฐานให้กับตนเข้าสู่การเมือง ล้มล้างชาติ สถาบันฯ”
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า 3 กลุ่มที่พูดมา ไม่ผิดที่จะเป็นผู้นำประเทศ และเป็นได้ และไม่ใช่ประเทศไทยไม่เคยมี 3 กลุ่มประเภทนี้มาเป็นผู้นำประเทศ แต่ขอ ถ้าเขาเหล่านั้น ไม่ส่อพฤติกรรมล้มล้างสถาบันฯ เปลี่ยนแปลงการปกครอง หาประโยชน์ส่วนตน เชิญมานำประเทศชาติเกิดความเจริญ แม้ความคิดเห็นต่าง แต่ถ้าไม่แบ่งแยกดินแดน ทหาร ตำรวจ จะยืนเคียงข้าง 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ใช้เวลาบรรยายพิเศษ ประมาณ 1.30 ชม. จากนั้นเลขาฯ จุฬาราชมนตรี ที่มาในฐานะผู้แทนจุฬาราชมนตรีได้ทำดุอาอ์ให้กับ ผบ.ทบ. เพื่อให้พรตามความเชื่อทางศาสนาอิสลาม จากนั้น ผบ.ทบ.ได้เดินทักทายนักเรียน ครู และเหล่าทหาร รวมทั้งสื่อไทยและต่างชาติที่มาร่วมฟังการบรรยาย แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานทันที
     นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังฟังการบรรยายพิเศษว่า ทั้งหมดที่ ผบ.ทบ.พูดมานั้นเป็นในเรื่องของความมั่นคงที่จะต้องปกป้อง ซึ่งได้สรุปไว้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทย โดยได้เกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก และในปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าวก็กำลังจะเกิดในประเทศไทย ถ้าพูดให้ชัดเลยก็คือพรรคสีส้มนั่นล่ะ ตนมองว่า ผบ.ทบ.เป็นทหารที่แอดวานซ์ขึ้น  มองอะไรที่ก้าวหน้าขึ้น
    “ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกประเทศ และเป็นเรื่องที่อันตรายจริงๆ ถ้าเกิดคนไทยในปัจจุบันหันมามองว่าในประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นแล้วมาช่วยกันปกป้องประเทศ ผมก็ว่าเป็นเรื่องดีอย่าไปคิดแบ่งแยก ยกตัวอย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ คุณอยากจะแก้ ผมก็อยากจะแก้ แก้ในเรื่องการเลือกตั้ง แต่คุณอย่าไปแก้มาตรา 1, มาตรา 2 เพราะในสองมาตรานี้ เป็นมาตราที่สำคัญซึ่งทหารเขาดูแลความมั่นคงอยู่" นายชูวิทย์กล่าว  
ธนาธรโอดถูกโยงโจชัว หว่อง
       ภายหลังการบรรยายของ พล.อ.อภิรัชต์ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) แจ้งว่า ในวันที่ 12 ต.ค.นี้ เวลา10.00-11.00 น. พรรคอนาคตใหม่จะเปิดเวทีบรรยายพิเศษ โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองประชาธิปไตย : บทบาทของประชาชน ในการสร้างชาติ” โดยกำนดสถานที่ : สำนักงานใหญ่พรรคอนาคตใหม่ อาคารไทยซัมมิต ชั้น 5 พร้อมกับระบุหมายเหตุ : เชิญสื่อมวลชนทุกท่านร่วมกัน LIVE
     ขณะที่เฟซบุ๊ก Thanathorn juangroongruangkit-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ชี้แจงกรณีภาพถ่ายระหว่างตนกับโจชัว หว่อง ดังนี้ 1.เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากนิตยสาร The Economist ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ให้ไปพูดที่งาน Open Future Festival ที่ฮ่องกง มีผู้ร่วมรายการสองคน ได้แก่ Tim Wilson ส.ส.หัวก้าวหน้าจากออสเตรเลีย และ Nurul Izzah Anwar ส.ส.จากมาเลเซีย ลูกสาวของคุณอันวาร์ อิบราฮิม Nurul มาไม่ได้เนื่องจากติดภารกิจ บนเวทีเสวนาจึงเหลือเพียงผมกับ Tim
    2.หลังจากที่งานเลิกแล้ว ผมและโจชัว หว่อง พบกันในบริเวณงานและได้คุยกันประมาณ 5 นาที เราถ่ายรูปด้วยกันและแยกย้ายกันหลังจากนั้น 3.นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมพบปะกับโจชัว หว่อง ผมไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆ ในฮ่องกง 4.การสนทนาและถ่ายรูปกันในหมู่ผู้พูดในงานสัมมนาต่างๆ เป็นเรื่องปกติ ผมเองก็ได้ถ่ายรูปร่วมกับหลายคนในงาน รวมทั้งกับ Shaun L. Rein และมีโอกาสสนทนากับเขาในหลายๆ เรื่อง มากกว่าที่ผมสนทนากับโจชัวเสียอีก 5.การพบปะพูดคุยกับคนที่มีความคิดหลากหลายเป็นธรรมดา และเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เรียนรู้ความเห็นที่หลากหลาย 6.ผมได้พูดถึง “ฮ่องกง” ในระหว่างที่ผมบรรยายอยู่บนเวทีจริง ฮ่องกงชวนให้เราคิดถึงโมเดลขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แต่สุดท้ายเราตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองและต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบรัฐสภาแทน  
    7.ผมสนับสนุนการเคารพธรรมนูญการปกครองฮ่องกงหรือ Basic Law ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อฮ่องกงถูกส่งคืนสู่เขตอำนาจอธิปไตยของจีน โดยยึดหลัก “หนึ่งประเทศ สองระบบ” อย่างสมดุล และเคารพสิทธิการเลือกตั้งผู้บริหารฮ่องกงอย่างเป็นประชาธิปไตย ตามที่ระบุไว้ใน Basic Law มาตรา 45 8.ผมสนับสนุนการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกโดยสันติเสมอมา ผมปรารถนาที่จะเห็นสถานการณ์ที่ฮ่องกงคลี่คลายไปได้ด้วยดี ผมไม่ปรารถนาเห็นการใช้ความรุนแรงต่อทั้งพลเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ 
    9.รูปถ่ายระหว่างผมกับโจชัว หว่อง เพียงภาพเดียวถูกนำมาขยายความต่อเกินความจริง โดยปราศจากหลักฐานยืนยันใดๆ สื่อ, กลุ่มคนบางกลุ่ม รวมถึงผู้นำกองทัพ พยายามเชื่อมโยงผมกับความไม่สงบในฮ่องกงเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคมไทย ขอยืนยันอีกครั้งว่าเราสร้างพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเทศสู่ประชาธิปไตย, สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม และส่งต่อสังคมที่ดีกว่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไป
     นายพิชิต ไชยมงคล อดีตแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในหัวข้อ "ความไร้เดียงสาที่ไม่ควรมองข้าม" ว่า เอกธนาธรเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ เป็นถึงแคนดิเดตนายกฯ เมืองไทย ส.ส. นอกสภาของอนาคตใหม่ เดินทางเคลื่อนไหวรอบโลกเหมือนนักประชาธิปไตยสายชิน การเคลื่อนไหวนี้ไม่ธรรมดาถึงขนาดล่าสุดสถานทูตจีนประกาศประณาม เพราะอดีตแคนดิเดตนายกฯ ไทย วางตัวเองผิดคิดว่าตนยังทำ "กิจกรรมนักศึกษา" อยู่นั่นเอง อย่าไปเอาความอยากเป็น อยากทำมากำหนดบทบาทการจะเป็นผู้นำ ต้องรู้จักการวางบทบาทตำแหน่งแห่งตนให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศ ไม่งั้นคุณก็ "ไร้เดียงสาเกินไป" 
เพื่อแม้วโวยปลุกเกลียดชัง
        นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ในความสัมพันธ์ไทยจีนนั้น ประเทศไทยและประชาชนไทย ยึดมั่นในหลักการสำคัญคือ 1.การเคารพเอกราชอธิปไตยและบูรณาการเหนือดินแดนซึ่งกันและกัน 2.การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน  3.ในโลกนี้มีจีนเดียว ทั้งไต้หวัน ฮ่องกง ล้วนเป็นดินแดนของจีน อธิปไตยของจีน ประเทศอื่นหรือคนชาติอื่นจะก้าวก่ายแทรกแซงไม่ได้ ความสัมพันธ์ไทยจีนยืนยาวต่อเนื่องมานับพันปีแล้ว 
     นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หยุดชักศึกเข้าบ้าน เขาคงคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่เขากระทำที่ฮ่องกงจะนำไปสู่การเตือนแรงๆ จากทางการจีน จนหลายฝ่ายมองว่ามีพฤติกรรมชักศึกเข้าบ้าน ถ้ามองแล้ว เขาได้มีพฤติกรรมชักศึกเข้าบ้านหลายเหตุการณ์มาก แต่ไม่เคยจดจำ
     นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะ ผบ.ทบ.ท่านนี้ก็ออกมุมลักษณะนี้มาโดยตลอด ธรรมเนียมปฏิบัติและมารยาททางการเมืองของโลก ผู้นำเหล่าทัพไม่ควรเลือกข้างทางการเมือง หรือแสดงความเห็นที่อาจเป็นการแทรกแซงกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย ยังคงวงเวียนอยู่กับชุดความคิดเดิมๆ ว่า คนที่มีจุดยืน ความเชื่อ ทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างจากท่านคือพวกหนักแผ่นดิน ไม่อยากเห็นการผลิตวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง ที่ไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การแสดงความเห็นในฐานะผู้นำเหล่าทัพต้องระมัดระวัง เพราะหน้าที่หลักคือการสร้างความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่กระทำการใดๆ ที่อาจนำไปสู่การบั่นทอนความมั่นคงเสียเอง
    นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กระบุว่า กองทัพเองที่เป็นผู้บิดเบือนสร้างวาทกรรมปลุกผีคอมมิวนิสต์จนมี พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ต่อมาเมื่อประชาชนหูตาสว่างรู้เท่าทันในปี พ.ศ.2543 ประเทศไทยจึงได้ออกกฎหมายยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว ท่านผบ. ไม่คิดจะพัฒนาสติปัญญาของตัวให้ก้าวทันโลกบ้างหรือ ปัญหาความขัดแย้งที่สุมอยู่ในบ้านเมือง วันนี้สาเหตุสำคัญคือการสร้างวาทกรรมแห่งความเกลียดชัง หรือ Hate Speeh ซึ่งที่ท่านบรรยายมาแทบทั้งหมดคือการสร้างวาทกรรมที่กล่าวถึง ความเสียหายที่ประเทศนี้ได้รับมากที่สุดคือการรัฐประหาร ถ้ารักชาติจริงอย่างที่ขยันพูดก็ช่วยเอากำลังพลกลับไปทำหน้าที่ของตัว เอากองทัพออกไปจากการเมือง แค่นี้ประเทศก็จะเดินหน้าไม่ล้าหลัง เพราะถูกพวกหนักแผ่นดินถ่วงความเจริญแบบที่กำลังเป็น
    นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงทางการจีนออกมาตำหนินักการเมืองไทยที่สนับสนุนแกนนำกลุ่มแบ่งแยกฮ่องกงว่า ตนได้ทราบข่าวจากสื่อ ทางสำนักงานก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ถ้าเห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องเข้าข้อกฎหมายที่ทาง กกต.รับผิดชอบ สำนักงานก็จะเสนอว่ามีมูลความผิดจำเป็นที่ กกต.ต้องตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบหรือไม่ ส่วนตนเองต้องศึกษา เพราะข้อเท็จจริงที่ได้ยังไม่ครบถ้วน ซึ่งต้องมีการประชุม กกต.พิจารณา และเห็นว่า กกต.ไม่จำเป็นต้องสั่งสำนักงานดำเนินการอะไรเป็นพิเศษ. 
    


"สัสสส......"! ต้องบอกว่า "บัดซบมาก" ตอนศาลให้โอกาสแก้ข้อกล่าวหา ถามอะไรก็ตอบแต่ว่า "ผมจำไม่ได้..ผมจำไม่ได้"

คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร
"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา